หากพูดถึงแอปพลิเคชั่นสอนภาษาอันดับ 1 ของโลกตอนนี้ ก็คงหนีไม่พ้น Duolingo ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และมีมูลค่ามากกว่าแสนล้านบาทแล้วในปัจจุบัน โดยหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Duolingo ได้รับความนิยมขนาดนี้ส่วนหนึ่งมาจากระบบหลังบ้านหรือระบบ AI ที่ช่วยให้ผู้ใช้อยากกลับมาเปิดแอปฯ ในทุก ๆ วัน
สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Duolingo เป็นแอปฯ สอนภาษาที่มีการนำเสนอในรูปแบบของเกมเป็นด่าน ๆ เมื่อผู้ใช้เริ่มต้นเรียนก็จะเป็นบทเรียนแบบง่าย ๆ ก่อน เมื่อตอบถูกก็จะสามารถไต่ระดับไปด่านต่อไปที่มีบนเรียนที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ โดย Duolingo มีโมเดลธุรกิจแบบฟรีเมียม (Freemium) หรือก็คือเปิดให้ใช้งานได้ฟรี แต่ถ้าอยากได้ฟีเชอร์ เช่น ไม่มีโฆษณา และคอร์สใหม่ ๆ ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
ปัจจุบัน Duolingo มีผู้ใช้งานต่อวันมากกว่า 50 ล้านไอดี แปลว่าในแต่ละวัน บริษัทจะสามารถเก็บ Data ต่าง ๆ ได้มหาศาล จากการที่มีผู้ใช้เข้าแอปฯ มาทำแบบฝึกหัดภาษาเป็นพันล้านคอร์สต่อวัน ไม่ว่าจะเป็น Data แบบฝึกหัดที่คนตอบถูกเยอะ ตอบผิดเยอะ ข้ามบทเรียน หรือออกจากแอปฯ กลางคัน
ข้อมูลเหล่านั้นถูกเก็บและป้อนเข้าสู่ระบบ AI เพื่อเรียนรู้ว่าอะไรทำให้คนอยากเรียนต่อ และอะไรที่ทำให้เลิกใช้แอปฯ ทำให้บริษัทสามารถสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งรายอื่นได้
หนึ่งในระบบ AI ของ Duolingo เรียกว่า Bandit Algorithm ซึ่งได้ชื่อมาจากตู้สล็อต (One-armed Bandit) ในคาสิโน โดยสมมติว่า เราเดินเข้ามาในห้องที่มีตู้สล็อตเต็มไปหมด โดยเรารู้ว่ามีตู้หนึ่งที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าตู้อื่นทั้งหมด แต่ไม่รู้ว่าคือตู้ไหน ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือการทดลองเล่นทีละตู้ เพื่อให้เล่นไปสักพักเราก็จะรู้แล้วว่าตู้สล็อตไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุด
ระบบ AI นี้ก็ใช้หลักการเดียวกัน โดยแต่ละวัน Duolingo มีการส่งข้อความแจ้งเตือนหรือ Push Notification มากกว่า 100 แบบ โดยตรงไปให้กับผู้ใช้ โดยทุกครั้งที่ส่ง Notification ระบบจะติดตามว่าคนกลับมาเปิดแอปฯ หรือเปล่า แล้วค่อย ๆ ปรับว่าข้อความแบบไหนได้ผลกับผู้ใช้คนไหนและในช่วงเวลาไหนของวัน
ยกตัวอย่างเช่น Notification ที่กล่าวถึงชื่อภาษาที่ผู้ใช้คนนั้นกำลังเรียนอยู่ จะมีแนวโน้มทำให้กลุ่มผู้เรียนภาษาจีนกดเข้ามาเรียนในแอปฯ มากกว่า เมื่อเทียบกับผู้เรียนภาษาอังกฤษ
อีกตัวอย่างข้อความ Notification ที่มักจะสามารถเรียกให้ผู้ใช้กลับเข้าแอปฯ อีกครั้ง ก็คือการเขียนว่า “ดูเหมือนการแจ้งเตือนไม่ได้ผลกับคุณ เราจะหยุดส่งแล้วนะ” ซึ่งมีผลทำให้คนรู้สึกผิดและกลับมาเปิดแอปฯ ส่งผลให้ Retention Rate เพิ่มขึ้น 3%
นอกจาก AI แล้ว Duolingo ยังใช้ A/B testing หรือการทดสอบเปรียบเทียบฟีเชอร์ที่แตกต่างกันกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เหมือนกัน โดยบริษัทมีการทดสอบทุกอย่างตั้งแต่เวลาส่งแจ้งเตือน ความยากของบทเรียน ความยาวของแบบฝึกหัด ไปจนถึงการออกแบบหน้าจอในระดับพิกเซล
นอกจากการนำ AI มาใช้ปรับระบบต่าง ๆ ในแอปฯ แล้ว Duolingo ยังทำให้ตัว AI เป็นสินค้าที่ขายได้โดยตรง ผ่านแพ็กเกจ Duolingo Max ที่ผู้ใช้ต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนประมาณ 1,000 บาท (30 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยแพ็กเกจนี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถฝึกการสนทนากับ AI bot แบบ Role-play
โดยบริษัทเคยทำการวิจัยพบว่า เมื่อถามผู้ใช้ว่าอยากฝึกสนทนากับมนุษย์จริงไหม คนส่วนใหญ่จะบอกว่าอยาก แต่พอถามว่าจะลองเดี๋ยวนี้เลยไหม แทบทุกคนปฏิเสธ เพราะกลัวถูกตัดสิน แต่ถ้าหากสนทนากับ AI ผู้ใช้จะรู้สึกกล้าฝึกมากขึ้น
สรุปแล้ว ฐานผู้ใช้จำนวนมหาศาลของ Duolingo ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลให้ AI สามารถเรียนรู้ได้ต่อเนื่อง และในอนาคตถ้าแอปฯ มีผู้ใช้มากขึ้น ข้อมูลก็ยิ่งมากขึ้น AI ก็ฉลาดขึ้นไปอีก กลายเป็นลูปส่งเสริมกันเอง ที่ทำให้คู่แข่งสามารถตามทันได้ยาก
ที่มา: CNBC, WSJ, Duolingo
The Business Plus บิสิเนสพลัส
