ทำไม MK ถึงออกโมเดลบุฟเฟต์แบบ Subscription ?

ล่าสุด MK เปิดตัว MK Buffet Subscription ที่จ่ายครั้งเดียวแล้วเดินเข้าไปกินบุฟเฟต์ได้ทุกวันตลอดเดือน เฉพาะเดือนสิงหาคมนี้ โดยรายละเอียดแพ็กเกจคือ 

  • แพ็กเกจ Unlimited ราคา 2,990 บาทจำกัดเพียง 100 สิทธิ์ 
  • แพ็กเกจ คุ้มแมกซ์ 10 ฟรี 3 (รวม 13 ครั้ง) ราคา 2,990 บาท 
  • แพ็กเกจ คุ้มพลัส 7 ฟรี 2 (รวม 9 ครั้ง) ราคา 2,093 บาท 
  • แพ็กเกจ คุ้มคุ้ม 5 ฟรี 1 (รวม 6 ครั้ง) ราคา 1,495 บาท 

โดยที่แต่ละแพ็กเกจจะจำกัดสิทธิ์ต่อ 1 คน ขณะที่แพ็กเกจ Unlimited ราคา 2,990 บาท มีการจำกัดการใช้สิทธิ์ สามารถกินได้วันละ 1 ครั้ง หมายความว่าในเดือนสิงหาคมสามารถกิน MK ได้สูงสุดถึง 30 ครั้ง ตกค่าใช้จ่ายประมาณมื้อละ 100 บาท 

ส่วนสามแพ็กเกจหลังไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อวัน หมายความว่าถ้าอยากกินทั้งมื้อเช้า กลางวัน เย็นในวันเดียว ก็ทำได้ เพียงแต่จะถูกหักสิทธิ์ไปทีละครั้ง โดยโปรนี้เปิดให้ซื้อระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม ถึง 9 สิงหาคม และใช้สิทธิ์ได้ตลอดเดือนสิงหาคม ผ่านสาขาที่ร่วมรายการกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในบิ๊กซี โลตัส และโฮมโปร 

ทั้งนี้ MK ออกโมเดลนี้มาหลังจากที่เคยเปิดบุฟเฟต์ราคา 299 บาทมาก่อน แล้วพบว่าลูกค้าบางกลุ่มกลับมากินซ้ำถี่มาก สูงสุดถึง 188 ครั้งต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วกินเกือบทุกสองวัน ทำให้สำหรับลูกค้าบางกลุ่ม การจ่ายเหมาย่อมคุ้มค่ากว่าจ่ายแบบครั้งต่อครั้งมากกว่า 

ในมุมธุรกิจ โมเดลนี้ของ MK อาจดูแปลกเพราะปกติแล้วบุฟเฟต์คือธุรกิจที่กำไรบางอยู่แล้ว การให้กินไม่เกิน 30 ครั้งทั้งเดือนในราคาคงที่ อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรไปอีก แต่จริง ๆ แล้วผู้บริโภคหลายคนเวลาเจอแพ็กเกจแบบนี้จะรีบซื้อเพราะเชื่อว่าตัวเองจะสามารถมากินได้ทุกวันจนคุ้มกับราคา แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับมีเรื่องมาแทรก ทั้งงาน นัด หรือแค่ขี้เกียจออกจากบ้าน ทำให้ความถี่การใช้สิทธิ์จริงมักต่ำกว่าที่วางแผนไว้เสมอ ต้นทุนต่อหัวของ MK จึงยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ 

สำหรับสิ่งที่ MK จะได้จากโมเดล Subscription คือการสร้างกระแสเงินสดเข้ามาหมุนในมือทันทีตั้งแต่ช่วงปลายกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม ก่อนที่จะต้องส่งมอบบริการจริงตลอดทั้งเดือน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของโมเดลนี้ที่หลายธุรกิจก็ทำกัน โดยเงินที่เข้ามาจะนับเป็นรายได้รับล่วงหน้าที่จะทยอยรับรู้เป็นรายได้จริงก็ต่อเมื่อลูกค้ามาใช้สิทธิ์แล้ว หรือหมดอายุแล้วใช้สิทธิ์ไม่ครบ 

นอกจากนี้ โมเดลนี้ยังเป็นการกระตุ้นพฤติกรรมของลูกค้าให้กลับมาใช้บริการซ้ำ ๆ เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าบางกลุ่มที่นาน ๆ ทีอาจมา MK ทีให้กลายเป็นร้านประจำในระยะยาว ขณะที่การจำกัดสาขาให้ร่วมเฉพาะจุดที่อยู่ในบิ๊กซี โลตัส และโฮมโปร ก็ยังเป็นการดึงทราฟฟิกคนเข้าห้างเหล่านี้โดยอ้อม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรค้าปลีกไปพร้อมกันด้วย 

สุดท้ายแล้ว โมเดลนี้ยังเป็นเหมือนเครื่องมือเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า ทำให้ MK รู้ข้อมูลที่มีประโยชน์ทันที เช่น ใครมากินบ่อยแค่ไหน ช่วงเวลาไหนที่คนแน่นเป็นพิเศษ และสาขาไหนได้รับความนิยมจากกลุ่มสมาชิก โดยข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนความรู้ที่ MK ใช้ต่อยอดออกแบบโปรโมชันหรือปรับแพ็กเกจในรอบถัดไปให้แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ  

สรุปแล้ว โมเดล Subscription ที่ทำให้ MK ดูเหมือนจะต้องขายบุฟเฟต์ราคาถูกลง แต่จริง ๆ แล้วเมื่อเทียบกับต้นทุนต่อหัวแล้วอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขนาดนั้น และสามารถทดลองทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าประจำของตัวเองในเชิงลึกไปพร้อมกันอีกด้วย 

 

ที่มา: MK, Wikipedia