มีคนไข้คนหนึ่งที่ผมยังจำเธอได้ดี เพราะเธอเป็นผู้หญิงอายุ 68 ปี มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลังเฉียบพลัน ทั้งที่เธอเล่าอาการว่า ไม่ได้ล้ม ไม่ได้ถูกกระแทก ไม่มีอุบัติเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น และทันทีที่ผมเริ่มตรวจเธออย่างละเอียดก็พบว่า กระดูกสันหลังยุบลงไปแล้ว
“หลายคนยังเชื่อว่า กระดูกหักต้องเกิดจากการล้มหรืออุบัติเหตุ แต่ในผู้ป่วยที่มีกระดูกพรุนจริง ๆ บางครั้งแค่การไอแรง ๆ หรือก้มหยิบของก็เพียงพอแล้ว และจากภัยคุกคามนี้ เป็นภาวะอันตรายกว่าที่คิด เพราะมันเกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่ทันตั้งตัว”

ภัยเงียบที่ไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า
ภาพจำของคนกระดูกหักในผู้สูงอายุ มักถูกผูกกับการหกล้ม หรือต้องเกิดอุบัติเหตุรุนแรง แต่ในความเป็นจริง ภาวะกระดูกหัก สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ไม่มีแรงกระแทก โดยเฉพาะในผู้ที่มี “โรคกระดูกพรุน” ซึ่งเป็นภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม และกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญในสังคมผู้สูงอายุ
โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระดูกเปราะและแตกหักได้ง่าย และหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุดคือ “กระดูกสันหลังหักแบบยุบตัว” หรือที่แพทย์เรียกว่า Vertebral Compression Fracture
ทุกคนอาจจะสงสัยว่า แล้วภาวะเสี่ยงนี้เราจะรู้ตัวได้อย่างไร ?
หมออยากจะบอกว่า ภาวะเสี่ยงจากโรคกระดูกพรุน ถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในระยะต้นของโรคนี้ ไม่มีอาการใด ๆ ให้สังเกตเลย ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่มีสัญญาณเตือน แต่กระดูกจะค่อย ๆ บางลงอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายปี และกว่าที่หลายคนจะรู้ตัวก็มักเป็นตอนที่กระดูกยุบไปแล้ว
ข้อมูลจาก International Osteoporosis Foundation ยืนยันว่า โรคกระดูกพรุนเป็นสาเหตุหลักของภาวะกระดูกสันหลังยุบในผู้สูงอายุทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ที่สูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และในประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยมีกระดูกพรุนอยู่โดยไม่รู้ตัว และมักมาพบแพทย์ในสภาวะที่อาการรุนแรงแล้ว ทำให้พลาดโอกาสทองในการดูแลตั้งแต่ต้น
อาการที่ดูเล็กน้อย แต่ไม่ควรมองข้าม
สัญญาณเตือนของภาวะกระดูกสันหลังยุบ มักเริ่มต้นในรูปแบบที่หลายคนเข้าใจผิดว่า เป็นเพียง “ปวดหลังธรรมดา” นั่นคืออาการปวดหลังเฉียบพลันที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ปวดมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว และบรรเทาลงเมื่อนอนพัก รวมถึงในบางรายอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของท่าทาง เช่น หลังเริ่มค่อมมากขึ้น หรือความสูงลดลงโดยไม่มีคำอธิบาย
“อาการเหล่านี้ล้วนมีความหมาย โดยคนมักคิดว่า หลังค่อมหรือตัวเตี้ยลงเป็นเรื่องปกติของวัย แต่จริง ๆ แล้วมันอาจเป็นสัญญาณว่า กระดูกสันหลังกำลังยุบซ้ำทีละนิดโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งหากปล่อยให้ภาวะนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา ความเสี่ยงของการยุบซ้ำก็จะเพิ่มสูงขึ้น ความเจ็บปวดจะกลายเป็นเรื้อรัง และคุณภาพชีวิตโดยรวมจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”

ทางเลือกในการรักษา จากพื้นฐานถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่
เมื่อเกิดภาวะกระดูกสันหลังยุบแล้ว แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความรุนแรงของการยุบ ระดับมวลกระดูก ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจมีร่วมด้วย
ในกรณีที่ยังไม่รุนแรง การรักษาแบบไม่ผ่าตัดมักเป็นแนวทางแรกที่แพทย์พิจารณา ทั้งการใช้ยาบรรเทาปวด การใส่อุปกรณ์พยุงหลังเพื่อลดแรงกดบนกระดูก การทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ควบคู่กับการเสริมแคลเซียม วิตามินดี และยาชะลอการสลายตัวของกระดูกเพื่อดูแลความหนาแน่นของมวลกระดูกในระยะยาว
หากมีภาวะแทรกซ้อนอย่างการกดทับเส้นประสาทหรือกระดูกไม่มั่นคง การผ่าตัดอาจจำเป็น แต่ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเทคนิค Vertebroplasty และ Kyphoplasty หรือที่รู้จักกันในชื่อ “การฉีดซีเมนต์กระดูกสันหลัง” ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้การเจาะผ่านผิวหนังในแผลขนาดเล็กมาก แล้วฉีดซีเมนต์ทางการแพทย์เข้าไปเสริมความแข็งแรงของกระดูกที่ยุบจากภายใน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกว่าอาการปวดดีขึ้นอย่างชัดเจนภายในระยะเวลาสั้น และสามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าการรักษาแบบอื่น
การป้องกัน ทำได้ก่อนที่จะสายเกินไป
ท่ามกลางทุกวิธีการรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่ได้ผลดีที่สุดยังคงเป็น “การป้องกัน” เพราะการรักษากระดูกสันหลังที่ยุบไปแล้ว ไม่มีวิธีใดสมบูรณ์แบบเท่ากับการที่กระดูกนั้นยังแข็งแรงอยู่ตั้งแต่ต้น
สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยรับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นกระดูกพรุน การตรวจวัดมวลกระดูกเชิงป้องกัน ถือเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมันจะบอกได้ชัดว่าความหนาแน่นของกระดูกอยู่ในระดับใด มีความเสี่ยงแค่ไหน และควรวางแผนดูแลตัวเองอย่างไรจากนี้ไป
“การรู้ก่อนทำให้เราทำอะไรได้มากกว่ามาก เราสามารถปรับอาหาร ออกกำลังกาย รับวิตามินดี หรือใช้ยาที่ช่วยชะลอการสลายกระดูกก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น แต่ถ้ารู้ตอนที่กระดูกยุบไปแล้ว ตัวเลือกของเราก็ลดลงไปมาก”
โรงพยาบาลเอส: พันธกิจที่ไม่หยุดพัฒนา
โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า การดูแลผู้ป่วยที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่การวินิจฉัยที่แม่นยำ ต่อเนื่องสู่การรักษาที่เหมาะสม และครอบคลุมถึงการฟื้นฟูที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงในระยะยาว
ด้วยการผสานเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery: MIS) ที่ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยรอบและร่นระยะเวลาพักฟื้นลงอย่างมีนัยสำคัญ เข้ากับเทคนิคการฉีดซีเมนต์กระดูกสันหลังเพื่อเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างจากภายใน รวมถึงแนวทางการรักษาเฉพาะทางที่ออกแบบมาสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลเอสมุ่งวินิจฉัยให้แน่ใจว่า การรักษาแต่ละครั้งจะปลอดภัย ตรงจุด และส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังผิดปกติ สังเกตว่าตัวเองหลังค่อมขึ้นหรือส่วนสูงลดลง หรืออยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านกระดูกพรุน หมอขอแนะนำให้อย่ารอให้อาการรุนแรงก่อนค่อยมาพบแพทย์
เพราะในโรคนี้ เวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุด และการรู้ก่อนหนึ่งวัน อาจหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอีกหลายปีข้างหน้า

เขียนและเรียบเรียง : นพ.พร นริศชาติ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ
ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/
Line Business+ : https://lin.ee/pbIHCuS
IG : https://www.instagram.com/businessplus.th/
Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829
#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business
The Business Plus บิสิเนสพลัส
