รู้จัก Lean Canvas เครื่องมือคล้าย ๆ Business Model Canvas แต่สำหรับสตาร์ตอัปโดยเฉพาะ

ถ้าพูดถึงเครื่องมือวางแผนธุรกิจที่คนในวงการรู้จักกันดี Business Model Canvas โดยช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองภาพรวมของโมเดลธุรกิจได้ในกระดาษหน้าเดียว ตั้งแต่กลุ่มลูกค้า ช่องทางการขาย ไปจนถึงโครงสร้างต้นทุนและรายได้ แต่ก็มีอีกเครื่องมือหนึ่งที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Business Model Canvas และเหมาะสมกับสตาร์ตอัปนั่นคือ Lean Canvas

ปกติแล้ว สตาร์ตอัปมักจะมีอนาคตไม่แน่นอนกว่าบริษัททั่วไป เพราะมีขนาดเล็กและสายพานสั้นกว่า ทำให้เครื่องมืออย่าง Business Model Canvas อาจไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของสตาร์ตอัปในช่วงแรก และขาดช่องที่สำคัญมากอย่างเช่น Problem และ Solution ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาสตาร์ตอัป

ด้วยเหตุนี้ Lean Canva จึงอาจเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับสตาร์ตอัปมากกว่า เพราะนอกจากจะมีการเปลี่ยนช่องเดิมที่มีอยู่ใน Business Model Canvas เพื่อให้เข้ากับบริบทของสตาร์ตอัปมากกว่าเดิมแล้ว ยังมีข้อดีตรงที่ทำให้เราสามารถร่างแผนธุรกิจได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาทำเป็นวัน ๆ หรือนานเป็นสัปดาห์

หรือถ้าให้สรุปแบบง่าย ๆ คือ Business Model Canvas มีความเหมาะสมกับธุรกิจที่เริ่มดำเนินการมาแล้วและรู้ว่ากำลังจะทำอะไรน และมีการออกแบบมาเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน ที่ปรึกษา และลูกค้า เข้าใจโมเดลธุรกิจได้จากมุมมองที่หลากหลาย

ส่วน Lean Canvas จะเหมาะสมกับธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่ เพราะถูกออกแบบมาสำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ เน้นการลงมือทำและทดสอบ มากกว่าการนำเสนอภาพรวมให้คนอื่นเข้าใจ

ทีนี้มาดูกันว่าทั้ง 9 ช่องของ Lean Canvas มีอะไรบ้าง แตกต่างกับ Business Model Canvas อย่างไร โดยใช้ Facebook ในช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจในแคมปัส Harvard University

ช่องแรกที่เปลี่ยนไปคือ Problem ซึ่งมาแทนที่ Key Partners ใน Business Model Canvas

ทั้งนี้ การรีบหาพาร์ตเนอร์ตั้งแต่วันแรกโดยที่เรายังไม่มีสินค้าหรือบริหารที่ชัดเจนอาจไม่ใช่เรื่องสมเหตุสมผลนัก เพราะเหตุผลที่สตาร์ตอัปส่วนใหญ่ล้มเหลวไม่ใช่เพราะสร้างสินค้าไม่ได้ แต่เพราะสร้างสิ่งที่ผิดตั้งแต่ต้น ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้บริโภค การระบุปัญหาให้ชัดเจนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้ ดังนั้นในช่องนี้ เราต้องสำรวจและวิเคราะห์ Pain Point ที่ลูกค้าเราเจอ

นอกจากนี้ ช่องนี้ยังมีหัวข้อย่อยชื่อ Existing Alternatives เพื่อไว้วิเคราะห์ว่า ตอนนี้ลูกค้าแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน เพื่อศึกษาคู่แข่งจริงในปัจจุบัน

ในกรณีของ Facebook ปัญหาคือนักศึกษาในมหาวิทยาลัยไม่มีทางรู้ว่าเพื่อนร่วมชั้นหรือคนในแคมปัสเดียวกันเป็นใครหรือมีความสนใจอะไรได้เลย เพราะขาดเครื่องมือที่ใช้เข้าถึงสังคมได้อย่างเป็นวงกว้าง โดย Existing Alternatives ก็อย่างเช่น แอปฯ แชต MSN แพลตฟอร์ม MySpace หรือ Hi5 หรือแม้แต่ Bulletin Board ที่ติดตามที่ต่าง ๆ มหาวิทยาลัย

ช่องถัดมาคือ Solution ที่มาแทน Key Activities ใน Business Model Canvas

เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว เราก็สามารถกำหนดโซลูชันออกมาได้ โดยพยายามเขียนให้กระชับที่สุด และสามารถเปลี่ยนใหม่ได้ทันทีหากโซลูชันอันเดิมไม่ได้ผล

สำหรับโซลูชันของ Facebook ก็คือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้นักศึกษาสร้างโปรไฟล์ส่วนตัว ระบุคณะ ปีการศึกษา และความสนใจ แล้ว Add เพื่อนในแคมปัสเดียวกันได้

ช่องถัดมาคือ Unique Value Proposition ที่ต่อยอดมาจากช่อง Value Proposition ใน Business Model Canvas

โดยช่องนี้ให้พูดถึงจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ลูกค้าต้องเลือกเรา อย่าง Facebook ก็อาจเขียนในช่องนี้ได้ว่า สร้างเครือข่ายเชื่อมต่อและแชร์เรื่องต่าง ๆ กับคนในแคมปัส

ต่อมาคือช่อง Channels หรือช่องทางการเข้าถึงลูกค้า และ Customer Segments หรือกลุ่มลูกค้า ต่างมีอยู่ในทั้งสองเครื่องมือ โดย Facebook ในยุคแรกพึ่งพาการพูดถึงแบบปากต่อปากในแคมปัสเป็นหลัก โดยที่มีกลุ่มลูกค้าที่แคบคือนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ

ช่อง Cost Structure และ Revenue Streams หรือโครงสร้างต้นทุนและรายได้ ก็เป็นอีกสองช่องมีอยู่ในทั้งสองกรอบ โดยฝั่งต้นทุนคือทุกสิ่งที่ต้องจ่ายเพื่อส่งมอบสินค้าถึงลูกค้า ส่วนรายได้ก็ต้องระบุว่ามาจากรูปแบบไหนบ้าง

ของ Facebook ในช่วงแรก ต้นทุนหลักคือค่า Server หรือ Hosting เว็บไซต์และค่าพัฒนาซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ส่วนรายได้ในช่วงแรก ๆ อาจจะยังแทบไม่มีรายได้จากโฆษณา จึงอาจต้องพึ่งพาการระดมทุนเป็นหลัก

ต่อมาคือช่อง Key Metrics มาแทน Key Resources ใน Business Model Canvas

โดยสตาร์ตอัปควรโฟกัสที่ Metric หรือตัวชี้วัดหลักตัวเดียวในแต่ละช่วงเวลา เพราะการไล่ตามทุก Metric พร้อมกันทำให้เสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น โดยเราควรวิเคราะห์ให้ดีก่อนว่าควรจะติดตาม Metric ไหน เพื่อประเมินผลได้แม่นยำ

สำหรับ Facebook ในยุคแรก Metric ที่สำคัญที่สุดได้แก่ Daily Active Users เพราะสะท้อนว่าคนในแคมปัสกลับมาใช้จริง ๆ ทุกวันหรือเปล่า

ช่องสุดท้ายที่ Lean Canvas เพิ่มเข้ามาคือ Unfair Advantage แทนที่ Customer Relationships

ช่องนี้หมายถึงสิ่งที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก หรือที่เรียกว่า คูเมือง โดย Facebook สร้าง Unfair Advantage ผ่าน Network Effect ที่ยิ่งมีคนในแคมปัสเดียวกันอยู่บนแพลตฟอร์มมากเท่าไร แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น

สรุปแล้ว Business Model Canvas และ Lean Canvas ต่างก็เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ตอบโจทย์ต่างกัน ถ้าเป็นธุรกิจที่มีโมเดลชัดเจนอยู่แล้ว Business Model Canvas จะตอบโจทย์มากกว่า แต่ Lean Canvas จะออกแบบมาเพื่อสถานการณ์ของสตาร์ตอัปที่ยังอยู่ในระยะค้นหาและทดสอบสินค้า

 

ที่มา: Ash Maurya, Canvanizer, Katalyst, Bluebik