6 ทศวรรษ GPO The Evolution of Healthcare องค์การเภสัชกรรม มุ่งสู่อนาคตสุขภาพไทย

The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม หรือ GPO ถึงเบื้องหลังการปฏิรูปโครงสร้างองค์กร และแผนกลยุทธ์การขยายขนาดธุรกิจสู่ระดับสากล เพื่อนำพาองค์การเภสัชกรรม ที่ยืนหยัดมากว่า 60 ปี และอุตสาหกรรมยาไทย ให้ก้าวไกลไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

 

ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา หากพูดถึง องค์การเภสัชกรรม หรือ GPO ภาพจำแรกของพวกเรา คือ มีบทบาทหลักในการสร้างความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไทย ตลอดจนการวางแผนจำหน่ายยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพร้านยา GPO และต่อยอดงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อศึกษาและคิดค้นพัฒนายาสามัญใหม่ ๆ รวมถึงต่อยอดนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งยังมีผู้ให้บริการจากต่างประเทศ เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดทุกนาที

โจทย์ใหญ่ที่น่าสนใจ คือ องค์การเภสัชกรรม หรือ GPO จะทำอย่างไร ให้ตัวเองยังก้าวไปสู่อนาคตในทุกยุค

Business+ ฉบับนี้ จะพาผู้อ่านไปสำรวจว่า GPO เดินทางมาอย่างไรใน 6 ทศวรรษ และกำลังจะเดินไปทางไหน ในทศวรรษต่อไป ผ่านมุมมองของ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เพื่อถอดรหัสความคิดเบื้องหลังการขยับตัวครั้งใหญ่ การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร และแผนกลยุทธ์การขยายขนาดธุรกิจ (Scaling Up) สู่ระดับสากล เพื่อนำพาอุตสาหกรรมยาไทยให้ก้าวล้ำสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

60 ปีที่เปลี่ยนโลก แต่ไม่เปลี่ยนภารกิจ ความมั่นคงทางยา คือ พันธกิจที่ไม่เคยสั่นคลอน

หากย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2509 ซึ่งเป็นปีที่องค์การเภสัชกรรมได้รับการสถาปนาขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การเภสัชกรรม บทบาทหน้าที่ในขณะนั้นมีความเรียบง่ายและตรงไปตรงมา คือการผลิตและจัดหายาจำเป็นพื้นฐานให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้ายาสำเร็จรูปจากต่างประเทศที่มีราคาแพง และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลน ยุคเริ่มต้นนั้นเปรียบเสมือนการวางรากฐาน “อธิปไตยทางยา” ให้แก่ประเทศไทย

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี พ.ศ. 2569 ระยะเวลา 60 ปีหากเปรียบเป็นอายุของมนุษย์คนหนึ่ง คือวัยที่กำลังจะเข้าสู่การเกษียณอายุการทำงาน เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนและส่งไม้ต่อ ทว่าในมิติของธุรกิจบริบาลสุขภาพ (Healthcare Business) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ กลับมองว่านี่คือ “จุดเริ่มต้น” ของการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ความก้าวหน้าระดับสากล

พญ.มิ่งขวัญ ย้ำว่า ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 60 ปีขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งจะเห็นว่าระยะเวลา 60 ปี ถ้าเป็นชีวิตคนนึงก็คือกำลังจะเกษียณจากการทำงาน แต่สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมยา ถือว่าเพิ่งจะเริ่มต้น เพราะว่า 60 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลัก ๆ คือ เรื่องของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนี้และสภาพการแข่งขัน แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยใน 60 ปีขององค์การเภสัชกรรม คือ ความตั้งใจแน่วแน่ในภารกิจที่จะทำเพื่อคนไทย และเป็นสิ่งที่ทำให้องค์การเภสัชกรรมสามารถยืนหยัดเดินผ่าน 60 ปีนี้มาได้

ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนใน GPO คือ “ความตั้งใจแน่วแน่ในการทำเพื่อคนไทย” โดยในอดีต ความมั่นคงทางยา อาจหมายถึง “มียาเพียงพอ” แต่ในปี 2569 ความหมายนี้ขยายใหญ่ขึ้นมาก ประกอบด้วย มิติการจัดสรรหาหรือการผลิตยาต้องมีคุณภาพสูง เทคโนโลยีทันสมัยต้องสามารถผลิตเองได้ ต้องสามารถตอบสนองโรคอุบัติใหม่ได้ โดยต้องไม่พึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป และต้องมีอำนาจต่อรองกับบริษัทยาข้ามชาติ

ทั้งหมดนี้ คือเหตุผลที่ GPO ยังคงเป็นองค์กรที่ “ระบบสาธารณสุขไทยขาดไม่ได้”

ถอดรหัสระบบสาธารณสุขไทยระดับ Top 20 ของโลก ความแข็งแกร่งและอำนาจแฝงเชิงระบบ

หนึ่งในข้อเท็จจริงที่น่าภาคภูมิใจของประเทศไทยในเวทีสากล คือ การที่ระบบสาธารณสุขไทย ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศชั้นนำของโลก (Top 20 Global Healthcare Systems) แม้ว่าดัชนีทางเศรษฐกิจหรือรายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per capita) ของไทย จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศร่ำรวยระดับบน แต่ความสามารถในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและความมั่นคงทางสุขภาพกลับทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

พญ.มิ่งขวัญ ได้จำแนกปัจจัยที่ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยมีความแข็งแกร่งออกเป็น 2 ส่วนหลักสำคัญ

  1. ทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างเชิงระบบ

บุคลากรทางการแพทย์ของไทย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เภสัชกร หรือบุคลากรด่านหน้า มีความรู้ ความสามารถ และจิตวิญญาณแห่งความทุ่มเทเสียสละในระดับสากล ประกอบกับการปฏิรูปเชิงระบบที่ประสบความสำเร็จในการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุมประชากรเกือบ 100% ผ่าน 3 กองทุนหลัก ได้แก่

สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ: รองรับกลุ่มข้าราชการและครอบครัว

กองทุนประกันสังคม: รองรับกลุ่มแรงงานในระบบเอกชน

กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค): รองรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่นอกระบบข้างต้น

โครงสร้างการคลังด้านสุขภาพ (Health Financing) นี้มีความแข็งแกร่งและเสถียรภาพสูง จนกลายเป็นโมเดลศึกษาของนานาประเทศ รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว

“หากจะมองให้ลึกถึงความแข็งแรงของระบบสาธารณสุขไทยเกิดจากสองเสาหลัก นั่นคือเสาหลักที่ 1 คนเก่ง + อุดมการณ์แรงกล้า ซึ่งบุคลากรสาธารณสุขไทย ทั้งแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร ล้วนได้รับการยอมรับในระดับโลก ทั้งความเก่ง ความทุ่มเท และอุดมการณ์ ส่วนเสาหลักที่ 2 คือ ระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุม 100% ไม่ว่าคุณจะเป็นข้าราชการ ผู้ประกันตน หรือประชาชนทั่วไป คุณมีสิทธิรักษาพยาบาลทั้งหมด ประเทศร่ำรวยหลายประเทศยังต้องมาศึกษาระบบนี้จากไทย 2 เสาหลักนี้ทำให้ไทยสามารถยืนหยัดได้ แม้ต้องเผชิญโรคระบาด สงคราม และความผันผวนของโลกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา”

  1. ความสามารถในการรับและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Pragmatic Technology Capture)

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมต้นน้ำหรือสถาบันวิจัยผู้สร้างเทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นรายแรกของโลก (Originator) แต่ระบบสาธารณสุขไทยและภาควิชาการมีความเข้มแข็งอย่างยิ่งในการ “Capture Technology” หรือการรับเอาองค์ความรู้และเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาประยุกต์ใช้ ปรับปรุงกระบวนการ และขยายผลให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จของสองเสาหลักนี้ส่งผลตรงต่อความมั่นคงทางยาในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “ยาสำเร็จรูป” (Finished Product) ที่ประเทศไทยมีกำลังการผลิตและระบบจัดส่ง (Supply Chain) ที่เข้มแข็งมาก สามารถยืนหยัดผ่านวิกฤตการณ์ระบาดครั้งใหญ่ของ Covid-19 รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศได้อย่างมั่นคง โดยระบบสาธารณสุขไทยไม่เคยเผชิญกับภาวะขาดยาขั้นรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชนทั่วไป

ปฏิวัติห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรับมือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

พญ.มิ่งขวัญ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความผันผวนและแตกต่างจากทศวรรษที่ผ่านมาอย่างมาก ปัจจัยด้านสงคราม การเมือง และการค้า ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานยาเผชิญความเสี่ยงในการหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ ด้วยเหตุนี้ องค์การเภสัชกรรมจึงได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อขจัดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพด้านต้นทุนต่ำสุด (Cost Optimization) มาเป็นการให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความต่อเนื่องของระบบบริหารจัดการ (Security & Continuity Optimization) ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย

กลยุทธ์ที่ 1 การกระจายแหล่งคู่ค้าข้ามภูมิรัฐศาสตร์

พญ.มิ่งขวัญ เปิดเผยว่า ในอดีต แหล่งจัดหาวัตถุดิบมักกระจุกตัวและพึ่งพาผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายในประเทศเดียวเพื่อความคุ้มค่าด้านต้นทุน แต่ปัจจุบันท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างชัดเจน องค์การเภสัชกรรมจึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยมุ่งจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลายในหลากภูมิภาค ทั้งยุโรป อเมริกา จีน และอินเดีย เพื่อลดการพึ่งพาซีกโลกใดซีกโลกหนึ่ง นอกจากนี้ ยังได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญดำเนินงานเชิงรุกในการเสาะหา สำรวจ และตรวจสอบมาตราฐานแหล่งวัตถุดิบจากผู้ผลิตรายใหม่ ๆ ในงานจัดแสดงสินค้าเภสัชกรรมระดับนานาชาติในงานจัดแสดงสินค้าเภสัชกรรมระดับนานาชาติ โดยไม่ต้องรอพึ่งพาผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายเพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์ที่ 2 การพลิกโฉมสู่คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ

ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้าแบบ Just-In-Time (JIT) ซึ่งเคยเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการลดต้นทุนการถือครองสินค้า (Holding Cost) เพื่อเพิ่มศักยภาพผลกำไรทางธุรกิจ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความเสี่ยงสูงในสภาวการณ์ที่ไม่แน่นอน เช่น สงครามหรือภัยพิบัติ องค์การเภสัชกรรมจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การสำรองวัตถุดิบและยาจำเป็น โดยขยายระยะเวลาการจัดเก็บจากเดิม 3 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 1 ปีเต็ม แม้แนวทางนี้จะทำให้ต้นทุนการบริหารคลังสินค้าสูงขึ้น แต่ถือเป็นมูลค่าที่คุ้มค่าเพื่อแลกกับความมั่นคงทางสาธารณสุขและความมั่นใจของประชาชน ว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนเวชภัณฑ์ในยามวิกฤต

กลยุทธ์ที่ 3 การยกระดับสู่การพึ่งพาตนเองในส่วนต้นน้ำ

องค์การเภสัชกรรมเดินหน้าปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญของการลงทุน (Shift Priority of Investment) ขององค์กร โดยมุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการสังเคราะห์วัตถุดิบที่เป็นตัวยาสำคัญ (Active Pharmaceutical Ingredients, API) และวัตถุดิบตั้งต้นภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการร่วมทุนและสร้างพันธมิตรกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าทางยา (Pharmaceutical Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง

“ทั้ง 3 กลยุทธ์นี้จะทำให้องค์การเภสัชกรรม ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง เนื่องจากเราตระหนักดีว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ความเสี่ยงด้านสงคราม เสถียรภาพทางการเมือง และมาตรการทางการค้า พร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งแน่นอนว่าทุกปัจจัยกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาโดยตรง อย่างปฏิเสธไม่ได้”

มหกรรมการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี จากยุคเคมีสังเคราะห์สู่รุ่งอรุณแห่งยาชีววัตถุ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและน่าจับตามองที่สุดในอุตสาหกรรมยายุคปัจจุบัน คือ การเคลื่อนย้ายจากยาเคมีสังเคราะห์ (synthetically chemical drugs) ซึ่งเป็นโครงสร้างทางเคมีที่ได้จากการสังเคราะห์ปรุงแต่งทางห้องปฏิบัติการ ไปสู่ยาชีววัตถุ (biologics) มีข้อดีเหนือกว่ายาเคมี (Chemical drugs) ดั้งเดิม ในด้านความจำเพาะเจาะจงต่อเป้าหมายที่สูงกว่า ส่งผลให้สามารถใช้รองรับการรักษาโรคที่ซับซ้อนมีประสิทธิภาพดีขึ้นและช่วยลดผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนการรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัด (cell and gene therapy) ยาชีววัตถุเหล่านี้ผลิตขึ้นโดยใช้สิ่งมีชีวิต เช่น เซลล์ของจุลินทรีย์ สัตว์ หรือมุนษย์ เป็นผู้ผลิตชีวโมเลกุล รักษาโรคซับซ้อนได้ ต่อเป้าหมายในการรักษาสูงขึ้น ประสิทธิภาพสูงขึ้น และลดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้

พญ.มิ่งขวัญ ได้หยิบยกการเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมย (Analogy) ที่เห็นภาพชัดเจนกับวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมการถ่ายภาพในอดีตอย่างน่าสนใจว่า “เมื่อก่อน กล้องถ่ายรูปส่วนใหญ่เป็นกล้องถ่ายรูปราคาแพง ๆ แต่ตอนนี้ทุกคนสามารถที่จะถ่ายรูป ถ่ายคลิปวิดีโอได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว เป็นการเปลี่ยนผ่านจากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัล แล้วเปลี่ยนจากกล้องดิจิทัลกลายเป็นแค่มือถือ ซึ่งอุตสาหกรรมยาก็คล้าย ๆ อย่างนั้น โดยการรักษาพยาบาล จากที่เราเห็นว่า ตอนนี้เรายังกินยาเม็ด ยาน้ำ ฉีดยาอยู่ แต่ในอนาคตอาจจะไม่ต้องทำอย่างนี้แล้วก็ได้ แต่ใช้เป็นยาชีววัตถุหรือใช้เป็น Cell and Gene Therapy มารักษาแทน และมีการคาดการณ์ว่าจะมาเร็วกว่าที่คิด อาจจะไม่ได้เป็น 10 ปี อาจจะอีก 2 หรือ 3 ปีข้างหน้า ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันก็ได้”

เพราะฉะนั้น ความน่าสนใจของอุตสาหกรรมยา คือ ความเร็วในการเปลี่ยนผ่านอาจจะเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่นหลายเท่า เนื่องจากเป็นมิติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นความตายของมนุษย์ เม็ดเงินลงทุนวิจัยและพัฒนาจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำทั่วโลกจึงถูกเทลงไปในด้านชีววัตถุอย่างมหาศาล

กรณีศึกษา (Case Study) ที่ยืนยันปรากฏการณ์นี้ได้อย่างเด่นชัด คือ การพัฒนาวัคซีนประเภท mRNA ในช่วงวิกฤตการณ์ Covid-19 ภายใต้สภาวะปกติ กระบวนการพัฒนายาหรือวัคซีนใหม่ 1 รายการจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานเฉลี่ยถึง 10 ปี เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนการทดลองอย่างเข้มงวด

เมื่อสังคมสูงวัยต้องการยาเพื่อสุขภาพดี ไม่ใช่แค่รักษาโรค

อย่างที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ตามมาคือภาระทางการคลังด้านสาธารณสุขของประเทศที่อาจเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวจากการรักษาโรคเรื้อรัง (NCDs)

พญ.มิ่งขวัญ ในฐานะแพทย์ ได้แบ่งปันมุมมองว่า วงการแพทย์และสาธารณสุขได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องนี้ จากเดิมที่เคยกลัวปัญหาผู้สูงอายุล้นเมือง มาสู่โอกาสในการสร้าง Healthy Aging หรือ Longevity Society นั่นคือการส่งเสริมให้ประชากรมีอายุยืนยาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และยังคงความกระฉับกระเฉงไว้ได้ ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับและตื่นตัวจากประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง สังคมยุคใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่การลงทุนด้าน “การป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพ” (Preventive and Promotive Medicine) มากกว่าการรอให้เกิดโรคแล้วค่อยรักษา (Reactive Medicine)

เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้ม (Trend) สำคัญนี้ GPO ได้กำหนดแนวทางการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพออกเป็น 2 แนวทางขนานกัน

  1. การค้นคว้าวิจัยสารสกัดและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ (Novel Wellness Solutions)

มุ่งเน้นการศึกษาค้นคว้าวิจัยสารอาหารบำบัด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive Compounds) ที่มีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์ ชะลอความเสื่อมของร่างกาย และป้องกันโรคตั้งแต่ระยะก่อนป่วย

  1. กลยุทธ์การเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้ยาเดิม (Drug Repurposing Strategy)

นี่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจและวิทยาศาสตร์ที่มีความคุ้มค่าสูง (Cost-Effective Strategy) กล่าวคือ การนำยาสามัญเดิมที่มีประวัติการใช้งานยาวนานและมีความปลอดภัยสูงอยู่แล้ว มาทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาคุณสมบัติและข้อบ่งชี้ใหม่ในการส่งเสริมสุขภาพหรือรักษาโรคอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ยา Metformin

ยา Metformin เป็นยาสามัญมาตรฐานที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมานานหลายทศวรรษ ทว่า ผลงานวิจัยในระดับสากลในระยะหลังพบว่า ยาตัวนี้มีกลไกในการกระตุ้นเอนไซม์บางชนิดที่ส่งผลดีต่อกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ ชะลอความเสื่อมของสมอง ช่วยเรื่องความจำ และลดความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสร้างความยั่งยืนของอายุขัย (Longevity) GPO จึงเดินหน้าเปิดรับนวัตกรรมทั้งระบบปิด (Closed Innovation) และระบบเปิด (Open Innovation) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เพื่อศึกษาและพัฒนาการนำยาประเภทนี้มาตอบโจทย์ด้านการชะลอวัยและการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในอนาคต และยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลที่ไทยสามารถเป็นผู้นำได้

ทำให้คนไทยเข้าถึงยาราคาแพง บทบาทที่ GPO ทำมาตลอด 60 ปี

ภารกิจหลักอันเป็นหัวใจและเกียรติภูมิขององค์การเภสัชกรรมตลอดประวัติศาสตร์ คือ การสร้าง “ความเท่าเทียมในการเข้าถึงยา” (Democratization of Medicine) เพื่อไม่ให้ประชาชนไทยต้องเสียชีวิตจากโรคที่สามารถรักษาได้ เพียงเพราะไม่มีเงินซื้อยายักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ในอดีต GPO เคยสร้างผลงานระดับโลกจากการประกาศใช้สิทธิ์เหนือสิทธิบัตร หรือ CL (Compulsory Licensing) ในยากลุ่มต้านไวรัส HIV ซึ่งส่งผลให้ราคายาต้านไวรัสลดลงอย่างมหาศาล จากหลักหมื่นบาทต่อคนต่อเดือน เหลือหลักพันบาทต่อเดือน ปัจจุบันเหลือหลักร้อยบาทต่อเดือน ทำให้ผู้ป่วยนับแสนคนสามารถเข้าถึงการรักษาและมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้

สำหรับทศวรรษใหม่นี้ GPO กำลังเดินหน้ายกระดับการเข้าถึงยาไปอีกขั้น ผ่านกลยุทธ์ “การทูตเภสัชกรรมและการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Negotiation & Tech Transfer) ในกรณีศึกษาของนวัตกรรม “ยาฉีดป้องกันและรักษา HIV/PrEP ระยะยาว”

ปัจจุบัน นวัตกรรมการป้องกันและรักษา HIV ได้ก้าวล้ำไปสู่การใช้ยาชนิดฉีดที่สามารถปลดปล่อยตัวยาอย่างช้า ๆ ในร่างกาย (Long-acting Injectable) ซึ่งช่วยแก้ปัญหา (Pain Point) ใหญ่ของผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงที่เดิมต้องรับประทานยาเม็ดทุกวัน ซึ่งสร้างความยากลำบากและเสี่ยงต่อการลืมทานยาจนเกิดภาวะดื้อยา ยาฉีดนวัตกรรมใหม่นี้กำหนดให้ฉีดเพียงปีละ 2 ครั้ง (ทุก 6 เดือน) เท่านั้น

ทว่า อุปสรรคสำคัญ คือ ราคายาต้นแบบที่บริษัทยายักษ์ใหญ่ประกาศในช่วงแรกมีราคาสูงถึงกว่าล้านบาท ต่อคนต่อปี (หรือเข็มละหลายแสนบาท) หากระบบสาธารณสุขไทยต้องการนำเข้ายาตัวนี้มาบรรจุในสิทธิ์สวัสดิการของรัฐ จะต้องใช้งบประมาณมหาศาลจนระบบอาจแบกรับไม่ไหว และหากจะรอให้สิทธิบัตรยา (Patent) หมดอายุตามกฎหมายปกติ จะต้องรอนานถึง 20 ปี ซึ่งหมายถึงโอกาสในการรอดชีวิตและการยุติปัญหา HIV ของประเทศต้องล่าช้าไปสองทศวรรษ

พญ.มิ่งขวัญ กล่าวย้ำว่า “GPO ไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่ได้รอเวลาให้สิทธิบัตรหมดอายุ แต่ได้ใช้วิธีการเจรจาเชิงรุกระดับสากล โดยเข้าไปประสานงานกับบริษัทผู้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรบริษัทยาต้นแบบอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจ (VL, voluntary license) แก่บริษัทผู้ผลิตยาชื่อสามัญในประเทศอินเดีย 4 บริษัท GPO จึงเข้าเชื่อมต่อกับห่วงโซ่นี้เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตต่อมายังประเทศไทยทันที

หรือแม้แต่ยาที่เราบอกว่า ต้นทุนการผลิต 1 ล้านบาท เราได้เจรจาขอเทคโนโลยีมาผลิตเอง จากหลักล้าน หลักแสนบาท จะทำให้เราสามารถจัดหายาให้กับผู้ป่วยเหลือเพียงหลักพันบาทเท่านั้น ซึ่งนั่นคือหน้าที่ขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งตอนนี้เราอาจจะไม่ได้ยืดอกภูมิใจว่า เราเป็นคนคิดค้นยาใหม่ของโลก แต่เราก็ยังสามารถที่จะทำหน้าที่เจรจา กระทั่งสามารถที่จะได้รับเทคโนโลยีตัวนี้มาแล้วก็การันตีว่า ถ้าโลกเขามีกัน เราก็ควรจะมีด้วย ในราคาที่คนไทยเข้าถึงได้อย่างแน่นอน”

และแน่นอนว่า การลดต้นทุนยาจาก 1,000,000 บาท เหลือเพียง “หลักพันบาทต่อปี” คือบทพิสูจน์อันทรงพลังถึงบทบาทของ GPO ในฐานะผู้ทำลายกำแพงราคายา และสร้างอำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่ประเทศไทยในเวทีโลก

 

AI: จากภัยคุกคาม สู่แต้มต่อของประเทศเล็ก

ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ผู้นำองค์กรหลายแห่งอาจมองเทคโนโลยีนี้ด้วยความกังวลว่า จะเข้ามาทดแทนแรงงานหรือดิสรัปต์ธุรกิจแบบดั้งเดิม แต่สำหรับ พญ.มิ่งขวัญ กลับมอง AI ด้วยสายตาของนักยุทธศาสตร์ โดยมองว่า AI ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่คือ “โอกาสครั้งสำคัญและเป็นแต้มต่อทางเทคโนโลยี (Strategic Leverage) สำหรับประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก”

ในอดีต กระบวนการคิดค้นและพัฒนายาใหม่ 1 รายการ (Drug Discovery Process) ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้ทุนและแรงงานอย่างเข้มข้น (Capital & Labor Intensive) บริษัทยายักษ์ใหญ่ข้ามชาติ (Big Pharma) ต้องใช้เงินลงทุนเฉลี่ยหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ และใช้ทีมนักวิทยาศาสตร์นับร้อยนับพันคนในการทดลองสุ่มจับคู่โมเลกุลเคมีนับล้านตัวในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ไม่สามารถร่วมแข่งขันในสมรภูมินี้ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรบุคคล

ทว่า การเข้ามาของ AI โดยเฉพาะอัลกอริทึมที่สามารถจำลองโครงสร้างโมเลกุล และทำนายปฏิกิริยาเคมีชีวภาพได้ในระบบคอมพิวเตอร์ (In-silico Drug Discovery) ได้สร้าง “ทางลัด” (Shortcut) ที่ทลายข้อจำกัดเดิมลงอย่างสิ้นเชิง AI สามารถช่วยคัดกรองโมเลกุลยาที่มีศักยภาพสูงได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายปีในแล็บเคมีแบบเดิม ช่วยลดต้นทุนและย่นระยะเวลาการทำวิจัยได้อย่างมหาศาล

ขณะนี้ GPO ได้เริ่มต้นเตรียมความพร้อมด้าน AI อย่างเป็นระบบผ่านกลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพมนุษย์และการปรับโครงสร้างองค์กร

  1. การสร้างทีมแกนนำนวัตกรรม (Dream Team Initiative) คัดเลือกบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงและมีความสนใจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการขั้นสูง (Advanced Workshop) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อเรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในงานเภสัชกรรมและการค้นหายาใหม่ โดย พญ.มิ่งขวัญ ได้ร่วมเข้ารับการอบรมในเวิร์กช็อปนี้ด้วยตนเองเพื่อกำหนดนโยบายได้อย่างแม่นยำ
  2. การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร (Corporate Restructuring) GPO กำลังอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างเพื่อจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางด้านปัญญาประดิษฐ์และการแพทย์ดิจิทัล (Dedicated AI & Digital Health Unit) ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานวิจัยค้นหายาต้นตำรับ (Originator Drugs) ของตนเองในอนาคตอันใกล้ โดยมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการสร้างนวัตกรรมยาที่มีผลกระทบ (Impact) ในระดับสากล

The Evolution of Healthcare “เพราะยาไม่ใช่แค่สินค้า

ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา บริบทของโลกและอุตสาหกรรมยาอาจแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นิยามของคำว่า “ความมั่นคงทางยา” ได้ขยายขอบเขตจากเพียงแค่การมียาเม็ดเพียงพอสำหรับโรคพื้นฐานในปี พ.ศ. 2509 มาสู่นิยามใหม่ในปี พ.ศ. 2569 ที่ครอบคลุมถึงการเข้าถึงยารักษามะเร็งรุ่นใหม่ ยาชีววัตถุราคาแพง และความสามารถในการต่อรองกับอารยประเทศในฐานะพันธมิตรที่เท่าเทียม

ทว่า สิ่งหนึ่งที่ยังคงตั้งมั่นเป็นแก่นแท้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ “พันธกิจ องค์กรหลักเพื่อความมั่นคงทางยา และเวชภัณฑ์ของประเทศที่ชาวไทยไว้วางใจและภาคภูมิใจ” สำหรับ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ และทีมงานขององค์การเภสัชกรรม การครบรอบ 60 ปีในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงหลักหมุดของการมองย้อนกลับไปหาความสำเร็จในอดีตด้วยความภาคภูมิใจ หากแต่คือการประกาศต่อสังคมไทยและเวทีโลกว่า GPO พร้อมแล้วที่จะทะยานสู่อนาคตด้วยความมั่นใจ ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อทำหน้าที่เป็นเสาหลักความมั่นคงทางสาธารณสุขที่ยั่งยืนของชาติ

 

เขียนและเรียบเรียง : สุรชัย บ่อจันทึก

ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/

Line Business+  : https://lin.ee/pbIHCuS

IG  : https://instagram.com/businessplus.th

Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829

#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business