Beyond Limits ไปรษณีย์ไทย วิวัฒนาการเหนือขีดจำกัด เส้นทางสู่ “Lifestyle Logistics” มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคแทบทุกวัน กับองค์กรอายุกว่า 144 ปี คำถามสำคัญคือ ไปรษณีย์ไทยจะนิยามบทบาทของตัวเองขึ้นใหม่อย่างไร เพื่อพาองค์กรให้ก้าวเดินไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน มั่นคง และมีคุณค่า

ไปรษณีย์ไทยในความทรงจำของใครหลายคน อาจยังเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ส่งจดหมายและพัสดุ เคียงข้างสังคมไทยมายาวนานกว่า 144 ปี แต่ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคแทบทุกวัน และการแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงความเร็วในการขนส่งอีกต่อไป ภาพจำเดิมเพียงอย่างเดียวไม่อาจเป็นคำตอบของการเติบโตในอนาคต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ไปรษณีย์ไทยจะปรับตัวอย่างไร” แต่คือ “องค์กรอายุกว่า 144 ปี จะนิยามบทบาทของตัวเองขึ้นใหม่อย่างไร”

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เปิดมุมมองที่สะท้อนถึงการขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด “Deconstruct and Rebuild” ที่ไม่เพียงพลิกบทบาทจากผู้ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์ แต่ยกระดับสู่การเป็นโครงข่ายที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตให้กับทุกภาคส่วน

นี่คือเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญขององค์กรที่ก้าวสู่ 144 ปี ที่กำลังพิสูจน์ว่าอายุขององค์กรไม่ใช่ข้อจำกัด หากแต่เป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างอนาคต เมื่อกล้าที่จะคิดใหม่ สร้างใหม่ และก้าวไปไกลกว่าความคุ้นเคยเดิม

จากบริษัทขนส่ง สู่ โครงข่ายแห่งความผูกพัน” (Beyond a Logistics Company)

“คนมองเข้ามา เห็นไปรษณีย์ไทยก็คงเห็นเป็นบริษัทที่ทำขนส่งโลจิสติกส์ เพราะนั่นเป็นกิจกรรมหลักที่คนส่วนใหญ่สัมผัสได้มาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่เรามอง คือ ไปรษณีย์ไทย ไม่ได้มีหน้าที่ทำธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างเดียว เรามีหน้าที่ดูแลสังคม ช่วยประชาชนในยามวิกฤต และเราต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งวันนี้เราไม่ได้มองว่า เราเป็นแค่ Transport & Logistics Company เท่านั้น” คำกล่าวของ ดร.ดนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บอกกับ Business+ ให้เห็นถึงการประเมินจุดแข็งและคุณค่าที่แท้จริง (Core Value) ขององค์กรใหม่ พร้อมกับบอกเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า

“หากย้อนกลับไปถึงรากฐาน ไปรษณีย์ไทย ถือกำเนิดขึ้นจากความต้องการที่จะเชื่อมโยงคนไทยทั้งประเทศเข้าด้วยกันผ่าน ‘การสื่อสาร’ โดยในยุคที่ไร้ซึ่งเทคโนโลยีล้ำสมัย จดหมายคือสื่อกลางเดียวที่ทรงพลัง ดังนั้นการก่อตั้งองค์กรเรา จึงมีเป้าหมายสูงสุด คือ ไม่ให้คนไทยขาดจากการสื่อสาร”

จากภารกิจดังกล่าว ได้หล่อหลอมให้ไปรษณีย์ไทย กลายเป็น โครงข่ายขนาดใหญ่ที่เข้าถึงทุกพื้นที่ อย่างแท้จริง การเดินทางเข้าออกทุกตรอกซอกซอยเป็นเวลานานกว่าศตวรรษ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความสัมพันธ์และความคุ้นเคย” (Relationship & Familiarity) ส่งผลให้บุรุษไปรษณีย์ หรือ Postman รู้จักคนในพื้นที่ รู้จักทุกบ้าน แม้ในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ ไม่มีน้ำประปาหรือไฟฟ้า แต่บุรุษไปรษณีย์ไทยก็ยังเข้าถึงได้ ซึ่งการนำส่งพัสดุหรือจดหมายเป็นเพียงหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่มีความเชื่อมโยงกับบนโครงข่ายอันทรงพลังนี้เท่านั้น และเมื่อตระหนักได้ว่า ตนเองคือ “โครงข่ายแห่งความสัมพันธ์” การจำกัดตัวเองอยู่แค่ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ จึงอาจเป็นขอบเขตที่เล็กเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมนี้ กำลังกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่แข่งขันกันด้วยสงครามราคา (Price War) อย่างดุเดือด ส่งผลให้ไปรษณีย์ไทย เลือกที่จะสร้างน่านน้ำใหม่ของตนเอง นั่นคือ วิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้น การส่งมอบการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านเครือข่ายไปรษณีย์

“เมื่อเข็มทิศองค์กรใหม่ถูกวางเป็นโรดแมป ทำให้คนไปรษณีย์เริ่มมองเป้าหมายกว้างขึ้น การขนส่งไม่ได้จบแค่การนำของไปวางที่ปลายทางโดยไม่แตกหัก แต่หมายถึงการช่วยให้พ่อค้า แม่ค้า ได้รับเงินเร็วขึ้นผ่านระบบเก็บเงินปลายทาง (COD) เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ และเมื่อลูกค้าเติบโต มีศักยภาพในการขยายกิจการ ไปรษณีย์ไทย ก็จะเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน” ดร.ดนันท์ ระบุ

พฤติกรรมผู้บริโภคคู่แข่งที่แท้จริง เพียงหนึ่งเดียว

ในสมรภูมิธุรกิจที่คู่แข่งต่างขับเคี่ยวกันแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ไปรษณีย์ไทย กลับมองข้ามการแข่งขันในรูปแบบเดิม ๆ โดย ดร.ดนันท์ ระบุอย่างชัดเจนว่า “ไปรษณีย์ไทยแข่งกับสิ่งเดียวเท่านั้น คือ พฤติกรรมผู้บริโภค โดยในวันที่เราชนะพฤติกรรมผู้บริโภคได้ นั่นคือ วันที่เรายืนหยัดอย่างยั่งยืนในธุรกิจนี้”

จากคำบอกเล่าของ ดร.ดนันท์ Business+ ถามท่านว่า ทำไมมองพฤติกรรมของผู้บริโภคคือ คู่แข่ง มากกว่าผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ในอุตสาหกรรม และเราก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจว่า

“พฤติกรรมลูกค้าไม่เคยหยุดนิ่ง มันแปรผันตามแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ยกตัวอย่างสิ่งที่ใกล้ตัวเรา เช่น จากยุคทีวีขาวดำ ที่ใช้เวลาหลายทศวรรษและกว่าจะกลายเป็นจอสีและจอแบน สู่ยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีพลิกโฉมทุก 3-6 เดือน หรือการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เปลี่ยนวิถีการจับจ่าย จากเดิมที่ผู้คนใช้ AI เพื่อค้นหาคำแนะนำก่อนไปเลือกซื้อในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่วันนี้ AI สามารถตัดสินใจเลือกและสั่งซื้อสินค้าได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งหากไปรษณีย์ไทยไม่ก้าวให้ทันพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โอกาสในการเป็นผู้ส่งมอบสินค้าเหล่านั้น ย่อมสูญหายไปเช่นกัน

เด็กรุ่นใหม่ (Gen Z, Gen Alpha) เติบโตมากับแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Discord หรือเกมออนไลน์ พวกเขาอาจไม่รู้จักจดหมาย ไม่เข้าใจความจำเป็นของแสตมป์ และอาจสงสัยถึงการมีอยู่ของตู้ไปรษณีย์สีแดงด้วยซ้ำ หากไปรษณีย์ไทยไม่ปรับเปลี่ยนจุดสัมผัสบริการ (Touchpoints) ให้เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้ ซึ่งจะเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Highest Customer Value) ในอนาคต แบรนด์ไปรษณีย์ไทยอาจเลือนหายไปจากความทรงจำก็ได้”

ด้วยมุมมองนี้เอง จึงเป็นที่มาของการยกระดับแบรนด์จาก Logistics Company สู่การเป็น Lifestyle Logistics ความหมายคือ ไปรษณีย์ไทย จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศของผู้บริโภคทุก ๆ กลุ่ม ทุก ๆ ช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Music Marketing, การเปิด Post Cafe หรือการขนส่งสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง เพื่อแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุก ๆ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างแนบเนียน

ความยืดหยุ่นไร้ขีดจำกัด สู่การบริการที่ลงลึกถึงรายละเอียด (Hyper-Customization)

ดร.ดนันท์ ย้ำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ผู้ใช้บริการโครงข่ายไม่ได้มีเพียงผู้บริโภครายย่อย (Consumer) แต่ยังรวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่มีมาตรฐานและการแข่งขันในตัวเอง ทั้งการส่งด่วนภายใน 4 ชั่วโมง การระบุให้ถ่ายวิดีโอก่อนจ่ายเงิน การจัดการสินค้าตีกลับ (Reverse Logistics) ไปจนถึงการส่งผ่านข้อมูลแจ้งเตือน (Notification) แบบเรียลไทม์

ดังนั้น ไปรษณีย์ไทย จึงต้องออกแบบระบบให้มีความยืดหยุ่นขั้นสุด (Ultimate Flexibility) เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายและปรับแต่งได้ (Customize) ตามที่แพลตฟอร์มกำหนด เพราะการจำกัดประเภทการให้บริการ ย่อมหมายถึงการปิดกั้นโอกาสจากลูกค้า นอกเหนือจากสินค้าอีคอมเมิร์ซทั่วไปแล้ว ไปรษณีย์ไทยยังรับมือกับการขนส่งที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งระบบโลจิสติกส์มาตรฐานทั่ว ๆ ไปไม่สามารถจัดการได้ เช่น บริการส่งปลาสวยงาม ทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ การส่งยา เวชภัณฑ์ และอาหารสด ผ่านระบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) หรือการจัดส่งผลไม้ที่มีความแตกต่างทางกายภาพ เช่น ผลไม้เปลือกบาง ต้องการบรรจุภัณฑ์ในการจัดส่งเพื่อป้องกันการคายน้ำและกล่องเปื่อยยุ่ย หรือการจัดส่งทุเรียน ต้องคำนวณเวลาการตัดและเวลาที่สุกพอดี เพื่อส่งมอบคุณค่าสูงสุด (Maximum Value) ให้แก่ผู้บริโภค ในกลุ่มการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเชิงลึก

นอกจากความยืดหยุ่นนี้ ยังขยายไปถึงภารกิจที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้งทางอารมณ์ อาทิ ไปรษณีย์ไทยรับส่ง นมแม่ บรรจุซองแช่แข็งจากแม่ที่ทำงานในเมือง ไปยังลูกที่อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งไม่ใช่แค่การประหยัดค่านมผง แต่คือการส่งมอบ “ความรักและความผูกพัน” (Deliver Love) รวมถึงยังร่วมมือกับกรมอนามัยในการส่ง กระดาษซับเลือดส้นเท้าเด็กแรกเกิด เข้าสู่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจคัดกรองโรค ถือเป็นการให้บริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด (Attention to Detail) เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม ภายใต้ปรัชญา “ของที่คนอื่นไม่รับ เราพร้อมรับและดูแลให้ทั้งหมด”

Data, Matching และการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่

หากมองกระบวนการขนส่งในฐานะฟันเฟืองหนึ่ง เมื่อมีธุรกรรม (Transaction) เกิดขึ้นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการขนส่ง จึงเป็นเพียง “ทางเลือก” หนึ่งเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจหากแพลตฟอร์มหันไปใช้ระบบขนส่งของตนเอง

ไปรษณีย์ไทย จึงเปลี่ยนเกม โดยไม่รอให้เกิด Transaction แล้วค่อยเข้าไปรับส่งของ แต่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ จับคู่ความต้องการและอุปทาน” (Match Demand and Supply) ด้วยตนเอง โดยอาศัยบิกดาตา (Big Data) และความเข้าใจในชุมชนที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน ได้แก่

สุขภาพและกีฬา (Health & Wellness): จับคู่ผู้ผลิตน้ำแร่ระดับพรีเมียมกับกลุ่มคนที่รักสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ว่า บ้านใดมีพฤติกรรมชอบออกกำลังกาย และขยายผลไปยังผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Supplement) หรือโปรตีนสำหรับนักกีฬา

เศรษฐกิจวัยสีเงิน (Silver Economy): นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ เช่น สินค้าแก้ปัญหานอนไม่หลับ อาการปวดเมื่อย โดยใช้ความได้เปรียบที่บุรุษไปรษณีย์มีความสนิทสนมและได้รับความไว้วางใจจากผู้สูงอายุที่มักอาศัยอยู่ติดบ้าน

การจับคู่ธุรกิจ B2B2C: การนำแชมพูสูตรใหม่ไปจับคู่กับร้านเสริมสวย หรืออาหารสัตว์ไปนำเสนอแก่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์

บริการทางการเงินและประกันภัย: วิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ หากเกิดเหตุอัคคีภัยในย่านใด ไปรษณีย์ไทยสามารถส่ง QR Code แนะนำประกันอัคคีภัยแก่บ้านในละแวกนั้น กลายเป็นเสมือนตัวแทนที่ส่งมอบทางออกที่ตรงใจและตรงเวลา

ดร.ดนันท์ อธิบายถึงความแตกต่างที่สำคัญที่สุด คือ การจับคู่ของไปรษณีย์ไทย ทำให้ “เจ้าของผลิตภัณฑ์” (Product Owner) และ “ลูกค้า” ได้รู้จักกันจริง ๆ ผ่านข้อมูลที่ไปรษณีย์ไทยมี ไม่เหมือนการขายผ่าน Modern Trade หรือแพลตฟอร์มที่ผู้ผลิตมักถูกตัดขาดจากข้อมูลผู้บริโภคปลายทาง

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอสินค้าถึงหน้าประตูบ้านนี้ ดร.ดนันท์ ย้ำว่าไม่ใช่การ “ยัดเยียดขายของ” แต่เป็นการนำสิ่งที่ผู้บริโภค “ต้องการอยู่แล้ว” ไปเสิร์ฟให้ถึงที่แบบ Win-Win การรักษาความไว้วางใจ (Trust) ของบุรุษไปรษณีย์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ที่ไม่อาจยอมให้สูญเสียไปได้

นวัตกรรมพันล้าน เพื่อยกระดับ ความเชื่อมั่นสู่ Digital Twins

ดร.ดนันท์ ยังกล่าวถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในธุรกิจว่า การปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ ไม่ได้แปลว่า ไปรษณีย์ไทยจะละทิ้งตัวตน (Physical Leader) เพื่อกลายเป็น Tech Startup ทว่าเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ เพื่อขยายขีดความสามารถและเสริมสร้าง “ความเชื่อมั่น” (Trust) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเงินลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงกว่าพันล้านบาท ไปรษณีย์ไทย ได้พัฒนานวัตกรรมล้ำสมัยมากมาย อาทิ

Prompt Post ที่เปลี่ยนการรับ-ส่งเอกสารสำคัญจากรูปแบบกระดาษสู่Digital Postbox ช่องทางดิจิทัลอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแจ้งเตือนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกสารราชการ ใบแจ้งหนี้ หรือหนังสือสำคัญต่าง ๆ ผู้รับสามารถยืนยันตัวตน (KYC) และรับเอกสารผ่านสมาร์ตโฟนได้ทันที ลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย พร้อมตรวจสอบตัวตนของผู้ส่งและผู้รับได้อย่างชัดเจน

D/ID รหัสดิจิทัล 6 หลักสำหรับการจัดส่ง ที่พัฒนาต่อยอดจากระบบรหัสไปรษณีย์แบบเดิม จากเดิมที่ระบุได้เพียงพื้นที่หรือโซนการจัดส่ง สู่การระบุตำแหน่งปลายทางและตัวบุคคลได้อย่างแม่นยำ โดยรหัสดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับ Digital Postbox ของผู้ใช้งาน ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการนำจ่าย และรองรับบริการดิจิทัลในอนาคต

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ การแจ้งเตือนสถานะผ่านแอปพลิเคชัน การเชื่อมต่อข้อมูลกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดแยกและการวางแผนเส้นทางขนส่ง ทำให้การให้บริการรวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

จากกรณีตัวอย่าง ดร.ดนันท์ บอกว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ คือ การสร้างภาพสะท้อนทางดิจิทัล (Digital Twins) ที่ผสมผสานโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Experience) โดยลูกค้าสามารถติดตามสถานะเอกสารหรือสิ่งของแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงวินาทีที่ป้ายวงกลมตัวจริงมาส่งถึงมือ

ThailandPostMart และ POST Family ประตูสู่การเป็น Commerce Platform

ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่บอกมากข้างต้น ดร.ดนันท์ ยังสร้างช่องทางรายได้ใหม่ที่ใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในแบบที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน เพื่อให้เกิดภาพจำสำหรับคนรุ่นใหม่อีกด้วย อาทิ

ThailandPostMart สนับสนุน SMEs ทั่วประเทศ ให้มีช่องทางขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นแค่โครงการ CSR ที่น่าชื่นชม แต่ในเชิงธุรกิจต้องบอกว่า ไอเดียนี้ฉลาดกว่านั้นมาก เพราะทุกร้านค้า SMEs ที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มนี้ กลายเป็นลูกค้าส่งพัสดุระยะยาวโดยอัตโนมัติ เพราะสินค้าทุกชิ้นที่ขายผ่าน ThailandPostMart ต้องใช้บริการส่งของไปรษณีย์ไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้าง Captive Customer Base ที่แข็งแกร่ง

ในขณะที่บริการระบบสมาชิก POST Family เดินในแนวทางเดียวกัน คือ การที่ไปรษณีย์ไทยเสนอสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ทุก Lifestyle ไม่ว่าจะสายกิน เที่ยว ช็อป ทุกท่านอาจจะมองว่า ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการส่งพัสดุ แต่สำหรับมุมคิดของ ดร.ดนันท์ กลับลึกซึ้งกว่านั้น

“เมื่อลูกค้าผูกพันกับ POST Family ในฐานะแบรนด์ Lifestyle แล้ว ความถี่ในการใช้บริการไปรษณีย์ ในทุกมิติ ก็จะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ โดยที่ไปรษณีย์ไทยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาซ้ำ ๆ เพื่อให้คนจำชื่อ” ดร.ดนันท์ เฉลยให้ฟัง พร้อมทั้งบอกว่า

กลยุทธ์ที่ไปรษณีย์ไทยได้ดำเนินการมา ถือว่ามาถูกทางที่สุด สะท้อนจากผลสำรวจความเชื่อมั่นในแบรนด์ไปรษณีย์ไทย จากตัวเลขความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นจาก 91.87% ของปี 2567 เป็น 97.92% ในปี 2568 และคะแนนความไว้วางใจแบรนด์ไปรษณีย์ไทย ได้ 98.26% สูงขึ้นจากปี 2567 ที่ได้ 96.11% แสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้บริการสัมผัสถึงประสบการณ์ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในด้านความเร็ว ความแม่นยำ คุณภาพบริการ ซึ่งไปรษณีย์ไทยได้ลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระบบงาน เทคโนโลยี และบุคลากร

จาก บุรุษไปรษณีย์สู่การเป็น “Post Gentlemen” วิถีแห่งตํานาน

หัวใจสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของไปรษณีย์ไทย ไม่ใช่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือบุคลากรกว่า 40,000 คน โดยเฉพาะ “บุรุษไปรษณีย์” กว่า 25,000 คน ที่ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างองค์กรกับผู้คนในทุกชุมชนทั่วประเทศ

กว่าศตวรรษที่ผ่านมา บุรุษไปรษณีย์ไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งจดหมายหรือพัสดุ แต่เป็นผู้ที่สร้าง “ความสัมพันธ์” และ “ความไว้วางใจ” ผ่านการพบปะผู้คนในทุกวัน ความคุ้นเคยกับพื้นที่ ความเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชน และความใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ล้วนเป็นต้นทุนที่องค์กรอื่นยากจะสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น

ไปรษณีย์ไทยจึงกำลังต่อยอดความสัมพันธ์ดังกล่าว ด้วยการยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการ “Last Mile Delivery” ไปสู่การเป็น “First Mile Service” หรือผู้ที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกค้าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ รับฝาก ส่งต่อข้อมูล หรือเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างครบวงจร

เพราะสำหรับไปรษณีย์ไทย “ความสัมพันธ์” ไม่ใช่เพียงคุณค่าที่สั่งสมมาในอดีต แต่คือข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างการเติบโตและความเชื่อมั่นในอนาคต

บุรุษไปรษณีย์ไทย มี DNA ของผู้ให้บริการที่เปี่ยมด้วยความเสียสละ และไมตรีจิตเหนือกว่าหน้าที่ปกติ (Beyond Call of Duty) เราได้พบเห็นข่าวบุรุษไปรษณีย์ช่วยดับไฟไหม้บ้าน ช่วยซ่อมเราเตอร์อินเทอร์เน็ต จับงู หรือจอดรถจักรยานยนต์ พาผู้สูงอายุข้ามถนน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางสังคม” ที่แข็งแกร่งที่สุด

เพื่อรักษาและต่อยอดคุณค่านี้ องค์กรฯ ได้สร้างระบบการให้รางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติ (Reward & Recognition) อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อบุรุษไปรษณีย์ทำความดีและสร้างความประทับใจจนเกิดกระแสไวรัล พวกเขาจะได้รับการเชิดชูเกียรติในเวทีระดับประเทศขององค์กร มีการทำแสตมป์แบบ Personalized เป็นรูปของพวกเขาเอง สิ่งนี้สร้างความภาคภูมิใจ และกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกที่ทุกคน “แข่งขันกันทำความดี โดยเป้าหมายสูงสุด คือ การยกระดับ Postman ในวันนี้ ให้กลายเป็น Post Gentlemen”

มรดกแห่งความไว้วางใจ Beyond CRM”

เมื่อถูกถามถึง “ตํานาน” หรือ Legacy ของไปรษณีย์ไทยที่ถูกจดจำ ดร.ดนันท์ สรุปไว้อย่างเฉียบคมว่า “สิ่งที่องค์กรยึดถือมีเพียงสิ่งเดียว คือ ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ ซึ่งในยุคที่ทุกธุรกิจขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) อาจบอกได้ว่า ลูกค้าชอบอะไรและมีพฤติกรรมอย่างไร แต่ CRM ไม่อาจทดแทนความผูกพันและสายใยที่ก่อตัวขึ้นจากการที่บุรุษไปรษณีย์เดินเข้าออกบ้านลูกค้ามายาวนานได้เลย

ไปรษณีย์ไทย ไม่ได้มีแค่ข้อมูล แต่มีสิ่งที่เรียกว่า Beyond CRM ซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวที่จะเป็นฐานรากอันแข็งแกร่งในการพาองค์กรก้าวเดินไปสู่อนาคต เพื่อส่งมอบความรัก ความผูกพันในทุก ๆ Lifestyle ของผู้บริโภค กับการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับสังคมไทยตลอดไปดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย