หากพูดถึงแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติแล้ว หนึ่งในนั้นต้องมี Patagonia แบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กิจกรรมเอาต์ดอร์จากสหรัฐอเมริกา อย่างแน่นอน
จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Patagonia มาจากคุณ Yvon Chouinard ที่เริ่มต้นปีนหน้าผาเมื่อปี 1953 ขณะที่ยังมีอายุแค่ 14 ปี เท่านั้น โดยตัวเขาพบว่าอุปกรณ์ปีนผา Piton ซึ่งเป็นตะขอเหล็กสำหรับตอกไว้ในหน้าหินเพื่อยึดเกาะ ที่มีขายตามท้องตลาดยังคุณภาพไม่ดีพอ แถมยังเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง คุณ Chouinard จึงเริ่มหัดตีเหล็กเพื่อผลิต Piton ใช้เอง
หลังจากทำ Piton ชิ้นแรกขึ้นมา คุณ Chouinard ก็นำมาลองใช้แล้วได้ผลอย่างดี จนเพื่อนนักปีนผาหลายคนอยากได้กันหมด ทำให้คุณ Chouinard หันมาทำอุปกรณ์ปีนผาของตัวเองขาย จนกระทั่งในปี 1965 คุณ Chouinard จับมือกับคุณ Tom Frost ก่อตั้ง Chouinard Equipment เพื่อออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ปีนผา จนกลายมาเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ปีนผารายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม คุณ Chouinard เริ่มมองเห็นปัญหาของการใช้ Piton แบบเดิม ๆ เพราะโดยปกติแล้ว นักปีนเขาจะต้องใช้ค้อนตอก Piton ตามหน้าผาหินแล้วดึงออกเวลาจะปีนต่อ ทำให้เกิดความเสียหายต่อหน้าผาหินมาก พวกเขาจึงตัดสินใจเลิกขาย Piton แล้วหันไปพัฒนาทางเลือกใหม่คือ Aluminum Chocks หรือลิ่มอะลูมิเนียมที่ใช้มือสอดเข้าไปในรอยแยกหินได้โดยไม่ต้องค้อนตอก มาวางขายครั้งแรกในปี 1972 จนได้รับความนิยม
ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัทหันมาทำเสื้อผ้ามาจากตอนที่คุณ Chouinard เดินทางไปปีนผาที่สกอตแลนด์ในปี 1970 และซื้อเสื้อรักบี้มาตัวหนึ่งเพื่อใส่ปีนผา เพราะคอเสื้อแข็งแรงพอที่จะป้องกันสายอุปกรณ์ไม่ให้บาดคอ จนเพื่อนๆ หลายคนเห็นแล้วก็อยากได้บ้าง ประกอบกับการที่เสื้อผ้ามีมาร์จิ้นที่สูงกว่าอุปกรณ์ปีนผา ภายในปี 1972 บริษัทจึงขยายไลน์สินค้าครอบคลุมเสื้อผ้าและอุปกรณ์เสริมด้านการปีนผาอีกหลายชนิด และเปิดหน้าร้านเป็นครั้งแรกในปี 1973 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย
อย่างไรก็ตาม คุณ Chouinard และ Frost เริ่มมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันด้านทิศทางของบริษัท ทำให้ในปี 1975 คุณ Forst ถอนตัวออกจากบริษัท และชื่อบริษัทก็เปลี่ยนมาเป็น Patagonia ในที่สุด หลังจาก Chouinard รู้สึกประทับใจกับการเดินทางไปภูมิภาคชื่อเดียวกันในอเมริกาใต้
ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ของคุณ Chouinard ในการนำ Patagonia ตั้งแต่วันแรกนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายหลักในการสร้างกำไรให้ตัวเอง แต่คือการทำอุปกรณ์ปีนผาที่แข็งแกร่งและไม่ทำลายโลก รวมไปถึงการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งจุดยืนนี้ก็สะท้อนออกมาจากการกระทำที่ผ่านมา
ยกตัวอย่างเช่น ช่วงปี 1970 Patagonia บริจาคเงินเพื่อช่วยปกป้อง Ventura River จากแผนการพัฒนาที่คุกคามถิ่นที่อยู่ของปลา และในปี 1985 บริษัทก็ประกาศว่าจะบริจาค 10% ของกำไรให้กับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขณะที่ปี 1988 เปิดตัวแคมเปญระดับชาติครั้งแรกเพื่อปกป้อง Yosemite Valley จากนั้นในปี 2001 ก็ริเริ่มโครงการ 1% for the Planet ที่ประกาศจะบริจาค 1% ของยอดขายทั้งหมดให้กับองค์กรสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะมีกำไรหรือขาดทุน
ทำให้ในปี 2012 Patagonia ได้รับการรับรองเป็น B Corporation หรือ Benefit Corporation ซึ่งเป็นมาตรฐานว่าบริษัทได้ผ่านเกณฑ์สูงสุดด้านการตระหนักถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในแคมเปญการตลาดที่โด่งดังไปทั่วโลกของ Patagonia คือโฆษณา Black Friday ปี 2011 ที่บริษัทซื้อโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ The New York Times เป็นรูปสินค้าแจ็คเก็ตของตัวเองพร้อมพาดหัวว่า Don’t Buy This Jacket บ่งบอกให้ลูกค้าไม่ต้องซื้อแจ็คเก็ตที่ขายดีที่สุดของแบรนด์ตัวเอง เพื่อทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรมเสื้อผ้า และสนับสนุนให้คนซื้อของมือสองหรือไม่ซื้อเลยเพื่อลดการบริโภค
อย่างไรก็ตาม คุณ Chouinard มองว่าทั้งหมดที่บริษัททำมาหลายสิบปีนั้นยังไม่เพียงพอที่จะช่วยกู้วิกฤติสภาพแวดล้อมได้ ทำให้ในปี 2022 คุณ Chouinard ประกาศโอนหุ้นทั้งหมดของ Patagonia เข้าสู่สองหน่วยงานใหม่คือ Patagonia Purpose Trust และ Holdfast Collective ที่มีพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนจัดตั้งขึ้นโดยคุณ Chouinard เอง พร้อมกับกล่าวว่า “ผู้ถือหุ้นเพียงหนึ่งเดียวของบริษัทเราคือโลกใบนี้”
เวลาผ่านมามากกว่า 60 ปี นับตั้งแต่คุณ Chouinard ก่อตั้งบริษัทขึ้นมา ตอนนี้ Patagonia ขยายไลน์สินค้าไปครอบคลุมอุปกรณ์และที่สินค้าที่จำเป็นต่อกิจกรรมเอาต์ดอร์ทุกอย่าง วางขายหน้าร้านมากกว่า 70 แห่งมากทั่วโลก ขณะที่ปีที่แล้ว บริษัทมียอดขายทั่วโลก 47,253 ล้านบาท ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยกำไร แต่คาดการณ์กันว่าอยู่ในระดับ 3,200 ล้านบาท
สรุปแล้ว Patagonia ก็เป็นเรื่องราวของบริษัทระดับโลกที่ไม่เหมือนใครและเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจไม่น้อยกับคนทำธุรกิจ เพราะพิสูจน์ให้เห็นว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมกับการทำกำไรไม่ได้ขัดแย้งกันเสมอไป หากบริษัทมีสินค้ามีคุณภาพและมีวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนแบบตรงไปตรงมา ก็จะได้ลูกค้าสองกลุ่มในคราวเดียว ทั้งคนที่รักสินค้า และคนที่รักในสิ่งที่แบรนด์ยืนหยัดอยู่
ที่มา: Wikipedia, Patagonia, The New York Times
The Business Plus บิสิเนสพลัส

