หนึ่งในร้านอาหารญี่ปุ่นที่หลายคนน่าจะรู้จักคือ ฮะจิบังราเมน โดยถ้าเราไปดูผลประกอบการของร้านในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
บริษัท ไทยฮะจิบัง จำกัด
ปี 2565 รายได้ 2,318 ล้านบาท กำไร 357 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 15.4%
ปี 2566 รายได้ 2,756 ล้านบาท กำไร 459 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 16.7%
ปี 2567 รายได้ 3,107 ล้านบาท กำไร 543 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 17.5%
ปี 2568 รายได้ 3,081 ล้านบาท กำไร 484 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 15.7%
พูดง่าย ๆ ว่า ฮะจิบังขายราเมงได้ 100 บาท จะมีกำไรเข้ากระเป๋าเจ้าของมากถึง 15-17 บาท ซึ่งเป็นอัตรากำไรค่อนข้างสูงถึงแม้ว่าเมนูส่วนใหญ่จะมีราคาหลักร้อยต้น ๆ ขณะที่ร้านอาหารญี่ปุ่นหรือที่มีสินค้าใกล้เคียงกับฮะจิบังจะมีอัตรากำไรอยู่ที่ประมาณเลขหลักเดียวหรือหลักสิบต้น ๆ เท่านั้น
แล้วทำไมฮะจิบังราเมงในไทยถึงทำกำไรเก่งขนาดนี้ ?
– การวางโพสิชันที่ถูกต้อง
ฮะจิบังวางโพซิชันเป็นร้านอาคารที่เข้าถึงง่ายตั้งแต่นักเรียนไปจนถึงวัยทำงาน เพราะมีราคาเริ่มต้นเพียง 88 บาทต่อชาม ถูกกว่าร้านราเมนอื่นในไทยที่มักวางตัวเป็นแบรนด์พรีเมียมและตั้งราคาสูงกว่าและฮะจิบังส่วนใหญ่จะตั้งสาขาอยู่ห้างสรรพสินค้าที่คนเข้าถึงง่ายอีกด้วย
การวางโพสิชันแบบนี้ทำให้ทางร้านต้องเน้นปริมาณการขายแทนการสร้างกำไรต่อชามให้สูงสุด ซึ่งถึงแม้ว่ากลยุทธ์นี้ฟังดูขัดแย้งกับอัตรากำไรสูง แต่จริง ๆ แล้วแม้ว่ามาร์จินต่อจานอาจไม่ได้สูง แต่ถ้าลูกค้ามีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำจำนวนมาก ก็จะทำให้ต้นทุนคงที่ของร้านอย่างเช่น ค่าเช่าและค่าแรง ปรับลดลงไปด้วย
– การใช้ครัวกลางผลิตสินค้ากระจายไปมากกว่าร้อยสาขา
ฮะจิบังราเมงในไทยมีครัวกลางอยู่ในจังหวัดปทุมธานีที่คอยผลิตอาหารอย่างเช่น น้ำซุป ซอส เส้น และเครื่องปรุงเพื่อส่งไปหน้าร้านมากกว่า 179 สาขาในไทย ทำให้ทางบริษัทสามารถบริหารต้นทุนและคุณภาพอาหารแต่ละจานให้คงที่ได้ อีกทั้งยังช่วยลด Food Waste ที่อาจกลายเป็นต้นทุนวัตถุดิบอีกด้วย
การมีครัวกลางยังทำให้ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานที่มีทักษะการทำอาหารสูงมาประจำอยู่หน้าร้านทุกร้าน เพราะแต่ละเมนูก็มีสูตรการทำที่ตายตัว ทำให้ประหยัดต้นทุนพนักงานเพิ่มอีก
นอกจากนี้การมีสาขามากกว่า 179 สาขา ก็ช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ต้นทุนโดยรวมลดลงและเกิดอำนาจการต่อรองกับซัปพลายเออร์ จึงซื้อวัตถุดิบมาในราคาที่ถูกลงได้
– เมนูอาหารที่ใช้วัตถุดิบร่วมกันได้
เมนูอาหารส่วนใหญ่ของฮะจิบังก็คือราเมงที่ใช้เส้นราเมงและหน้าท็อปปิ้งคล้าย ๆ กัน ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องสต็อกวัตถุดิบที่หลากหลาย เพื่อสร้างหลายสิบเมนู
ปัจจัยข้อนี้เองก็ทำให้ทางร้านสามารถลดต้นทุนสินค้า อีกทั้งยังทำให้บริหารจัดการสินค้าคงคลังได้ง่ายขึ้น สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขอัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ ที่ยิ่งสูงแปลว่าบริษัทยิ่งมีประสิทธิภาพในการบริหารสต็อกสินค้าและสภาพคล่องของธุรกิจ
ปี 2565 อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ 15.75 เท่า
ปี 2566 อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ 15.73 เท่า
ปี 2567 อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ 14.88 เท่า
ปี 2568 อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ 14.06 เท่า
สรุปแล้ว ฮะจิบังราเมงในไทยถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของร้านอาหารราคาไม่แรงที่สามารถสร้างต่อจานได้เป็นกอบเป็นกำ
ที่มา: DBD, Hachiban Ramen Thailand
The Business Plus บิสิเนสพลัส
