Infographic นี้เทียบผลงานปี 2568 ของ 6 เชนร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ในไทย ทั้ง Moshi Moshi, Muji, Miniso, KKV, Lemony และ niko and… ผ่าน 2 อัตรากำไรได้แก่ อัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross Margin ซึ่งเป็นรายได้หลังหักต้นทุนขาย (COGS) บ่งชี้ว่าตัวสินค้าเองทำกำไรดีแค่ไหนก่อนหักค่าใช้จ่ายหน้าร้าน และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน หรือ Operating Margin ซึ่งเป็นกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) อย่างค่าเช่า ค่าพนักงาน และการตลาดแล้ว

ซึ่งถ้าเราลองแปลงเป็นเงิน 100 บาทให้เห็นภาพ ถ้าขายของได้ 100 บาท Moshi Moshi จะเหลือกำไรขั้นต้น 55.7 บาท และหลังหักค่าใช้จ่ายขายและบริหารแล้วยังเหลือกำไรจากการดำเนินงานถึง 24 บาท ส่วน Muji แม้กำไรขั้นต้นจะยังดีที่ 50.7 บาท แต่พอหักค่าใช้จ่ายหน้าร้านแล้วเหลือกำไรจากการดำเนินงานเพียง 0.9 บาท แทบเท่าทุน
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือกลุ่มที่ขาดทุน อย่าง niko and… ขายของได้ 100 บาท ต้นทุนสินค้ากินไป 41 บาท เหลือกำไรขั้นต้นสูงถึง 59 บาท เพราะร้านเน้นขายเสื้อผ้าที่มาร์จินสูง แต่พอหักค่าเช่า ค่าพนักงาน และการตลาดแล้ว กลับติดลบไป 50.2 บาท แปลว่าขายของ 100 บาท ไม่ใช่แค่ไม่ได้กำไร แต่ยังเหมือนต้องจ่ายเพิ่มอีกกว่า 50 บาท น่าจะมาจากการที่แบรนด์นี้เพิ่งมาเปิดไทยได้ไม่นาน จึงต้องลงทุนอย่างหนักเพื่อสร้างการรับรู้และขยายตลาด ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ KKV เองก็กำลังขาดทุน โดย KKV เป็นค้าปลีกไลฟ์สไตล์จากจีนที่ MR. D.I.Y. นำเข้ามาได้ไม่กี่ปี
จุดที่น่าสนใจคือ กำไรที่เหลือถึงเจ้าของระหว่างร้าน Muji กับ Moshi Moshi ซึ่งมีสเกลใกล้ ๆ กันและมี Gross Margin ใกล้เคียงกัน แต่มี Operating Margin ต่างกันอย่างมาก คำตอบอยู่ที่โมเดลธุรกิจคนละแบบ Moshi Moshi เป็นเจ้าของแบรนด์และสินค้าเองทำให้มีมาร์จินสูง อีกทั้งยังเน้นการเปิดร้านขนาดกลางไปจนถึงเล็กกระจาย ๆ ต้นทุนคงที่ต่อสาขาจึงต่ำ
ขณะที่ Muji เป็นการร่วมทุนของกลุ่มเซ็นทรัลกับบริษัทแม่ Ryohin Keikaku จากญี่ปุ่น โดยมีการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นในสัดส่วนสูงและมักเปิดสาขาขนาดใหญ่ ทำให้มีค่าเช่าและต้นทุนดำเนินงานที่สูงนั่นเอง
ที่มา: SET, DBD
The Business Plus บิสิเนสพลัส
