ชวนติดตามคลิปพิเศษจากรายการเรื่องเงินเรื่องใหญ่ ทางช่อง Money Buffalo ถอดรหัส Clean Energy Wave รอบใหม่ ที่ไม่ได้วัดกันที่ “ใครผลิตไฟได้มากกว่า” แต่คือ “ใครบริหารไฟสะอาดให้ใช้ได้จริงได้ดีกว่า”

หลังมีข่าวว่าค่าไฟอาจปรับขึ้น แม้ตัวเลขจะยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ “ค่าไฟแพงขึ้น” อย่างแน่นอน และสำหรับนักลงทุนแล้ว นี่คือสัญญาณว่า demand ของธุรกิจที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานกำลังกลับมาอีกระลอก เพราะประเทศไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก แต่ปริมาณก๊าซในอ่าวไทยกลับลดลงต่อเนื่อง จนต้องนำเข้า LNG ที่มีราคาผันผวนตามทั้งสถานการณ์สงคราม ค่าเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ค่าไฟของไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบาย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยากในระยะสั้น
พลังงานสะอาด “ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง” แต่ก็ “ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด”
หนึ่งใน Insight สำคัญที่ถูกพูดถึงในคลิปนี้ คือมุมมองที่ว่า คำถามใหญ่ของพลังงานสะอาดไม่ใช่แค่ “ผลิตไฟได้ไหม?” แต่คือ “ผลิตแล้วใช้ได้จริงแค่ไหน?” “ใช้ได้เสถียรแค่ไหน?” และ “ช่วยลดต้นทุนธุรกิจได้จริงหรือเปล่า?”

ลองนึกภาพธุรกิจหนึ่งที่ติดโซลาร์เซลล์ไปแล้ว ช่วงกลางวันแดดดี ค่าไฟลดลงจริง อันนี้ไม่เถียงเลย แต่พอถึงกลางคืนที่โซลาร์ผลิตไฟไม่ได้ หรือวันที่ฝนตก เมฆเยอะ แสงแดดไม่พอ ไฟที่ผลิตได้ก็ลดลง สุดท้ายธุรกิจก็ต้องกลับไปพึ่งไฟจาก Grid หรือไฟจากการไฟฟ้าเหมือนเดิม
นั่นแปลว่าโซลาร์ช่วยได้ แต่ถ้ามีแค่โซลาร์อย่างเดียว อาจยังไม่พอที่จะทำให้ธุรกิจควบคุมต้นทุนพลังงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้ไฟหนักๆ หรือใช้ไฟต่อเนื่องตลอดวัน เพราะปัญหาไม่ได้มีแค่ค่าไฟแพงเพียงอย่างเดียว
บางธุรกิจต้องการลดค่าไฟในช่วง Peak Demand เพราะช่วงที่ใช้ไฟสูงๆ ค่าใช้จ่ายอาจกระโดดขึ้นมาเยอะมาก
บางธุรกิจต้องการไฟที่เสถียร เพราะถ้าไฟดับแค่ไม่กี่นาที ไลน์ผลิตหยุด เครื่องจักรหยุด งานเสีย วัตถุดิบเสีย ความเสียหายอาจมากกว่าค่าไฟหลายเท่า
บางธุรกิจที่อยากใช้พลังงานสะอาดจริงๆ ก็ไม่ได้อยากได้แค่แผงโซลาร์บนหลังคา แต่อยากได้ระบบที่ทำให้พลังงานสะอาดใช้งานได้จริงมากขึ้น ทั้งกลางวัน กลางคืน วันแดดดี หรือวันที่แสงแดดไม่เป็นใจ และนี่คือเหตุผลที่ธุรกิจยุคใหม่เริ่มมองหาโซลูชันพลังงานที่ครบวงจรมากขึ้น
แรงหนุนสำคัญจาก BOI: เปลี่ยน “ภาระภาษี” ให้เป็น “สินทรัพย์”
อีกประเด็นที่น่าสนใจในคลิป คือแรงหนุนจากภาครัฐ โดยปัจจุบันในไทยได้รับการสนับสนุนจาก BOI ที่ให้นำเงินลงทุนทั้งในส่วนของ Solar System และ “แบตเตอรี่” มาใช้สิทธิ “ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล” ได้ 50% เป็นระยะเวลา 3 ปี ยกตัวอย่างเช่น หากลงทุนติดตั้งไป 10 ล้านบาท ก็จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีไปเลย 5 ล้านบาท
พูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ แทนที่จะเอาเงิน 5 ล้านบาทไปจ่ายภาษี ก็สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นสินทรัพย์ของบริษัทได้
หัวใจสำคัญ: ไม่ใช่แค่ “ผลิตไฟได้” แต่ต้อง “เก็บไฟได้” และ “ควบคุมการใช้ไฟได้อย่างชาญฉลาด”
แนวคิดสำคัญที่คลิปนำเสนอ คือพลังงานสะอาดยุคใหม่ไม่ใช่แค่ “ผลิตไฟได้” แต่ต้อง “เก็บไฟได้” และต้อง “ควบคุมการใช้ไฟได้อย่างชาญฉลาด” และตรงนี้เองคือแนวคิดของ Technology Integrator จาก ONNEX by SCG ที่เข้ามาช่วยออกแบบและคำนวณระบบโครงสร้างพลังงานให้ครบวงจรมากขึ้น
ONNEX by SCG ไม่ได้มองพลังงานสะอาดเป็นแค่การติดตั้งอุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่ช่วยมองทั้งระบบว่า ธุรกิจต้องใช้ไฟเท่าไหร่ ผลิตไฟได้เท่าไหร่ ควรเก็บไฟไว้ตอนไหน ควรดึงไฟมาใช้เมื่อไหร่ และจะทำอย่างไรให้ Demand กับ Supply สมดุลกันมากที่สุด
มาถึงตรงนี้ คำว่า “พลังงานสะอาดของจริงหรือจกตา” ก็เริ่มมีคำตอบที่ชัดขึ้น
ถ้าพลังงานสะอาดหมายถึงแค่การติดแผงโซลาร์แล้วบอกว่าจบทุกปัญหา อันนี้อาจจะพูดง่ายเกินไป แต่ถ้าพลังงานสะอาดหมายถึงระบบที่คิดครบ ตั้งแต่ ผลิตไฟ เก็บไฟ บริหารไฟ และทำให้ธุรกิจใช้พลังงานได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น อันนี้ก็เริ่มเข้าใกล้คำว่า “ของจริง” มากขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะสุดท้ายแล้ว พลังงานสะอาดที่ดี ไม่ได้วัดแค่ว่า “สะอาดแค่ไหน” แต่วัดด้วยว่า ใช้ได้จริงไหม คุ้มไหม และช่วยให้ธุรกิจรับมือกับต้นทุนพลังงานที่ผันผวนได้ดีขึ้นหรือเปล่า
โลกของพลังงานกำลังก้าวข้ามจากยุคของการ “ผลิตไฟ” ไปสู่ยุคของการ “บริหารไฟ” อย่างชาญฉลาด และธุรกิจที่จะได้เปรียบในคลื่นลูกใหม่นี้ คือธุรกิจที่มองพลังงานเป็นทั้งโอกาสในการลดต้นทุน สร้างรายได้ และบริหารความเสี่ยงไปพร้อมกัน
แล้ว Solar + BESS + Smart Grid ทำงานร่วมกันอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด? ทำไม Technology Integrator ถึงกลายเป็นกุญแจสำคัญของพลังงานสะอาดยุคใหม่? และธุรกิจไทยจะคว้าโอกาสจากคลื่นลูกนี้ได้อย่างไร?
หาคำตอบทั้งหมดได้ในคลิปพิเศษนี้ https://youtu.be/nHZi_UPTorE?si=jyesvItsmgTfb0NT
The Business Plus บิสิเนสพลัส
