ปวดสะโพกเรื้อรัง หรือ กระดูกหัก แบบไหนต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมมากกว่ากัน

มีความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งที่แพร่หลายในสังคมไทยและสังคมเอเชียโดยทั่วไป นั่นคือ การที่หลายคนเชื่อว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมนั้น เกิดขึ้นเพราะ “หกล้ม” หรือ “กระดูกหัก” เป็นหลัก และภาพที่คนทั่วไปมักนึกถึงมักจะเป็นผู้สูงอายุ ที่ลื่นล้มในห้องน้ำแล้วถูกส่งตัวผ่าตัดฉุกเฉิน แต่ข้อมูลทางการแพทย์ระดับโลกที่สะสมมาหลายทศวรรษ บอกความจริงที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ความจริงนั้นคือ สาเหตุอันดับหนึ่งของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั่วโลก ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นอาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม ที่ค่อย ๆ สะสมจากพฤติกรรมและอายุที่มากขึ้นนั่นเอง

ตัวเลขที่โลกบอกถึงสาเหตุหลักอันดับหนึ่งของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั่วโลก ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นอาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม หรือ Osteoarthritis โดยอุบัติการณ์ของโรคนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านับตั้งแต่ปี 1990 และการพัฒนาของเทคนิคการผ่าตัดควบคู่กับประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ได้ผลักดันให้จำนวนการผ่าตัดข้อเทียมพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก

ในทวีปยุโรป ซึ่งมีระบบฐานข้อมูลการแพทย์ที่ครอบคลุมที่สุดในโลก บ่งชี้ว่า ยุโรปมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก 1.6 ล้านครั้งภายในปี 2025 โดยมีอัตราการเกิดโรคข้อสะโพกเสื่อมในประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 3% และอุบัติการณ์ของโรคนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกทศวรรษหลังอายุ 50 ปี โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกในผู้สูงอายุ เกิน 65 ปีเพียง 20-30% ของกรณีกระดูกหักเท่านั้น และมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเพียงประมาณ 5% ของทั้งหมดจากภาวะกระดูกหัก ซึ่งไม่ใช่จากข้อสะโพกเสื่อม

ข้อมูลนี้ ชี้ให้เห็นว่า ในภาพรวมของผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั้งหมด สัดส่วนที่มาจากข้อสะโพกเสื่อมจะสูงกว่ามาก ในขณะที่กระดูกหักจากอุบัติเหตุเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

ทีนี้หมออยากพาผู้อ่านทุกท่าน ไปทำความเข้าใจข้อสะโพกเสื่อมว่า เป็นศัตรูที่แอบซ่อนตัว จริงหรือไม่ ?

ทางการแพทย์ ข้อสะโพกเป็นข้อต่อที่รับน้ำหนักร่างกายตลอดเวลา ทั้งยืน เดิน วิ่ง และขึ้นบันได ในขณะที่กระดูกอ่อนทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกภายในข้อสะโพกนั้น เมื่อสึกหรอตามกาลเวลาก็จะบางลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดกระดูกแข็งของหัวสะโพกและเบ้าสะโพกเริ่มเสียดสีกันโดยตรง จนนำไปสู่ความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง

สิ่งที่ทำให้ข้อสะโพกเสื่อมอันตรายในแง่ของการวินิจฉัย คือ มันมักไม่ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนในระยะต้น ผู้ป่วยหลายรายเริ่มต้นด้วยอาการปวดตื้อ ๆ บริเวณขาหนีบหลังการใช้งานหนัก ซึ่งหากคนไข้พักแล้วดีขึ้น ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า เป็นแค่อาการปวดกล้ามเนื้อธรรมดาหรืออาการจากการออกกำลังกาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้น ระยะทางที่เดินได้โดยไม่เจ็บจะสั้นลง หรือการลุกนั่งจะทำได้ยากขึ้น และในที่สุดแม้แต่การพักผ่อนก็ยังปวดอยู่ได้ และเมื่อถึงจุดที่ข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง จนกระทบคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมก็กลายเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่คือเส้นทางที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทั่วโลกเดินมา ไม่ใช่จากการหกล้มครั้งเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนของการผ่าตัดจากกระดูกหักจะน้อยกว่าในภาพรวม แต่ในผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุน กระดูกสะโพกหักจากการหกล้ม ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรับมือทันที เพราะต่างจากข้อสะโพกเสื่อมที่มีเวลาวางแผนการรักษา การผ่าตัดจากกระดูกหักมักต้องดำเนินการภายใน 24-48 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจคุกคามชีวิต

ดังนั้น ความท้าทายของการผ่าตัดจากกระดูกหักในผู้สูงอายุ ไม่ได้อยู่ที่ตัวการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ภาวะโรคร่วมที่ผู้ป่วยมักมีอยู่แล้ว ทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน หรือภาวะไตเสื่อม ซึ่งทำให้การบริหารจัดการในช่วงผ่าตัดซับซ้อนกว่ามาก และระยะเวลาพักฟื้นยาวนานกว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดแบบวางแผนไว้ล่วงหน้า และเมื่อมองในระดับประชากร ความแตกต่างระหว่างประเทศตะวันตกและเอเชียในเรื่องนี้น่าสนใจมาก

ตั้งแต่ปี 2010-2023 ข้อมูลพบว่า จำนวนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เพิ่มขึ้น 130-210% และยังมีการคาดการณ์จนถึงปี 2050 ว่า ปริมาณการผ่าตัดจะเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศเอเชีย ที่มีข้อมูลชัดเจนที่สุดถึงอัตราการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก มีเพียง 50 รายต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งต่ำกว่าประเทศตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ โดยสาเหตุของความแตกต่างนี้มีหลายมิติ

มิติแรก คือ โครงสร้างประชากร โดยประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปและอเมริกาเหนือ มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงกว่า ทำให้มีผู้ป่วยข้อสะโพกเสื่อมมากกว่าในเชิงสัมบูรณ์

มิติที่สอง คือ น้ำหนักตัว โรคอ้วน จะมีค่า BMI (ค่าดัชนีมวลกาย) เฉลี่ยในประเทศตะวันตกสูงกว่าเอเชียอย่างชัดเจน หรือน้ำหนักตัวที่มากเพิ่มแรงกดสะสมต่อข้อสะโพก

มิติที่สาม ซึ่งน่าสนใจในเชิงวัฒนธรรม คือ รูปแบบการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน โดยประเทศแถบเอเชียรวมถึงไทย มีวัฒนธรรมการนั่งพื้น นั่งขัดสมาธิ และนั่งยอง ซึ่งบังคับให้ข้อสะโพกเคลื่อนไหวในช่วงมุมที่กว้างกว่ามาก ในขณะที่วิถีชีวิตตะวันตก ใช้เก้าอี้ทำให้ข้อสะโพกอยู่ในมุม 90 องศาเป็นส่วนใหญ่ และแม้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม แต่ในเชิงชีวกลศาสตร์ มีความเป็นไปได้ว่า การเคลื่อนไหวหลากมุมอาจช่วยกระจายแรงกดบนผิวข้อได้ดีกว่า

มิติที่สี่ คือ โครงสร้างกระดูก งานวิจัยบางส่วนพบว่า ลักษณะเบ้าสะโพก (Acetabular morphology) อาจแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ ซึ่งอาจมีผลต่อแรงกดในข้อ

มิติที่ห้า คือ การเข้าถึงระบบสาธารณสุข โดยในประเทศที่มีระบบประกันสุขภาพครอบคลุม ผู้ป่วยมักเข้ารับการผ่าตัดเร็วกว่าเมื่อถึงเกณฑ์ที่เหมาะสม ในขณะที่ในบางประเทศเอเชียรวมถึงไทย ผู้ป่วยบางส่วนอาจทนกับความเจ็บปวดอยู่นานกว่าก่อนตัดสินใจผ่าตัด ทำให้ตัวเลขดูต่ำกว่าความเป็นจริง

ถึงตรงนี้ที่ทุกท่านได้เห็นภาพรวมทั้งหมดแล้ว หมออยากคุยต่อว่า แล้วระบบสาธารณสุขทั่วโลก มองอนาคตของภาวะการปวดสะโพกเรื้อรังจนต้องเข้ารับการรักษาอย่างไร

“ตลาดเครื่องมือผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกระดับโลกนั้น มีมูลค่า 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตแตะ 11.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2034 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปี 3.9% โดยในสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าจะมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกถึง 4 ล้านครั้งภายในปี 2030 ถามว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาระที่กำลังจะตกมาสู่ระบบสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว และการเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข ต่อการรับมือกับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นนี้ว่า โจทย์สำคัญที่ต้องวางแผนตั้งแต่วันนี้ควรเป็นอย่างไร”

เมื่อเข้าใจแล้วว่า ข้อสะโพกเสื่อม คือสาเหตุหลักที่มากกว่ากระดูกหักจากอุบัติเหตุ หมออยากจะบอกว่า กลยุทธ์การป้องกันก็ต้องครอบคลุมทั้ง 2 มิติพร้อมกัน

ในมิติของการป้องกันข้อสะโพกเสื่อม การควบคุมน้ำหนักตัวควรให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ มาตรการที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด เพราะน้ำหนักทุก 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มแรงกดบนข้อสะโพกประมาณ 3-6 เท่าในการเดินปกติ การออกกำลังกายเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกช่วยลดแรงกระแทกที่ตกลงบนผิวข้อ และการหลีกเลี่ยงการกระแทกซ้ำ ๆ อย่างหักโหม โดยไม่มีช่วงพักฟื้นที่เพียงพอก็มีความสำคัญเช่นกัน

ในมิติของการป้องกันกระดูกสะโพกหัก การตรวจคัดกรองภาวะกระดูกพรุนในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนและในผู้ชายสูงอายุ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะกระดูกพรุนมักไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดกระดูกหัก และการปรับสภาพแวดล้อมในบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงการหกล้ม เช่น ราวจับในห้องน้ำ พื้นที่มีแสงสว่างเพียงพอ และรองเท้าที่กระชับ ล้วนเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก

ท้ายที่สุด ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม คือ จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อรู้ว่าศัตรูตัวจริงคือ “ความเสื่อมที่สะสม” ไม่ใช่แค่ “อุบัติเหตุ”

ดังนั้น การดูแลตนเองตั้งแต่วันนี้ จึงมีความหมายต่ออนาคตอย่างแท้จริง ก่อนที่ปัญหาจะเดินทางมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจนอนบนเตียงผ่าตัดครับ…

เขียนและเรียบเรียง : นพ.รณศักดิ์ มงคลรังสฤษฏ์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S-Spine and Joint Hospital)

ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/

Line Business+  : https://lin.ee/pbIHCuS

IG  : https://www.instagram.com/businessplus.th/

Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829

#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business