เมื่อคืนนี้ Apple เพิ่งเปิดตัว iPhone Duo มือถือจอพับเครื่องแรกของบริษัท ซึ่งหลายคนที่ติดตามข่าวเทคโนโลยีคงอดคิดไม่ได้ว่าคอนเซปต์ของรุ่นนี้คล้ายกับ Galaxy Z Fold ของ Samsung หรือ Mate XT ของ Huawei ที่วางขายมาหลายปีก่อนหน้านี้แล้ว
ซึ่งถ้าเราย้อนดูผลิตภัณฑ์สำคัญหลายตัวของ Apple จะเห็นว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Apple ออกสินค้าที่คอนเซปต์คล้ายคู่แข่ง โดยก่อนที่ iPhone เครื่องแรกจะเปิดตัวปี 2007 โลกก็มี LG Prada ที่เป็นมือถือจอสัมผัสเต็มจอวางขายมาก่อนไม่ถึงปี ส่วนสมาร์ตโฟนเครื่องแรกของโลกจริง ๆ ต้องย้อนไปถึง IBM Simon ที่วางขายตั้งแต่ปี 1994 ห่างจาก iPhone เกือบ 13 ปี ส่วน iPod ก็ไม่ใช่เครื่องเล่นเพลงพกพาแบบดิจิทัลเครื่องแรกของโลก เพราะมีวางขายในตลาดมาก่อนหลายปี
พูดง่าย ๆ คือ Apple ไม่ใช่บริษัทแรกที่ทำสมาร์ตโฟน ไม่ใช่บริษัทแรกที่ทำเครื่องเล่นเพลงดิจิทัล และล่าสุดก็ไม่ใช่บริษัทแรกที่ทำมือถือจอพับ แต่หลายครั้งที่ Apple กระโดดเข้ามาในตลาดที่มีคนทำอยู่แล้ว ก็สามารถทำให้สินค้าประเภทนั้นขายดีและเข้าถึงผู้บริโภควงกว้างได้ผ่านปัจจัยหลายอย่าง
– คู่แข่งช่วยทดลองตลาดให้ก่อน
เวลาแบรนด์เปิดตัวสินค้าในหมวดใหม่ก่อน แบรนด์นั้นก็มักจะได้ประโยชน์จากการเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นรายแรก โดยทางการตลาดเรียกว่า First Mover Advantage
อย่างไรก็ตาม คนที่เข้ามาตลาดเป็นแบรนด์แรกก็อาจเผชิญปัญหาหลายอย่าง เช่น สินค้าที่ยังไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เพราะยังไม่มีประสบการณ์จากตลาดให้เรียนรู้ ทำให้คนที่เข้าตลาดมาทีหลังอย่าง Apple มีโอกาสเรียนรู้จากสินค้าที่ออกมาก่อนหน้า โดยเห็นว่าผู้บริโภคติดปัญหาตรงไหน แล้วเลือกแก้ Pain Point บางอย่างผ่านการออกแบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของตัวเอง โดยไม่ต้องเสี่ยงลงทุนสร้างตลาดใหม่ทั้งหมดด้วยตัวเอง
ตัวอย่างคือ iPhone ที่มีจอสัมผัสเป็นศูนย์กลางของการใช้งาน ซึ่งตอนนั้นคู่แข่งหลายรายยังมองว่าเสี่ยงเกินไปที่จะทำแบบนั้น
– การแบรนด์ดิงที่แข็งแกร่ง
บริษัททั่วไปที่เข้าตลาดทีหลังจะต้องโน้มน้าวผู้บริโภคให้เปลี่ยนจากเจ้าตลาดเดิมมาใช้สินค้าตัวเอง แต่ Apple สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งผ่านภาพลักษณ์ด้านนวัตกรรม การออกแบบ และประสบการณ์ใช้งาน ทำให้เมื่อออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ผู้บริโภคจึงไม่ได้ตัดสินใจซื้อเพียงเพราะฟีเจอร์ของสินค้าตัวนั้น แต่ยังมีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์อยู่แล้ว
นอกจากนี้ การพัฒนา Ecosystem ที่ต่อยอดกันเองก็มีส่วน อย่างการมี App Store, Mac, iPad, Watch, AirPods และบริการต่าง ๆ ผูกกันเป็นระบบเดียว ก็ทำให้ Apple มีข้อได้เปรียบเรื่องการรักษาผู้ใช้เดิมไว้ด้วย
– การจับจังหวะตลาดที่เหมาะสม
ปัจจัยข้างต้นนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้ถ้าบริษัทไม่สามารถจับจังหวะตลาดได้ถูกต้อง โดยก่อนที่จะออกสินค้าแต่ละตัว บริษัทจะต้องมั่นใจว่ามีดีมานด์ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ นั้นแล้ว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือตลาดสมาร์ตโฟน โดยอย่างที่กล่าวไปว่า iPhone ไม่ใช่สมาร์ตโฟนเครื่องแรกของโลก โดยก่อนหน้านี้มี IBM Simon ออกมาตั้งแต่ปี 1994 ที่ใช้ได้ตั้งแต่โทร ส่งแฟกซ์ ส่งอีเมล ไปจนถึงเป็นเครื่องคิดเลข
แต่ในช่วงนั้น ทั้งเครือข่ายมือถือ ความสามารถของฮาร์ดแวร์ และต้นทุนของอุปกรณ์ยังมีข้อจำกัด ทำให้ฟังก์ชันอย่างการรับส่งข้อมูลยังไม่สะดวกสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ขณะที่ราคาของอุปกรณ์ก็สูง ทำให้ Simon ยังเป็นสินค้าที่อยู่ในตลาด Niche
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ iPhone เปิดตัวครั้งแรก เครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงเทคโนโลยีหน้าจอ แบตเตอรี่ และชิป มีการพัฒนาขึ้นมาก ทำให้สมาร์ตโฟนสามารถรวมฟังก์ชันต่าง ๆ ไว้ในอุปกรณ์เครื่องเดียวได้สะดวกขึ้น iPhone จึงสามารถเจาะตลาดแมสได้
สรุปแล้ว ความได้เปรียบของ Apple อาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นบริษัทแรกที่คิดค้นผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการเลือกว่าจะเข้ามาเมื่อไร และจะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้เอง การเปิดตัว iPhone Duo จึงน่าจับตาด้วย โดย iPhone รุ่นใหม่นี้ใช้ชิปโมเด็ม C2 ที่พัฒนาเองและบานพับที่ใช้เทคนิคการผลิตใหม่เข้าไปด้วย สะท้อนว่าเลือกเข้ามาในตลาดเมื่อสามารถพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญของตัวเองจนพร้อมสำหรับผลิตภัณฑ์ ขณะที่แก้ Pain Point ของผู้ใช้สมาร์ตโฟนพับ ผ่านการลดการมองเห็นรอยพับกลางจอด้วย
ซึ่งก็ต้องติดตามต่อไปว่า iPhone Duo ของ Apple จะสามารถเข้าไปแข่งขันกับคู่แข่งสมาร์ตโฟนแบบพับได้อย่าง Samsung และ Huawei ได้มากแค่ไหน
ที่มา: CNBC, FourWeekMBA, NewMarketsAdvisors, TechRadar
The Business Plus บิสิเนสพลัส
