โลกธุรกิจกำลังเผชิญกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่เรียกกันว่า Digital Disruption มาเป็นเวลากว่าหลายปี ส่งผลให้บริษัทหลายแห่งที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ต้องทยอยปิดตัวลงไป โดยข้อมูลชุดหนึ่งระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา บริษัทในทำเนียบ Fortune 500 มากถึง 52% ต้องล้มละลาย ถูกควบรวมกิจการ หรือหายไปจากตลาด โดยตัวอย่างคลาสสิกก็คือ Kodak ที่คิดค้นกล้องดิจิทัลได้เป็นเจ้าแรกของโลก แต่กลับไม่กล้าปฏิรูปธุรกิจฟิล์มของตัวเอง หรือ Nokia ที่เคยครองส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือทั่วโลกกว่า 40% แต่มองข้ามความสำคัญของซอฟต์แวร์และประสบการณ์ผู้ใช้ จนสุดท้ายต้องเสียบัลลังก์ให้กับ Apple และ Android
คำถามที่ตามมาคือ แล้วหนึ่งในธุรกิจที่ถูกมองว่า “เก่าแก่” ที่สุดอย่างธุรกิจทองคำ จะรอดพ้นจากคลื่นนี้ได้อย่างไร เพราะแม้แต่สินทรัพย์ที่มนุษย์ซื้อขายกันมานับพันปีอย่างทองคำ ก็กำลังถูกเทคโนโลยีเข้ามาปรับโฉมเช่นกัน โดย World Gold Council ระบุว่าปี 2025 ที่ผ่านมา ทองคำดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ที่เติบโตอย่างร้อนแรง ทั้งกองทุน Gold ETF ที่กลับมาซื้อสุทธิอีกครั้งหลังขายสุทธิต่อเนื่อง 3 ปี และโทเคนทองคำที่มีมูลค่าตลาดรวมทะลุ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียวกัน
ท่ามกลางกระแสนี้ หนึ่งในผู้บริหารที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการนำพาธุรกิจครอบครัวที่มีอายุกว่า 74 ปีอย่าง “แม่ทองสุก” หรือ MTS Gold ผ่านคลื่นลูกนี้ คือ คุณณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ หรือ “คุณกอล์ฟ” ทายาทรุ่นที่ 3 เจ้าของรางวัล TOP CEO ประจำปี 2026 ผู้มองว่า ความสำเร็จของการบริหารในวันนี้ ไม่ใช่แค่การรักษาธุรกิจให้อยู่รอด แต่คือการต่อยอดรากฐานที่ครอบครัวสร้างมาให้สอดรับกับโลกยุคดิจิทัล ผ่านการรักษาความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงไว้เป็นแกนกลาง โดยในมุมมองของคุณกอล์ฟนั้น ความสำเร็จขององค์กรสามารถวัดได้จากความไว้วางใจของลูกค้า การเติบโตอย่างยั่งยืน และความสามารถในการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์นักลงทุน มากกว่าตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว
หลังจากที่ MTS Gold เปิดตัว Investment Token ไปก่อนหน้านี้ คุณกอล์ฟมองว่า นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโลกทองคำเข้ากับสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น โดยที่เป้าหมายต่อไปคือการพัฒนา Digital Gold Ecosystem ที่เชื่อมโยงการลงทุน การซื้อขาย และการบริหารสินทรัพย์เข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยยึดมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลเป็นหลัก ทิศทางนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ World Gold Council มองว่าเป็นก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมทองคำทั่วโลก นั่นคือการทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายและนำไปใช้งานได้คล่องตัวขึ้นบนโลกดิจิทัล โดยไม่สูญเสียคุณค่าดั้งเดิมของความเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้
ในแง่การลงทุนด้านเทคโนโลยี MTS Gold เดินหน้าใน 4 ด้านหลัก คือ AI, Automation, Data Analytics และ API Integration เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วอย่าง MTS Gold Online, Gold Wallet และ MT5 ให้เชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั้งหมดนี้จะเป็นรากฐานให้คุณกอล์ฟสามารถนำพา MTS Gold ไปสู่การเป็นผู้นำด้าน Gold Financial & Technology ในระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงผู้ค้าทองคำแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่เป็นผู้ให้บริการด้านการลงทุนทองคำครบวงจรที่ผสานเทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และนวัตกรรมทางการเงินเข้าไว้ด้วยกัน
แต่การเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของธุรกิจทองคำไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยคุณกอล์ฟระบุว่า ความท้าทายที่หนักที่สุดของธุรกิจทองคำในยุคนี้ คือการรักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ไปพร้อม ๆ กับการตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องการบริการแบบเรียลไทม์และใช้งานง่าย นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาทองคำและเศรษฐกิจโลกยังเป็นอีกแรงกดดันที่ผู้บริหารธุรกิจทองคำต้องรับมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลง และเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว คุณกอล์ฟจึงย้ำว่า ผู้บริหารยุคนี้จำเป็นต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงให้รัดกุม และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไม่หยุดนิ่ง
แนวคิดเหล่านี้สะท้อนหลักการตัดสินใจทางธุรกิจของคุณกอล์ฟเองที่ว่า ทุกการตัดสินใจต้องสร้างคุณค่าในระยะยาวให้ทั้งลูกค้าและองค์กร โดยการลงทุนในเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาล จะสร้างการเติบโตที่มั่นคงกว่าการมองแค่ผลตอบแทนระยะสั้น ซึ่งอาจเป็นคำตอบว่า เหตุใดธุรกิจทองคำที่ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วหลายรอบตลอด 7 ทศวรรษอย่างแม่ทองสุก จึงยังคงยืนอยู่ได้ในยุคที่คู่แข่งหน้าใหม่และเทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมการเงินอยู่ตลอดเวลา โดยที่หัวใจสำคัญตามที่คุณกอล์ฟย้ำคือความน่าเชื่อถือ การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย และการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ตั้งแต่ยุคร้านค้าทองคำแบบดั้งเดิม สู่ธุรกิจการลงทุนทองคำครบวงจร และวันนี้กำลังก้าวต่อไปสู่ Digital Gold Ecosystem เต็มรูปแบบ
เมื่อมองย้อนกลับไปที่ตัวเลข 52% ของ Fortune 500 ที่หายไปเพราะปรับตัวตามคลื่นเทคโนโลยีไม่ทัน กรณีของ MTS Gold ภายใต้การนำของคุณณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ อาจเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจดั้งเดิมไม่จำเป็นต้องกลายเป็น Kodak หรือ Nokia คนต่อไปเสมอไป หากผู้นำกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่ตลาดจะบังคับให้เปลี่ยน และยังคงรักษาแก่นของธุรกิจที่ทำให้ลูกค้าไว้วางใจไว้ได้อย่างมั่นคงไปพร้อมกัน
ที่มา: บทสัมภาษณ์คุณณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ, Harvard Business Review, World Gold Council
The Business Plus บิสิเนสพลัส
