จากประเด็นข่าวของ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่ม ‘อิชิตัน’ ที่ได้ประกาศเข้าลุยธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ย ด้วยการเข้าร่วมลงทุนกับ บริษัท อีวายดับบลิว กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด โดยจะตั้งบริษัทย่อยใหม่ชื่อ บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด เพื่อลุยธุรกิจนำเข้า ผลิต จำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทปุ๋ยปั้นเม็ด สำหรับพืชไร่และพืชสวน รวมถึงเคมีภัณฑ์และอุปกรณ์การเกษตรอื่นๆ ที่เกี่ยวช้อง โดยบริษัทย่อยใหม่ทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท ทาง ICHI ถือหุ้น 51% คาดการจัดตั้งแล้วเสร็จภายใน 31 ธ.ค. 2569
ซึ่งถือว่าเป็นข่าวที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ตลาด เพราะอิชิตัน เป็นบริษัทที่เรารู้จักกันดีว่าผลิต จำหน่าย ส่งออกเครื่องดื่ม แต่ไม่เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ยมาก่อน ดังนั้น Business Plus จะมาวิเคราะห์ว่า ทำไมคุณตัน ถึงอยากลงมาเล่นบนตลาดนี้
โดยเราสรุป 4 ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้แบรนด์เครื่องดื่มกระโดดเข้ามาแข่งขันบนตลาดปุ๋ย ดังนี้
1.เป็นกลยุทธ์สร้างการเติบโตแบบกระจายความเสี่ยง (Diversification) : เพราะในช่วงที่ผ่านมาตลาดเครื่องดื่มเริ่มมีการอิ่มตัว ถึงแม้ยอดขายของสินค้าหลักอย่างชาเขียวของอิชิตันจะยังเติบโตได้ดี แต่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มในประเทศมีการแข่งขันที่รุนแรง และแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ระยะยาวไม่สูงมากนัก แต่มูลค่าตลาดปุ๋ยในไทยสูงมาก โดยปริมาณความต้องการใช้ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 4.49 ล้านตัน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การที่ขยายมาสู่ธุรกิจนี้จึงเป็นโอกาสในตลาดขนาดใหญ่มูลค่าแสนล้าน เหมือนเป็นการกระโดดเข้าสู้เค้กชิ้นใหญ่ในภาคการเกษตรเพื่อเป็นช่องทางเพิ่มรายได้และกำไรระยะยาวของบริษัท
2.มีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญบนธุรกิจปุ๋ย : โดยบริษัท เอกยงวงศ์ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ อีวายดับบลิว กรุ๊ป โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปุ๋ยและสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ดังนั้น การร่วมทุนจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเท่ากับว่า อิชิตัน ไม่ได้นับหนึ่งใหม่ และไม่ได้แบกรับความเสี่ยงเพียงคนเดียว แต่พันธมิตรได้เข้ามาสร้างแต้มต่อทางธุรกิจ ทั้งจาก Know-how และ Connection ที่สำคัญมากๆสำหรับการจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปุ๋ยและสินค้าเกษตร
3. การบริหารและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration) จากวิสัยทัศน์เดิมของ อิชิตัน ในการสร้างความยั่งยืนไปถึงเกษตรกรไร่ชา ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบใบชาธรรมชาติของบริษัทเพื่อการพัฒนาธุรกิจแบบยั่งยืนอยู่แล้ว ดังนั้น การเข้ามาสู่ตลาดปุ๋ย จึงทำให้เกิดความเชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรมในฐานะที่ ICHI เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ วัตถุดิบสำคัญอย่างใบชา สมุนไพร หรือผลไม้ ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ล้วนมาจากภาคเกษตรกรรม ดังนั้น การทำธุรกิจปุ๋ยจึงถือเป็นการสร้าง Ecosystem ร่วมกับเกษตรกร จะส่งผลดีต่อการสร้างความสัมพันธ์ (Engagement) และซัพพลายเชนที่ยั่งยืนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรต้นน้ำ ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่การส่งเสริมเครือข่ายการเพาะปลูกวัตถุดิบส่งกลับให้โรงงานเครื่องดื่มของอิชิตันได้ในอนาคต
4.บริหารกระแสเงินสด โดยอิชิตัน มีกระแสเงินสด 738.43 ล้านบาท โดยมีส่วนของกำไร (ขาดทุน) สะสม ยังไม่ได้จัดสรร 608.43 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2569 ดังนั้น สะท้อนว่า อิชิตัน มีเงินทุนหมุนเวียนพร้อมใช้ โดยอิชิตันจะใช้แหล่งเงินทุนจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท ถือว่าเป็นการนำเงินสดส่วนเกินมาลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ถือเป็นการบริหารเงินทุนที่มีประสิทธิภาพให้กับบริษัท และยังเป็นประโยชน์สำหรับผู้ถือหุ้นอิชิตันอีกด้วย
ทั้งหมดนี้คือ 4 ปัจจัยที่อิชิตัน ลุยตลาดปุ๋ย แต่อย่างไรก็ตามต้องคอยติดตามกันต่อว่า อิชิตัน จะสามารถเจาะตลาดปุ๋ยได้หรือไม่ เพราะตามโครงสร้างธุรกิจนี้ในไทยแล้วมีผู้เล่นรายใหญ่ครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 60% เท่ากับว่าการกระโดดเข้าไปในตลาดนี้จะต้องเจอกับการแข่งขันกับรายเดิม และต้องสร้างความโดดเด่น เพื่อให้เกษตรกรในไทยกล้าที่จะลองเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
โดยตลาดปุ๋ยเคมีในประเทศไทยมีลักษณะเป็นตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) โดยมี 5 บริษัทใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่า 60% ของมูลค่าตลาดรวม โดยแบรนด์ใหญ่ๆที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง เจียไต๋ (ตรากระต่าย) ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 21% , ไทยเซ็นทรัลเคมี (ตราหัววัว-คันไถ) ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 14% ,เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ (ตรามงกุฎ) ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 13% ,ยารา ประเทศไทย (ตรายารา) ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 8% และไอซีพี อินเตอร์เนชั่นแนล (ตราม้าบิน) ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 7%
#Businessplus #ธุรกิจ #ICHI #อิชิตัน
The Business Plus บิสิเนสพลัส
