โมเดลธุรกิจ Private Label Brand ทางรอดของค้าปลีกในยุคกำไรตึงตัว

ผลสำรวจ Thailand C Vision Summit Survey 2026 โดย Business+ ที่เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจทั่วประเทศรวม 474 คน พบว่าธุรกิจกลุ่มจัดจำหน่ายและค้าปลีก กำลังเผชิญปัญหามาร์จินต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยที่เมื่อถามถึงกลยุทธ์ที่ใช้ทำกำไรเร็วที่สุดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนการลดต้นทุนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ที่ 57.70% แต่ที่น่าสนใจคืออันดับ 2 ซึ่งมีสัดส่วน 23.06% นั่นคือการออกสินค้าและบริการใหม่ โดยเฉพาะการทำ สินค้าแบรนด์ของตัวเอง หรือ Private Label เพื่อชิงมาร์จินที่สูงกว่าการขายสินค้าแบรนด์คนอื่น 

ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า ตอนนี้สิ่งสำคัญของบริษัทค้าปลีกไทยไม่ใช่แค่ว่าจะขายอย่างไรให้ได้มากขึ้น แต่คือทำอย่างไรให้กำไรต่อหน่วยสูงขึ้น เพราะกำลังซื้อผู้บริโภคถูกบีบจากค่าใช้จ่ายที่โตเร็วกว่ารายได้ จึงเป็นเหตุผลที่ Private Label กลายเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมที่ผู้ประกอบการค้าปลีกจำนวนมากเลือกใช้เป็นทางรอด 

แล้ว Private Label หรือ PL คืออะไร ? พูดง่าย ๆ คือสินค้าที่ผู้ค้าปลีกเป็นเจ้าของแบรนด์เอง แต่จ้างโรงงานหรือผู้ผลิตภายนอกให้ผลิตให้ แล้วนำมาแปะฉลากแบรนด์ของตัวเองวางขายในร้าน ต่างจาก National Brand ที่เจ้าของแบรนด์เป็นผู้ผลิตและทำการตลาดเองทั้งกระบวนการ โดยจุดต่างสำคัญคือผู้ค้าปลีกเป็นผู้กำหนดปัจจัยต่าง ๆ ของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ คุณภาพ และราคาเองทั้งหมด ทำให้ควบคุมต้นทุนได้มากกว่าการรับสินค้าแบรนด์อื่นมาขาย 

ทั้งนี้ PL ในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ระดับเดียว แต่แบ่งออกเป็นหลายเทียร์ โดยสองแบบหลักที่ค้าปลีกทั่วโลกนิยมทำคือ Budget PL และ Premium PL โดยที่ Budget PL คือสินค้าราคาต่ำ ไม่เน้นความแตกต่าง บรรจุภัณฑ์เรียบง่าย ที่วางขายเพื่อดึงดูดลูกค้าที่ไวต่อราคา ทำให้มีมาร์จินที่ต่ำ ส่วน Premium PL คือสินค้าคุณภาพสูงกว่ามาตรฐาน ราคาใกล้เคียงหรืออาจสูงกว่าแบรนด์ดัง เน้นคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น วัตถุดิบพิเศษ รสชาติ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ร้าน ดึงลูกค้ากลุ่มใหม่  

ข้อดีของ Private Label คือเรื่องมาร์จินที่สูงกว่า National Brand โดย Mercator Advisory Group ศึกษาธุรกิจในสหรัฐอเมริกาพบว่าสินค้า Private Label มีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยสูงถึง 35% เทียบกับสินค้า National Brand ที่ทำได้เพียง 26% เพราะบริษัทค้าปลีกไม่ต้องแบ่งมาร์จินให้เจ้าของแบรนด์ อีกทั้งยังควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ได้เอง และยังเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัปพลายเออร์ได้ด้วย 

อย่างไรก็ตาม PL ก็มีความเสี่ยงคือการแย่งยอดขายกันเองระหว่างสินค้าในร้าน หรือ Cannibalization นอกจากนี้หากคุณภาพสินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือควบคุมการผลิตจากโรงงานภายนอกไม่ดีพอ ก็อาจกระทบภาพลักษณ์ร้านโดยตรง อีกทั้งยังมีต้นทุนด้านการบริหารจัดการสายผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น 

สำหรับ PL ในไทย ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีก็คือแบรนด์ SmartR ของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ภายใต้ธุรกิจท็อปส์ ที่จ้างโรงงานภายนอกผลิตสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวัน เช่น กระดาษทิชชู ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด แล้วนำมาแปะป้ายแบรนด์ของตัวเองวางขาย โดยสินค้าจะเน้นไปที่ระดับ Budget เป็นหลัก 

สรุปแล้ว กลยุทธ์การจำหน่าย Private Label เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ค้าปลีก ซึ่งตามธรรมชาติธุรกิจแล้วมักจะมีอัตรากำไรที่ต่ำ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ประกอบการจะยกให้เป็นกลยุทธ์อันดับต้น ๆ ในการทำกำไรในผลสำรวจของ Business+ ที่ผ่านมา 

 

ที่มา: ผลสำรวจ Thailand C Vision Summit Survey 2026 โดย Business+, Investopedia, Mercator Advisory Group