The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก คุณวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) และคุณพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ EasyNet ถึงเส้นทางการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเคเบิลทีวีเล็ก ๆ ในท้องถิ่น ให้กลายเป็น System Integrator ที่ดูแลระบบ IT Infrastructure ให้กับองค์กรทั่วประเทศ
ย้อนกลับไปในวันที่ธุรกิจเคเบิลทีวีท้องถิ่นของครอบครัวกำลังเดินหน้าได้ดี ทุกอย่างดูเหมือนมั่นคง ลูกค้าสมัครสมาชิก สายเคเบิลถูกพาดตามหลังคาบ้านหลายพันหลัง รายได้หมุนเวียนสม่ำเสมอ และในตลาดเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจมากพอ ธุรกิจแบบนี้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้สบาย ๆ
แต่การมาของโลกอินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ สามารถเข้าถึงทุกหลังคาเรือน ผู้ให้บริการ Contents ชื่อดังสามารถกลืน Content ทุกประเภทได้ลงอย่างราบคาบ
นอกจากจะมีคำถามตามมา โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ที่ว่า “เคเบิลทีวี คือ อะไร” นั่นเพราะกลุ่มคนรุ่นนี้เลือกจะเสพ Contents จากสื่อใหม่มากกว่าที่มาจากเคเบิลทีวี
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า ธุรกิจเคเบิลทีวี กำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงธุรกิจขาลง จากการมาของสื่อใหม่นั่นเอง
บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ EasyNet ที่มีทายาทรุ่น 2 คือ “พงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และ “วาณา ธารีรัตนาวิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ซึ่งเธอคือ ภรรยาของ “พงศภัค” เริ่มจะมองออกถึงปัญหานี้ เพียงแต่ในตอนนั้น ทั้งคู่ยังเป็นมือใหม่ในองค์กร ไม่ได้มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้ไม่สามารถออกคำสั่งการเปลี่ยนแปลงองค์กรได้
ที่ผ่านมา มีธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยที่เริ่มต้นจากงานเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ แล้วค่อย ๆ สะสมความเชี่ยวชาญจนกลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งพอให้รุ่นต่อมาต่อยอดได้อย่างทรงพลัง แต่น้อยมากที่ธุรกิจเหล่านั้น จะมีลูกหลานที่กล้าหยุดถามตัวเองว่า “เราทำอะไรอยู่จริง ๆ” และกล้าตอบคำถามนั้นอย่างซื่อสัตย์ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กรใหม่ หรือไม่ !!!
“พงศภัค” บุตรชายคนโตของผู้ก่อตั้ง บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด ได้รู้จักและสานสัมพันธ์กับ “วาณา” ตกลงแต่งงานกัน จนได้โอกาสเข้ามารับช่วงต่อของกิจการบริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด
ทั้ง “พงศภัค” และ “วาณา” คือ คนรุ่นใหม่ที่เติบโตจากต่างประเทศ มีโอกาสทำงานในต่างประเทศ ดังนั้น การทำงานกับธุรกิจครอบครัว ย่อมเป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก เพราะในโลกที่ธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะ “อนุรักษ์” สิ่งที่มีอยู่ แต่ “พงศภัค” และ “วาณา” เลือกที่จะ “ต่อยอด” ให้กับครอบครัว “ธารีรัตนาวิบูลย์”
วันนี้ บริษัท อีซี่เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ EasyNet ไม่ใช่ธุรกิจเคเบิลทีวีเล็ก ๆ ในท้องถิ่นอีกต่อไป แต่คือ System Integrator ที่ดูแลระบบ IT Infrastructure ให้กับองค์กรทั่วประเทศ ตั้งแต่หอพักนักศึกษาไปจนถึงบริษัท Logistics ระดับ Global ดูแลอุปกรณ์มากกว่า 2.8 ล้านชิ้นต่อเดือน และกำลังเติบโต 2 หลัก ในแต่ละปี
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ตัวเลขที่ EasyNet ทำได้ แต่คือ “วิธีคิด” ที่ทำให้พวกเขามาถึงจุดนี้ ทั้ง “พงศภัค” และ “วาณา” กล้าเลือกที่จะ “รื้อระบบเดิม” ออกทั้งหมด แล้วสร้างใหม่บนรากฐานเดิมที่แข็งแกร่งกว่าที่เคย
บทสัมภาษณ์พิเศษ “พงศภัค” และ “วาณา” เราอยากให้เป็นกรณีศึกษาที่ผู้ประกอบการไทยทุกคน ควรได้รับทราบ ไม่ใช่เพราะมันเป็นเรื่องราวของความสำเร็จ แต่เพราะมันเป็นเรื่องราวของความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตให้มากกว่าความสำเร็จในอดีต
เมื่องานเล็ก ๆ คือ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
คุณเชียร์ ได้เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นเรื่องราว EasyNet ซึ่งคุณพ่อโกวิท ธารีรัตนาวิบูลย์ ได้ก่อตั้งธุรกิจเคเบิลทีวี ท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี ภายใต้ชื่อ “แสนสุข วิชั่น” ในยุคที่เคเบิลทีวี กำลังได้รับความนิยมเมื่อราว 25 ปีก่อน ซึ่งเป็นธุรกิจที่สองของครอบครัว ต่อจากบริษัท เอเชียน อินซูเลเตอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายลูกถ้วยไฟฟ้าเพื่อใช้ในกิจการไฟฟ้าและพลังงานรายใหญ่ของไทย
สำหรับรูปแบบการให้บริการและคอนเทนต์ของแสนสุข วิชั่น คือ ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีแบบเจาะจงกลุ่มลูกค้าตามบ้านเรือนโดยตรง โดยจะเข้าไปติดตั้งจานรับสัญญาณที่บ้านของลูกค้า และให้บริการช่องรายการทั่วไป รวมถึงเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ช่องรายการจากต่างประเทศ เช่น ช่องการ์ตูนที่ชื่อ Boomerang (คล้าย Cartoon Network) และช่อง National Geographic นอกจากจะนำมา Bundle เป็นคอนเทนต์บริการลูกค้าของตนเองแล้ว การถือลิขสิทธิ์ยังทำให้สามารถขายช่องรายการเหล่านี้ให้กับผู้ให้บริการรายอื่นได้อีกด้วย
เมื่อประมาณ 25-30 ปีก่อน ในยุคนั้น แสนสุข วิชั่น ถือเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และแทบจะเรียกได้ว่าผูกขาด (Monopoly) ตัวคอนเทนต์ช่องรายการในพื้นที่เลยทีเดียว แต่หลังจากดำเนินกิจการมาได้ราว 15 ปี ธุรกิจเคเบิลทีวีก็เริ่มเสื่อมความนิยมและค่อย ๆ ตกลงจนกลายเป็นธุรกิจ Sunset Business คุณพ่อจึงต้องเริ่มหาวิธีรับมือ เพื่อให้ธุรกิจเสียหายน้อยที่สุดและยังคงเดินหน้าต่อไปได้
เพื่อรักษาองค์กร พนักงาน และฐานลูกค้าเคเบิลทีวีเดิมเอาไว้และยืดอายุให้กับกิจการของแสนสุข วิชั่น คุณพ่อจึงเกิดไอเดียในการนำอินเทอร์เน็ตหรือระบบ WiFi เข้ามาให้บริการเสริมในรูปแบบ Add-on Service พ่วงไปกับเคเบิลทีวี ซึ่งในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีใครทำโมเดลการนำอินเทอร์เน็ตมา Bundle รวมกับเคเบิลทีวี
แน่นอนว่า การปรับตัวในครั้งนั้นช่วยให้ธุรกิจยังคงสร้างผลกำไรต่อไปได้ และกลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่ต่อยอดมาสู่การเปิดบริษัท EasyNet Thailand ที่ให้บริการเป็น System Integrator (SI) ด้านระบบไอทีและระบบโครงข่ายอย่างเต็มรูปแบบในปัจจุบัน
จาก “แสนสุข วิชั่น” สู่ “EasyNet Thailand”
คุณเชียร์ เล่าถึงการเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวจาก “แสนสุข วิชั่น” มาสู่ “EasyNet Thailand” เป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วยความท้าทายอย่างมาก ทั้งในแง่ของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจ และการเปลี่ยนผ่านระหว่างเจเนอเรชัน
เริ่มตั้งแต่ตัวคุณเชียร์เอง แม้คุณพ่อจะวางแผนและเตรียมนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามาเสริมธุรกิจเคเบิลทีวีเดิม โดยหวังให้ลูกชายกลับมาสานต่อ แต่ในช่วงแรกคุณเชียร์ ไม่คิดที่จะกลับมาทำธุรกิจครอบครัวเลย แต่เลือกไปทำงานเป็น Software Developer ในบริษัท Startup นานถึง 3 ปี เพราะอยากทำสิ่งที่ตัวเองชอบ และถนัด โดยไม่อยากพึ่งพาครอบครัว แม้คุณพ่อจะพยายามโน้มน้าวให้กลับมาช่วยบริหาร แต่คุณเชียร์รู้สึกลังเลเพราะมองว่า ตนเองถนัดการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่า ซึ่งการมาบริหารบริษัทฯ ต้องใช้ทักษะที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
กระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากการเข้ามาของคุณแจน (ลูกสะใภ้) จุดพลิกผันเกิดขึ้น เมื่อคุณพ่ออยากให้คุณแจน (ขณะนั้นกำลังคบหาเป็นแฟนกับคุณเชียร์) เข้ามาช่วยเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ คุณแจนยอมสละอาชีพและเกียรติยศที่กำลังรุ่งโรจน์ในฐานะผู้ฝึกสอนฟิกเกอร์สเก็ต ทีมชาติไทย เพื่อเข้ามาเริ่มทำงานจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย และเรียนรู้ทุกอย่างในบริษัท เมื่อเวลาผ่านไป เธอได้ทำผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ ปกครององค์กรอย่างมีธรรมาภิบาล คุณพ่อเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมขององค์กรและผลลัพธ์ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง จึงเปรยจะแต่งตั้งให้ คุณเชียร์-คุณแจน ขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงอย่างเต็มตัว ในวันนั้นคุณแจนเล่าว่า เธอยังไม่ตกลง แต่ถ้าเธอจะตกลง เธอมีเงื่อนไขที่เด็ดขาดกับพ่อสามีว่า “หากเธอจะยอมลงแรงทุ่มเทต่อองค์กรนี้ เธอต้องการความชัดเจน ว่าบริษัทฯ นี้ต้องเป็นของคุณเชียร์ เพื่อให้โครงสร้างการถือครองและการมีอำนาจตัดสินใจ (Authorize) บริหารงานมีความชัดเจนและเด็ดขาด” คุณแจน กล่าวพร้อมระบุว่า
“ในตอนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก เพราะเราเองก็มีเส้นทางของเราที่สดใส ทั้งเกียรติยศและรายได้ที่ดี สามารถก้าวสู่เส้นทางการเป็นผู้บริหารงานด้านกีฬาระดับนานาชาติได้เลย แต่ที่ตัดสินใจก้าวเข้ามา เพราะรู้ศักยภาพตัวเองและมีความมั่นใจสูงว่า สามารถจะต่อยอดธุรกิจนี้ได้อย่างไร้รอยต่อ ที่สำคัญยังเป็นการช่วยซัปพอร์ตตัวคุณเชียร์ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดกิจการอีกด้วย”
การปะทะกันของคนสองเจน (Generational Gap) และการรื้อระบบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้ามาบริหาร คุณเชียร์และคุณแจน ต้องเผชิญกับแรงต้านอย่างหนักจากผู้บริหารและพนักงานรุ่นเก่า (Conservative) ที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงและพอใจกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่คุณแจนเลือกที่จะใช้ความเด็ดขาด ด้วยการ “กวาดพื้น” หรือรื้อระบบใหม่ทั้งหมด
ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทั้งหมด จนออกแบบและนำมาตรฐานการทำงานอย่างมืออาชีพ และโปรโตคอลใหม่ ๆ ได้นำมาตรฐาน ISO เข้ามาจัดระเบียบองค์กรใหม่ โดยผลักดันให้พนักงานทุกคนต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพื่อพัฒนาบริษัทฯ ให้ก้าวไกล แข็งแรงกว่าเดิม สำหรับพนักงานรุ่นเก่าที่ยอมปรับตัวและเห็นผลลัพธ์ที่ดีก็มีความสุขและอยู่ต่ออย่างมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเอง ส่วนใครที่ไม่ยอมปรับตัวและทำผิดพลาดก็จะถูกตักเตือนจนสุดท้ายต้องออกจากบริษัทไปเองในที่สุด
และจากความเด็ดขาดในการเปลี่ยนผ่านและรื้อระบบเก่าสู่ยุคใหม่ ธุรกิจครอบครัวที่เคยอยู่ในจุดที่สถานะการเงิน “ติดลบ” และขาดทุน จนสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ถึง 300 ล้านบาทภายในเวลา 5 ปี ซึ่ง ความสำเร็จครั้งนี้ เปลี่ยนให้ EasyNet Thailand กลายเป็นบริษัท System Integrator เต็มรูปแบบ และทำให้คุณพ่อมีความภาคภูมิใจ และยอมรับกับผลลัพธ์ที่คุณเชียร์ คุณแจน บริหารงานได้อย่างมาก เพราะการปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณพ่อที่มีช่วงวัยความสำเร็จที่ต่างกัน โดยใช้วิธีที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย
Transformation Moment สัญญาณที่บอกว่า “แค่นี้ไม่พอ”
จะว่าไปแล้ว Core Business ของ EasyNet ในอดีตมีเพียงการให้บริการไวไฟในอะพาร์ตเมนต์เท่านั้น ทำให้รายได้ของบริษัทฯ ไม่เติบโตมากนัก เพราะไม่มีรูปแบบบริการใหม่ ไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่ขยายฐานลูกค้า ไม่ทำการวิจัยในตลาด แม้โมเดลธุรกิจแบบนี้ทำงานได้ผลลัพธ์ดีมาหลายปี แต่คุณแจนและคุณเชียร์ เริ่มเห็นสัญญาณที่น่ากังวลว่า ตลาดกำลังเปลี่ยน ผู้ให้บริการ IT รายใหญ่เริ่มเสนอบริการแบบครบวงจร ถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อยไป EasyNet อาจจะถูกแทนที่ในไม่ช้า
ดังนั้น EasyNet จึงตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ ด้วยการลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นของตัวเอง นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่าย เพราะการพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ต้องจ้าง Programmer In-house ต้องสร้างทีมใหม่ ต้องเป็นผู้บุกเบิกความท้าทายที่ไม่เคยมี และที่สำคัญไม่มีใครรับประกันว่า ทั้งหมดที่ลงทุนไปนี้จะประสบความสำเร็จ
“จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เมื่อบริษัทตัดสินใจลงทุนและพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างจริงจัง ทำระบบ WiFi Authentication & Gateway ที่เชื่อมต่อกับระบบมาตรฐานระดับโลกได้ พัฒนา Programmer In-house และขยับจากผู้ให้บริการไวไฟในอะพาร์ตเมนต์ไปสู่ System Integrator เต็มตัว” คุณแจนอธิบายถึงจุดเปลี่ยนครั้งนั้น
การเป็น System Integrator หมายความว่าลูกค้าไม่ต้องมี IT Department เป็นของตัวเองอีกต่อไป EasyNet สามารถเป็น IT Department ให้ได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่วางโครงสร้างระบบไอที ออกแบบระบบ Software แบบ Tailor-made วางแผนพร้อมกำหนดหรือระบุสเปกอุปกรณ์ งานเดินสายพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ทั้งระบบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ In house อีกทั้งดูแลระบบไอทีธุรกิจของลูกค้าแบบ Monitor 24 ชั่วโมง ตามเงื่อนไขที่ลูกค้าเลือกสรร
“เราดูตั้งแต่วางโครงสร้าง ออกแบบสเปกอุปกรณ์ เดินสายพร้อมติดตั้งระบบ แล้วหลังจากนั้นเราดูแลระบบไอทีธุรกิจของคุณ Monitor 24 ชั่วโมง เกิดอะไรขึ้น Alert ทันที ซึ่งเราจะแก้โดยการ Remote ก่อน ถ้า Remote ไม่สำเร็จ เราส่งทีมหรือผู้ดูแลเข้า Onsite ลูกค้าภายใน 4-24 ชั่วโมงแล้วแต่พื้นที่ ซึ่งถ้าพบว่า Hardware เสียหายหรือชำรุด เราเปลี่ยนใหม่ทันที ไม่ต้องมารอเคลม ทำงานเอกสาร หรือตรวจสอบประวัติการใช้งานให้ยุ่งยาก นอกเหนือจากนั้น ในระหว่างทางหากลูกค้ามีความต้องการเรื่อง Software เพิ่มเติมก็สามารถทำคู่ขนานไปได้พร้อม ๆ กันอีกด้วย”
กำแพงแห่ง “Comfort Zone” และห้องประชุมที่ไร้เสียงสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจผู้ให้บริการระบบไวไฟพร้อมอินเทอร์เน็ตและวางระบบไอที (EasyNet Thailand) คือทางรอดเดียว แต่การนำพาองค์กรที่มีอายุหลายสิบปีให้ก้าวไปข้างหน้า กลับต้องพุ่งชนกับกำแพงที่ชื่อว่า “ความคุ้นเคย”
คุณแจน เล่าถึงบรรยากาศในช่วงแรกของการเข้ามารับตำแหน่งบริหารว่า “วันที่เรานั่งอยู่ในห้องประชุมกัน ไม่มีใครซัปพอร์ตเลยแม้แต่คนเดียว เพราะพนักงานส่วนใหญ่เขาไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง เขาอยากอยู่แบบเดิมที่คุ้นเคยจนในที่สุดเราต้องกำหนดมาตรการว่า “ถ้าไม่ยอมเปลี่ยน ก็ไปต่อด้วยกันไม่ได้”
คุณเชียร์ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า “การยอมทนกับคนที่ไม่ยอมปรับตัว ถือเป็นการเอาเปรียบและไม่ยุติธรรมต่อพนักงานที่มีศักยภาพและพร้อมที่จะพัฒนา พร้อมเรียนรู้ ซึ่งมี Potential ในการทำงานในร่วมกับองค์กรของผม”
พลิกโฉมธุรกิจด้วย Subscription Model
ภายหลังจากรื้อโครงสร้างภายใน รวมถึงการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ SI อย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่คุณแจนและคุณเชียร์ ได้เปิดโมเดลการให้บริการรูปแบบใหม่ เป็นการเช่าระบบพร้อมอุปกรณ์อย่างครบวงจร (Subscription Model) ซึ่งถือเป็นพลิกโฉมรูปแบบการให้บริการไอที จากการขายขาดแบบเดิม (ซื้อแล้วจบ) มาเป็นการดูแลระยะยาวแบบครบวงจร ซึ่งจุดเด่นของบริการรูปแบบนี้มีหลายมิติ เริ่มจาก
- ความยืดหยุ่นและควบคุมต้นทุนได้ คือ ลูกค้าสามารถเลือกสเปกอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจและวางแผนต้นทุนได้จริง โดยค่าบริการเริ่มต้นที่ 2,500 บาทต่อเดือน (เช่น ร้านอาหารขนาด 10 โต๊ะ) ไปจนถึงระดับ 200,000 บาทต่อเดือน ตามขนาดของสเกลงาน โมเดลนี้ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ลงทุนซื้ออุปกรณ์แบบ 100% ตั้งแต่แรก แต่สามารถเริ่มจากความจำเป็นตามความเหมาะสมจากแพ็กเกจเล็ก ๆ ก่อนได้
- การดูแลเสมือนเป็นแผนกไอที (IT Department) ขององค์กร คือ การเช่าระบบพร้อมอุปกรณ์เต็มรูปแบบครอบคลุมการดูแลรักษาระบบทั้งหมด โดยหากอุปกรณ์เสียระหว่างสัญญา EasyNet จะเปลี่ยนให้ฟรีทันทีทุกกรณี ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาดำเนินการเคลมกับผู้ผลิตเอง นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือน (Alert) ที่ทำให้ทีมงานสามารถตรวจพบปัญหาและส่งอุปกรณ์ใหม่ไปเปลี่ยนให้ทันที โดยที่ลูกค้าอาจจะยังไม่ทันทราบถึงปัญหาด้วยซ้ำ สิ่งนี้ช่วยลดต้นทุนทรัพยากรบุคคลของลูกค้า ทำให้ลูกค้าสามารถนำเวลาไปโฟกัสกับการบริหารธุรกิจหลักได้อย่างเต็มที่
- ลดความเสี่ยงในการย้ายหรือยุบสาขา เพราะในอดีตหากลูกค้าลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ไปแล้ว 100% เมื่อต้องย้ายหรือปิดสาขา อุปกรณ์เหล่านั้นจะกลายเป็นของสูญเปล่าทันที แต่ด้วยโมเดลนี้ หากลูกค้าต้องการย้ายทำเลธุรกิจ ก็สามารถย้ายอุปกรณ์ตามไปได้โดยไม่เสียเงินลงทุนฟรี ๆ และจ่ายเพียงแค่ค่ารื้อถอนและติดตั้งใหม่เท่านั้น
- การอัปเกรดอุปกรณ์และความยั่งยืน (CSR) โดยปกติแล้วเมื่อใช้งานครบ 4 ปี EasyNet จะทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ชุดใหม่ให้กับลูกค้าโดยที่ลูกค้ายังคงจ่ายค่าบริการในราคาเดิม สำหรับอุปกรณ์เก่าที่ถูกถอดออกหรือลูกค้าหมดสัญญา จะไม่ถูกทิ้งให้เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะถูกนำไปส่งต่อ เพื่อทำ CSR ให้กับผู้ด้อยโอกาส เช่น เด็ก เยาวชน สตรี และสถานพยาบาลที่ต้องการการเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
- การเติบโตอย่างยั่งยืนของ EasyNet ในมุมมองของผู้ให้บริการ โมเดลนี้ไม่ได้เน้นแค่การขายของเพื่อรับเงินก้อนใหญ่ แต่เน้นที่การซื้อความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) และสร้างคอมมิวนิตี การเก็บค่าบริการรายเดือน ทำให้บริษัทมีรายได้หมุนเวียน (Recurring Income) เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถคาดการณ์และตั้งเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ความใส่ใจในการบริการยังส่งผลให้ อัตราการยกเลิกบริการของลูกค้ามีไม่ถึง 2% และเมื่อบริษัทดำเนินงานจนถึงจุดคุ้มทุนแล้ว รายได้ที่เข้ามาหลังจากนั้นจะกลายเป็นผลกำไรระยะยาวอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริการวางระบบไอทีของบริษัท EasyNet Thailand ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์องค์กรทุกรูปแบบ ทุกธุรกิจอย่างครบวงจร โดยครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา (Consult) ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลรักษาระบบ (Maintenance Service) ซึ่งมีบริการหลักที่สำคัญ 5 ด้าน ดังนี้
- ระบบโครงข่ายเน็ตเวิร์ก (Network) เป็นบริการหลักที่เป็นหัวใจและโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญและได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม
- ระบบซอฟต์แวร์และการจัดการข้อมูล ครอบคลุมระบบบริหารจัดการภายในองค์กร เช่น ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบของโรงแรม และระบบบัญชี ซึ่งจะถูกเชื่อมโยงให้ทำงานสอดคล้องกับระบบเน็ตเวิร์กอย่างสมบูรณ์
- ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) บริการที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลขององค์กรจากภัยคุกคามหรือสแกมเมอร์ โดยมีระบบการยืนยันตัวตน (Authentication) เก็บ Log ตามกฎหมายไทย นโยบาย PDPA ระดับ Enterprise Grade เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- IoT และ Smart Device การติดตั้งอุปกรณ์อัจฉริยะที่ไม่ได้จำกัดแค่ภายในอาคาร แต่ครอบคลุมถึงพื้นที่ภายนอก เช่น ระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ดิจิตอลดอร์ล็อก หรือแม้กระทั่งระบบไม้กั้นลานจอดรถ
- งานออกแบบและสร้างภาพลักษณ์ (Key Visual & CI) สามารถออกแบบหน้าล็อกอินใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ตรงกับอัตลักษณ์ของแบรนด์ลูกค้าได้ เช่น การแยกหน้าล็อกอินสำหรับพื้นที่ร้านอาหารที่เช่าอยู่ในโรงแรมหรือหน้าล็อกอินสำหรับงานอิเวนต์รวมไปถึงการรับออกแบบ CI สำหรับลูกค้าที่อยากจะ Rebranding เพื่อปรับอัตลักษณ์ของแบรนด์ สำหรับเพื่อเพิ่มสนับสนุนการตลาดเพื่อสร้างยอดขายให้แบบครบวงจร
นอกจากนี้ คุณแจน ยังบอกถึงจุดเด่นที่ทำให้บริการวางระบบของ EasyNet แตกต่างจากคู่แข่ง ครอบคลุมถึง 4 ด้าน ประกอบด้วย
- ทีม Software Developer เป็นของตัวเอง (In-house) บริษัทฯสามารถรับโจทย์และเขียนโปรแกรมตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกรูปแบบด้วยทีมงานภายใน โดยไม่ต้องไปจ้างทีมภายนอก (Outsource)
- ตีโจทย์แตกและรับฟังลูกค้าอย่างแท้จริง ผู้บริหารและทีมงานสามารถสื่อสารและแปลงความต้องการของลูกค้าให้ออกมาเป็น Requirement ทางเทคนิคได้จริง โดยไม่มีการประนีประนอมหรือลดทอนความต้องการของลูกค้า
- นิยามใหม่ของคำว่า SI EasyNet ไม่ได้มองว่า ตนเองเป็นเพียงผู้ที่นำฮาร์ดแวร์หรือระบบมาต่อเข้าด้วยกันเท่านั้น แต่มองลึกลงไปถึง การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว (Partnership & Relationship) และความยั่งยืนของระบบธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีทีมที่ช่วยแนะแนวและแก้ปัญหาได้จริง
- ครอบคลุมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ระบบไอทีของบริษัทมีความเสถียรจนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ SME หอพัก โรงแรม ไปจนถึงองค์กรระดับประเทศและ Global Brand ที่มีพนักงานกว่า 3,000 คน เช่น บริษัทโลจิสติกส์ DHL
มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
คุณแจน ย้ำว่า การเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการสร้างบริหารใหม่ ๆ สุดท้ายปลายทางของ EasyNet Thailand ต้องการก้าวไปสู่ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Growth) ซึ่งจะถูกส่งผ่านกลยุทธ์การบริหารธุรกิจที่เน้นความมั่นคงระยะยาว มากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดหรือการกอบโกยผลกำไรระยะสั้น โดยมีมิติในการสร้างความยั่งยืนที่ครอบคลุมหลายด้าน
เน้นสร้างความจงรักภักดี (Brand Loyalty) มากกว่าเงินก้อน บริษัทเลือกที่จะไม่ทำธุรกิจแบบขายอุปกรณ์รับเงินก้อนใหญ่แล้วจบไปเหมือนผู้ให้บริการรายอื่น เพราะมองว่าเป็นการเติบโตแบบไม่ยั่งยืน ได้เงินมาเร็วก็อาจล้มเร็วหากบริหารไม่ได้ แต่เลือกใช้โมเดลการเช่าระบบ/สมัครสมาชิก (Subscription) ที่เน้นการดูแลระบบให้ลูกค้าใช้งานได้จริง ช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนและเติบโตไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสร้างความเชื่อใจและทำให้เกิดรายได้หมุนเวียน (Recurring Income) อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ยังปฏิเสธการเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เพื่อรักษาความคล่องตัว แม้บริษัทจะสามารถพลิกฟื้นจากจุดติดลบมาสร้างรายได้กว่า 300 ล้านบาทและมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ในขณะนี้ เพราะมองว่า การเป็นบริษัทมหาชนจะตามมาด้วยการตรวจสอบที่รัดกุมจนทำให้การขยับขยายธุรกิจทำได้ช้าลง อีกทั้งโอกาสที่จะต้องแบกรับต้นทุนพนักงานที่สูงขึ้น การเติบโตด้วยผลกำไรปีละ 40-100 ล้านบาทโดยที่ผู้บริหารยังมีอำนาจควบคุมทิศทางการบริหารและสั่งการได้อย่างเต็มที่จึงมีคุณค่าและยั่งยืนกว่าการมีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงถึง 900 ล้านบาทแต่จะต้องแลกกับสิ่งที่ตามมาพร้อมกับการบริหารจัดการที่ยากขึ้น
ควบคุมขนาดองค์กรและลงทุนกับบุคลากร (Lean & Deep Investment) เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทไม่ต้องการขยายจำนวนพนักงานให้มากมาย (ตั้งเป้าควบคุมพนักงานให้อยู่ในระดับไม่เกิน 50 คน) แต่จะมุ่งเน้นการลงทุนพัฒนาศักยภาพ (Invest) กับพนักงานที่มีอยู่ให้ทำงานแบบก้าวข้ามขีดจำกัด (Multi-skill) ได้ บริษัทมองว่า การเร่งจ้างงานเพียงเพื่อให้ได้งานเร็วแต่คนอยู่ไม่นาน เป็นการเสียเวลาและไม่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคง อีกทั้งหากผลัดเปลี่ยนบุคลากรบ่อยครั้ง ย่อมมีผลกระทบต่อวัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างมาก
ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Zero Waste & CSR) โมเดลการให้บริการของบริษัทถูกออกแบบมาไม่ให้มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า อุปกรณ์รุ่นเก่าที่ใช้งานครบกำหนด หรืออุปกรณ์จากไซต์งานที่ลูกค้ายุบสาขา จะถูกนำไปต่อยอดในรูปแบบโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยให้หน่วยงานท้องถิ่นทำเรื่องจดหมายขอความอนุเคราะห์เพื่อขออุปกรณ์ไปติดตั้งและตั้งค่าซอฟต์แวร์ให้ใช้งานได้ฟรี ซึ่งมุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ที่ขาดโอกาส เช่น เด็ก เยาวชน สตรี และหน่วยงานอนามัย เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการศึกษาออนไลน์ได้ นโยบายนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายสูญเปล่าให้ลูกค้าแต่ยังเป็นการคืนคุณค่ากลับคืนสู่สังคมด้วย
เติบโตผ่านการจับมือกับพันธมิตร (Collaborative Growth) ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในเรื่อง “พลังของการช่วยเหลือกัน” เพราะทุกบริษัทมีความเก่ง ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน โดยมองว่าการทำธุรกิจไม่ควรแข่งขันเพื่อฆ่าฟันกันเพียงอย่างเดียว แต่ควรหาพาร์ตเนอร์เพื่อแบ่งปันความรับผิดชอบ หรือเปลี่ยนจากคู่แข่งมาเป็นพันธมิตรร่วมกัน (Partnership) การเกื้อกูลกันในลักษณะนี้จะช่วยยกระดับและขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งกว่าการเติบโตแบบโดดเดี่ยว
ก้าวข้ามความสำเร็จเดิม สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
เรื่องราวของ EasyNet Thailand พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การสืบทอดธุรกิจครอบครัวในยุคแห่งดิจิทัล ดิสรัปชัน ไม่ใช่เพียงการพยายามรักษาสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ แต่คือ “ความกล้าหาญ” ที่จะตั้งคำถามและเปลี่ยนแปลงหรือแม้แต่การรื้อโครงสร้างและก้าวออกจากความสำเร็จเดิม ๆ ดังนั้นการเข้ามารับไม้ต่อของคุณเชียร์และคุณแจน ได้พลิกโฉมวิกฤตของธุรกิจเคเบิลทีวีท้องถิ่นให้กลายเป็นบริษัท System Integrator แถวหน้าของประเทศได้อย่างสง่างาม
ด้วยการฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ผ่านโมเดล Subscription ที่เข้าใจหัวอกและข้อจำกัดของผู้ประกอบการ การพัฒนาซอฟต์แวร์อินเฮาส์เป็นของตนเอง ไปจนถึงจุดยืนที่แน่วแน่ในการบริหารงาน ทั้งการเลือกที่จะเติบโตอย่างมั่นคงโดยไม่ง้อตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนกับศักยภาพของบุคลากร และการคืนคุณค่าสู่สังคมผ่านนโยบาย Zero Waste และ CSR สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ EasyNet ก้าวข้ามคำว่า “ผู้รับเหมาวางระบบไอที” สู่การเป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์
ท้ายที่สุด บทเรียนจากเส้นทางของ EasyNet Thailand สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ธุรกิจที่จะอยู่รอดและผงาดขึ้นเป็นผู้นำได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ธุรกิจที่กอบโกยผลกำไรได้เร็วที่สุดหรือมีสเกลที่ใหญ่โตที่สุด แต่คือธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและ “ยั่งยืน” มีความจริงใจต่อลูกค้า เผชิญหน้ากับความจริงและพร้อมที่จะจับมือพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน
เขียนและเรียบเรียง : สุรชัย บ่อจันทึก
ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/
Line Business+ : https://lin.ee/pbIHCuS
IG : https://instagram.com/businessplus.th
Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829
#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business
The Business Plus บิสิเนสพลัส
