ห้องพักหลักร้อย สู่ธุรกิจหลักพันล้าน! HOP INN Hotel vs B2 Hotel

ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย ตลาดโรงแรมระดับ Budget Hotel ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มองหาที่พักคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเร่งขยายสาขาและยกระดับมาตรฐานการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้เข้าพักมากขึ้น ซึ่งในตลาดนี้ HOP INN Hotel และ B2 Hotel ถือเป็นสองแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและมีจำนวนสาขาครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ

เริ่มต้นที่ HOP INN Hotel โรงแรมในเครือ The Erawan Group ที่มุ่งเน้นการให้บริการโรงแรมราคาประหยัดภายใต้มาตรฐานเดียวกันทุกสาขา ปัจจุบันมีจำนวน 89 สาขา ครอบคลุมทั้งประเทศไทย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 550 บาทต่อคืน จุดเด่นคือห้องพักที่สะอาด เรียบง่าย และมีมาตรฐานสม่ำเสมอ ทำให้ได้รับความนิยมจากทั้งนักเดินทางเพื่อธุรกิจและนักท่องเที่ยวทั่วไป

ในปี 2568 HOP INN มีรายได้รวม 1,168.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.09% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 130.96 ล้านบาท เติบโตถึง 43.71% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมอย่างชัดเจน 

ขณะที่ B2 Hotel ซึ่งดำเนินธุรกิจโดย ตระกูลจาวลา เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นรายสำคัญในตลาดโรงแรมราคาประหยัดของไทย ปัจจุบันมี 79 สาขา และให้บริการเฉพาะในประเทศไทย โดยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 440 บาทต่อคืน จุดเด่นคือการออกแบบห้องพักที่มีความหลากหลาย ดีไซน์ทันสมัย และมีตัวเลือกหลายรูปแบบให้เหมาะกับผู้เข้าพักแต่ละกลุ่ม

ในปี 2568 B2 Hotel มีรายได้รวม 796.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.58% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 118.68 ล้านบาท ลดลง 4.98% สะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขันที่ยังคงมีอยู่ในตลาด  

นอกจากนี้ ตลาด Budget Hotel ยังมีผู้เล่นรายใหม่ที่น่าจับตามองอย่าง GO Hotel ในเครือเซ็นทารากำลังเป็นดาวรุ่งของตลาดโรงแรมราคาประหยัด โดยมีแผนขยายโรงแรมควบคู่กับเครือข่าย PTT Station ทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างเซ็นทาราและ OR เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางที่ผสานการเดินทาง ที่พัก และไลฟ์สไตล์ไว้ในที่เดียว 

ท้ายที่สุด แม้ HOP INN Hotel และ B2 Hotel จะยังคงเป็นสองผู้เล่นหลักของตลาด แต่การเข้ามารุกตลาดของ GO Hotel ก็ยิ่งทำให้การแข่งขันในธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดทวีความน่าสนใจมากขึ้น โดยแต่ละแบรนด์ต่างมีจุดแข็งและกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ทั้งการขยายเครือข่าย การรักษามาตรฐาน และการสร้างความคุ้มค่า เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางในยุคที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ราคาห้องพัก แต่รวมถึงประสบการณ์และความสะดวกสบายที่มอบให้กับผู้เข้าพักด้วย

ที่มา: เว็บไซต์บริษัท , DBD , CPN