ตลาดยาสีฟันในไทย ใครคือเบอร์ใหญ่ของตลาด? 

ตลาดยาสีฟันและผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ตลาดหลักๆ นั่นคือ Premium Market, Mass Market ไปจนถึง Natural & Herbal โดยตลาดมีรายได้ประมาณ 16,758 ล้านบาทในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 24,139.5 ล้านบาทภายในปี 2573 เติบโตเฉลี่ย 6.3% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2568-2573 โดย “ยาสีฟัน” เป็นกลุ่มสินค้าที่ใหญ่ที่สุด ขณะที่ “แปรงสีฟัน” เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด

Premium Market 

สำหรับกลุ่ม Premium Market เริ่มที่ บมจ. แอมเวย์ (ประเทศไทย) เจ้าของแบรนด์ Glister มีรายได้รวมปี 2568 อยู่ที่ 15,155 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 314 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลประกอบการรวมของบริษัทและแบรนด์อื่น เนื่องจากแอมเวย์ดำเนินธุรกิจในรูปแบบตัวแทน จึงไม่สามารถนำรายได้ทั้งหมดมาเทียบเป็นรายได้จากยาสีฟันได้โดยตรง 

ด้าน บจก. สยามเฮลท์ กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์ Dentiste มีรายได้รวม 2,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.15% และกำไรสุทธิ 49 ล้านบาท ลดลง 23.87%  

ขณะที่ บจก. เฮลีออน คอนซูมเมอร์ เฮลธ์ (ประเทศไทย) เจ้าของแบรนด์ Sensodyne มีรายได้รวม 2,551 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.20% และกำไรสุทธิ 58 ล้านบาท ลดลง 30.31% 

ส่วน บจก. ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง มีแบรนด์ Fluocaril  และ Closeup  มีรายได้รวม 42,225 ล้านบาท ลดลง 12.61% แต่กำไรสุทธิ 6,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.59% โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นรายได้รวมจากแบรนด์และผลิตภัณฑ์อื่นของบริษัท ไม่ได้สะท้อนเฉพาะธุรกิจยาสีฟัน 

ขณะที่ บมจ. ดู เดย์ ดรีม เจ้าของแบรนด์ Sparkle มีรายได้รวม 627 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.42% และกำไรสุทธิ 44 ล้านบาท ลดลง 56.32%

————————————————————————————————————————————————-

Mass Market 

ขยับมาที่กลุ่ม Mass Market โดย บจก. ไลอ้อน (ประเทศไทย) มีแบรนด์ยาสีฟัน ได้แก่ SALZ, SYSTEMA, Hi-Herb และ KODOMO มีรายได้รวมปี 2568 อยู่ที่ 19,516 ล้านบาท ลดลง 0.45% และกำไรสุทธิ 921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.16% 

ด้าน บจก. คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) เจ้าของแบรนด์ Colgate มีรายได้รวม 18,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.36% และกำไรสุทธิ 1,059 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.12% 

ขณะที่ บจก. พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) มีแบรนด์ Oral-B มีรายได้รวม 2,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.04% และกำไรสุทธิ 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.28% โดยเป็นผลประกอบการรวมของบริษัทและแบรนด์อื่นเช่นเดียวกัน 

ส่วน บจก. ฮอว์ลี่ย์ แอนด์ ฮาเซล เคมิคอล (ประเทศไทย) เจ้าของแบรนด์ Darlie มีรายได้รวม 809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.28% และกำไรสุทธิ 80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.70% 

สำหรับดาร์ลี่ มีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2528 เมื่อคอลเกต-ปาล์มโอลีฟเข้ามาซื้อหุ้น 50% มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์ จากนั้นเปลี่ยนชื่อยาสีฟันจาก “ดาร์กี้” เป็น “ดาร์ลี่” และปรับโลโก้ใหม่ 

เมื่อเทียบผู้เล่นในกลุ่ม Mass Market คอลเกตมีความโดดเด่นและเป็นเจ้าตลาด ขณะที่ผลประกอบการของแต่ละบริษัทเป็นรายได้รวมจากหลายผลิตภัณฑ์ จึงไม่สามารถใช้ระบุรายได้จากยาสีฟันโดยตรงได้ทั้งหมด

————————————————————————————————————————————————-

Natural & Herbal  

ขณะที่กลุ่ม Natural & Herbal  

โดยเริ่มจาก บจก. ดอกบัวคู่ มีรายได้รวมปี 2568 อยู่ที่ 1,241 ล้านบาท ลดลง 3.83% และขาดทุน 47 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 34.16% 

ในด้าน บจก. เทพไทย โปรดัคท์ มีรายได้รวม 591 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.94% และกำไรสุทธิ 157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.88%

ขณะที่ บจก. สมุนไพรตราหมอจุฬา มีรายได้รวม 127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.62% และกำไรสุทธิ 7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.4% 

เมื่อพิจารณาผลประกอบการรวมของบริษัท ดอกบัวคู่เป็นผู้นำของกลุ่ม Natural & Herbal จากรายได้รวมที่สูงที่สุดในกลุ่ม แต่หากพิจารณาเฉพาะรายได้จากผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน เทพไทยเป็นอันดับ 1 ในตลาดนี้ 

จากข้อมูลทั้งหมดทำให้เห็นว่า คอลเกตยังครองแชมป์ของกลุ่ม Mass Market ขณะที่กลุ่ม Natural & Herbal ดอกบัวคู่มีรายได้รวมสูงที่สุด ส่วน เทพไทยที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดได้ไม่นานกลับโดดเด่นทั้งการเติบโตของรายได้และกำไร 

ในระยะต่อไป ตลาดยาสีฟันมีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการสินค้าเฉพาะทางมากขึ้น ทั้งสูตรสำหรับฟันแพ้ง่าย ฟอกฟันขาว ดูแลเหงือก สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพช่องปากเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการเติบโตของ E-commerce และ Social Commerce โดยเฉพาะในกลุ่ม Premium และ Niche ทำให้การแข่งขันขึ้นอยู่กับการสร้างความแตกต่างผ่าน การยกระดับสินค้าให้พรีเมียมขึ้นด้วยความเฉพาะทางและนวัตกรรมใหม่

ที่มา: เว็บไซต์บริษัท ,DBD ,grandviewresearch 
บทความเที่เกี่ยวข้อง: ส่องแนวโน้มตลาด ‘ยาสีฟัน’ คาดทะลุ 2.5 หมื่นล้านเหรียญ ภายใน 5 ปี ‘สูตรสมุนไพร’ No.1 สบช่องไทยปั้นแบรนด์ชิงส่วนแบ่ง