บทเรียนจาก Mayekawa กับการเลือก ‘ฝังราก’ แทนการ ‘ตักตวง’

“ในฐานะฟันเฟืองของอุตสาหกรรม วันนี้ธุรกิจของเราทำหน้าที่เสริมความแข็งแกร่งให้สังคมไทยแล้วหรือยัง?”

บทสนทนาเริ่มต้นกับคุณโคซูเกะ ยามาโมโต้ กรรมการผู้จัดการบริษัท มาเยคาว่า (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า Mayekawa Manufacturing Company Limited คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเครื่องคอมเพรสเซอร์สำหรับทำความเย็นในภาคอุตสาหกรรม ใช้วางเป็นเข็มทิศสำหรับการบริหารองค์กรมากว่า 1 ศตวรรษ และดำเนินกิจการในแผ่นดินไทยมากว่า 38 ปี

กับคำบอกเล่านี้ ดิฉันค่อนข้างตื่นเต้นกับคำตอบที่บอกว่า Mayekawa Manufacturing Company Limited ได้ยืดถือแนวทางนี้ เป็นพิมพ์เขียวสำหรับบริหารธุรกิจ จึงขออนุญาตนำเนื้อหาที่ได้พูดคุยมาบอกเล่ากับผู้อ่านทุกท่าน

“ก่อนที่เราจะเข้าใจว่า Mayekawa เลือกทำอะไร เราต้องเข้าใจก่อนว่า คนส่วนใหญ่กำลังทำอะไรอยู่ในตอนนี้” คุณยามาโมโต้ เริ่มต้นบทสนทนาอีกครั้งกับมุมมองส่วนตัว โดยเขามองว่า ปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักบริหารเรียกว่า Short-termism กำลังแพร่ระบาดในโลกธุรกิจในตอนนี้ เหมือนไวรัสที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่ได้กัดกินรากฐานขององค์กรจากข้างใน โดยแสดงออกมาในรูปแบบที่ดูสมเหตุสมผลชั่วคราว เช่น การตัดงบพัฒนาบุคลากร เพราะผลลัพธ์ไม่เห็นในไตรมาสนี้ หรือการหยุดลงทุนในนวัตกรรม เพราะอาจจะมีความเสี่ยงสูงเกินไปแต่สำหรับบริษัท มาเยคาว่า (ประเทศไทย) จำกัด เลือกวิธีการบริหารองค์กรแบบแตกต่างออกไป

“ความตั้งใจของเรา ไม่ใช่การมองไทยเป็นเพียงพื้นที่ทางธุรกิจ แต่การที่เราเลือกสร้างระบบนิเวศที่ซับซ้อนและฝังรากลึกในไทย เป็นเพราะเราตั้งใจจะเป็น ‘เสาหลัก’ ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สังคมวางใจได้จริง”

คำว่า “เสาหลัก” ที่เขาใช้นั้น ไม่ใช่การอุปมาที่เลือกมาอย่างสวยงาม แต่เป็นภาพที่สะท้อนโครงสร้างความคิดทั้งหมดของเขา โดยเสาหลักไม่ใช่สิ่งที่คุณสร้างขึ้นแล้วถอดออกเมื่อได้สิ่งที่ต้องการ แต่คือสิ่งที่คุณสร้างขึ้นเพื่อให้ทุกสิ่งรอบมันยืนหยัดได้อย่างมั่นคง และนั่นหมายความว่าตัวเสาเองต้องยืนหยัดได้ก่อน

นวัตกรรมที่เริ่มต้นจากการ ‘ลงไปสัมผัส’

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับนวัตกรรมในยุคนี้ คือ ความเชื่อว่ามันเริ่มต้นจากข้อมูลว่า ถ้าเรามีข้อมูลมากพอ มีอัลกอริทึมที่ดีพอ คำตอบจะผุดขึ้นมาเอง ซึ่งสำหรับ Mayekawa ไม่ได้มองเช่นนั้น

DNA ที่แท้จริงขององค์กรนี้ ฝังอยู่ในคำญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘協創’ (เคียวโซ) ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า การร่วมกันสร้างสรรค์คุณค่าใหม่” หรือ Co-creation โดยแนวคิดนี้ไม่ใช่คำสวยงามบนสไลด์นำเสนอ แต่คือวิธีที่องค์กรนี้หายใจมาตลอดกว่าศตวรรษ และมันทรงพลังมากพอที่ ศาสตราจารย์ ดร.อิคุจิโระ โนะนากะ นักคิดด้านการจัดการระดับโลก จะหยิบมาเยคาว่ามาใช้เป็นกรณีศึกษาหลักในหนังสือระดับตำนานอย่าง The Knowledge-Creating Company เพื่อพิสูจน์ว่า ความสำเร็จที่แท้จริงเกิดจากการเปลี่ยน “ประสบการณ์” ให้เป็น “นวัตกรรม”

กระบวนการ เริ่มต้นจากวินัยที่เรียกว่า หลัก 3 จริง ซึ่งเป็นปรัชญาการทำงานที่ฝังลึกในวิศวกรทุกคนของ Mayekawa ไม่ว่าจะเป็น สถานที่จริง (Genba) ที่บังคับให้ทุกคนต้องลงไปสัมผัสปัญหา ณ จุดเกิดเหตุจริง ไม่ใช่นั่งคาดเดาจากห้องประชุม

ความจริง (Genjitsu) ที่เรียกร้องให้มองสถานการณ์ตามเนื้อผ้าโดยไม่ผ่านฟิลเตอร์ของอคติหรือความคาดหวัง และของจริง (Genbutsu) ที่ยืนยันว่า การตัดสินใจต้องสร้างบนพื้นฐานของสิ่งที่จับต้องและวัดผลได้จริงเท่านั้น

แน่นอนว่า หัวใจของกระบวนการนี้คือ การสกัดสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Tacit Knowledge ออกมาให้ได้ นั่นคือความรู้ที่ซ่อนอยู่ในสัญชาตญาณของวิศวกรผู้มีประสบการณ์ ความรู้ที่ไม่อาจเขียนลงในคู่มือ แต่ปรากฏให้เห็นผ่านท่าทางที่มือจับเครื่องจักร หรือวิธีที่หูฟังเสียงเครื่องยนต์ที่บอกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“หน้าที่ของเราคือ การค้นหาความต้องการที่แม้แต่ตัวลูกค้าเองก็ยังนึกไม่ถึง หากเรารอให้ลูกค้าบอกว่าต้องการอะไร นั่นอาจจะช้าไปเสียแล้ว” คุณยามาโมโต้ ระบุ

ประโยคนี้ฟังดูง่าย แต่ซ่อนความลึกไว้มหาศาล การเป็นพาร์ตเนอร์ที่แท้จริงไม่ใช่การตอบสนองต่อสิ่งที่ลูกค้าขอ แต่คือการเข้าใจลึกพอที่จะมองเห็นสิ่งที่ลูกค้ายังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการ และนั่นคือความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่ไม่มีเทคโนโลยีใดจะลอกเลียนแบบได้

 

เมื่อ ‘คนเก่ง’ กลายเป็นอุปสรรค

ความรู้ที่สกัดมาได้จะไม่มีความหมาย หากมันถูกกักเก็บไว้ที่คนเพียงคนเดียว นี่คือจุดที่คุณยามาโมโต้ หยิบยกแนวคิดจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาอธิบาย และมันเป็นหนึ่งในข้อสังเกตที่คมคายที่สุดในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

ในภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า ‘天狗’ (เทงกุ) ซึ่งหมายถึงสัตว์ในตำนานที่มีจมูกยาวและพลังอำนาจมหาศาล ในบริบทของการบริหารองค์กร มันหมายถึงภาวะที่คนเก่งค่อย ๆ เริ่มเชื่อว่าองค์กรจะล้มเหลวหากไม่มีตน และจากความเชื่อนั้น จึงเกิดพฤติกรรมที่อันตรายที่สุดอย่างหนึ่งในโลกธุรกิจ นั่นคือการกักเก็บความรู้ไว้เป็นอำนาจ และการทำงานแบบ Silo ที่แยกตัวออกจากระบบ โดยองค์กรที่ปล่อยให้ภาวะเทงกุเติบโตได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็กำลังสร้างจุดอ่อนเชิงระบบที่อาจทำลายทุกอย่างในวันที่คนเก่งคนนั้นจากไป

ทั้งนี้ Mayekawa ตอบโจทย์นี้ ด้วยการสร้างสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น วัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบ “เส้นต่อเส้น” ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของ ‘人間性’ (นินเก็นเซ) หรือปรัชญาการบริหารที่ยึดถือคุณค่าของความเป็นมนุษย์เป็นแกนกลาง

ในทางปฏิบัติ หมายความว่า พนักงานทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรน้องใหม่หรือผู้จัดการอาวุโส มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้า ความไว้วางใจไม่ได้ผ่านช่องทางเดียว และคุณค่าขององค์กรไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่บุคคลเดียว มันกระจายออกไปในรูปแบบของโครงข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งแม้จะดึงเส้นใดเส้นหนึ่งออกไป เครือข่ายก็ยังคงแข็งแกร่งอยู่ได้

เพราะความเก่งที่กระจุกตัวอยู่นั้นเปราะบาง แต่สายใยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและแน่นแฟ้นระหว่างพนักงานและลูกค้า คือสินทรัพย์ที่แท้จริง มันช่วยให้ Tacit Knowledge จากหน้างานไหลเวียนได้อย่างอิสระ และแปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อใจที่มั่นคงในระยะยาว ซึ่งไม่มีคู่แข่งรายใดสามารถซื้อหามาได้ด้วยเงิน

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่วัฒนธรรมองค์กรที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่คือการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำ ที่ตั้งใจออกแบบระบบคนและความสัมพันธ์ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ลอกเลียนแบบได้ยาก เพื่อทำหน้าที่เชื่อมระหว่างเรื่องวัฒนธรรม ระบบคน กับทิศทางเชิงกลยุทธ์ในอนาคต

 

จากผู้รับเทคโนโลยี สู่ผู้สร้างนวัตกรรมของภูมิภาค

เมื่อรากฐานของทีมมั่นคงพอที่จะรองรับความเสี่ยงและการเรียนรู้ Mayekawa ตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการเป็นบริษัทข้ามชาติที่ดี คือ ภายใน 10 ปีข้างหน้าเป้าหมายของคุณยามาโมโต้ คือ การเปลี่ยนให้ประเทศไทย กลายเป็น Regional Hub ที่วิศวกรไทยสามารถริเริ่มและพัฒนานวัตกรรมจากศูนย์ได้ด้วยฝีมือและมันสมองของตัวเอง ไม่ใช่การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น แต่คือการสร้างเทคโนโลยีที่ออกแบบมา เพื่อโจทย์เฉพาะของอุตสาหกรรมในท้องถิ่น และพร้อมที่จะส่งออกคุณค่านั้นออกไปสู่ระดับโลก

“เราต้องการให้พนักงานของเราภูมิใจว่า นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นจากมันสมองและสองมือของมาเยคาว่าประเทศไทย และพร้อมที่จะส่งออกคุณค่านี้ไปสู่ระดับโลก”

ความภาคภูมิใจในวิชาชีพที่เขาพูดถึงนั้น ไม่ใช่เรื่องอัตตาหรือความเย่อหยิ่ง แต่คือรากฐานของความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง คนที่ภูมิใจในงานของตนจะลงทุนกับมันในระยะยาว และนั่นคือความแตกต่างระหว่างพนักงานที่ทำงานเพื่อเงินเดือน กับวิศวกรที่สร้างมรดกทางปัญญาให้กับวิชาชีพของตน โดยกำไรอาจหาได้ในระยะสั้น แต่ความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากศูนย์ คือสินทรัพย์ที่จะอยู่คู่กับสังคมไทยไปอีกนับศตวรรษ

ท้ายที่สุด เมื่อมองถึงบทเรียนสำหรับผู้นำ เมื่อความจริงใจ คือ ยุทธศาสตร์ ซึ่งคุณยามาโมโต้ ปิดท้ายการสนทนาด้วยวิสัยทัศน์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า

“เป้าหมายของเรา คือการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมความพร้อมให้อุตสาหกรรมไทยในอีกศตวรรษข้างหน้า เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจที่ตั้งใจ จะ ‘อยู่ร่วม’ อย่างแท้จริง”

สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดเกี่ยวกับมาเยคาว่าไม่ใช่เทคโนโลยีของพวกเขา ไม่ใช่อายุ 102 ปีของบริษัทแม่ และไม่ใช่แม้แต่เครือข่ายลูกค้าที่สร้างมา 38 ปีในไทย สิ่งที่น่าสังเกตที่สุด คือ ความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่พวกเขาพูดกับสิ่งที่พวกเขาทำ

ในโลกที่ทุกองค์กรต่างประกาศว่า “คนสำคัญที่สุด” แต่ตัดงบฝึกอบรมเป็นรายการแรกเมื่อเผชิญแรงกดดัน ในโลกที่ทุกบริษัทบอกว่า “ลูกค้าคือหัวใจ” แต่ออกแบบกระบวนการทุกอย่างเพื่อปกป้องตัวเองจากลูกค้า มาเยคาว่าเลือกที่จะใช้ความจริงใจเป็นยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้

และนั่นคือสิ่งที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยากที่สุด เพราะมันไม่ใช่สูตร มันคือวัฒนธรรม และวัฒนธรรมสร้างขึ้นมาจากทศวรรษ ไม่ใช่ไตรมาส และบริษัทที่อยู่ได้ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่บริษัทที่เก่งที่สุดในการทำกำไรระยะสั้น แต่คือบริษัทที่ลูกค้า พนักงาน และสังคมโดยรอบ รู้สึกว่าโลกจะขาดบางอย่างที่สำคัญไป หากองค์กรนั้นหายไป

สำหรับ Mayekawa กำลังสร้างความรู้สึกนั้น ทีละวัน ทีละคน ทีละความสัมพันธ์ นับตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาเลือกที่จะ “ฝังราก” แทนที่จะ “ตักตวง” นั่นเอง

หากคุณ คือ ผู้นำที่กำลังมองหาวิธีเปลี่ยนองค์กรให้กลายเป็น “นิเวศแห่งการเรียนรู้” และต้องการสร้างนวัตกรรมที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ผ่านกลยุทธ์การบริหารคนและองค์กร BCon พร้อมแบ่งปันรายละเอียดเชิงลึกและร่วมออกแบบกลยุทธ์การสร้างคุณค่าร่วม เพื่อองค์กรของคุณ ติดต่อสอบถามได้ที่ info@bcon.asia

 

เขียนและเรียบเรียง : สาวิตรี ตรีอรุณ Sales Executives บริษัท Business Consultants South East Asia Co., Ltd

ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/

Line Business+  : https://lin.ee/pbIHCuS

IG  : https://instagram.com/businessplus.th

Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829

#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business