ผลงานปี 2568 All Time High “BAM” วาง 3 แนวทางปี 2569 โตต่อ

จากผลงานของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ที่มีผลเรียกเก็บ 17,857 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลเรียกเก็บ 15,161 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโตถึง 18% กำลังพิสูจน์ว่าวิกฤตหนี้เสียไทยมูลค่า 5 แสนล้านบาท คือโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษนี้

มีความจริงที่ไม่สบายใจซ่อนอยู่ในตัวเลขเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ และความจริงนั้นคือ ในขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่กำลังหดตัวและระมัดระวังการลงทุน มีบริษัทหนึ่งที่เติบโต 18% ในปีเดียวกันอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีใครตั้งคำถามว่า เหตุใดมันจึงเติบโตได้แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 5 ปี ในภาวะที่เศรษฐกิจกดดันหนักที่สุดในรอบทศวรรษ

และคำตอบนั้นไม่ได้ซับซ้อน แต่มันท้าทายความเชื่อพื้นฐานที่นักธุรกิจส่วนใหญ่ยึดถือ นั่นคือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ที่สร้างผลงานการทำงานแบบโดดเด่นอย่างมาก

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ว่า บริษัทฯ สร้างผลเรียกเก็บได้มากถึง 17,857 ล้านบาท เติบโต 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 15,161 ล้านบาท และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ผลงานด้าน NPL ที่โตถึง 24% แตะระดับ 10,670 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความสำเร็จของ BAM แต่คือกระจกที่สะท้อนให้เห็นภาพที่แท้จริงของสุขภาพทางการเงินในระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีมูลค่าหนี้เสียในความดูแลของ BAM เพียงบริษัทเดียวสูงถึงกว่า 473,957 ล้านบาท และนั่นคือขนาดของโอกาสที่บริษัทกำลังสร้างผลลัพธ์จากสินทรัพย์ขนาดใหญ่ก้อนนี้

เพื่อเข้าใจว่า เหตุใดผลงานปี 2568 ของ BAM จึงเป็น Bigmove ที่สำคัญกว่าที่หลายคนมองเห็น ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจกับบริบทมหภาค ที่กำลังเล่นบทบาทสำคัญในการเปิดโอกาสให้ BAM อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบหลายปี โดยหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังทรงตัวในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยที่กดดันผู้กู้ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.6% ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้หนี้เสียในระบบสถาบันการเงินไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

และสำหรับ BAM แต่ละหน่วยของหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นในระบบ คือแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพสำหรับธุรกิจของพวกเขา แต่ที่ทำให้ปี 2568 โดดเด่นอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เติบโต แต่คือ “วิธี” ที่ BAM สร้างการเติบโตนั้น

เริ่มจากกลยุทธ์ Partnership ที่บริษัทเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ผ่าน JV AMCs อย่างบริษัท บริหารสินทรัพย์ อารีย์ และบริษัท บริหารสินทรัพย์ อรุณ ซึ่งสร้างกำไรสุทธิได้ 107 ล้านบาท และ 87 ล้านบาท ตามลำดับ

เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า BAM กำลังเปลี่ยนตัวเองจากผู้บริหารสินทรัพย์เพียงลำพัง มาสู่ผู้สร้างระบบนิเวศที่ดึงศักยภาพของพันธมิตรทั้งในและนอกระบบการเงินมาร่วมขับเคลื่อนผลลัพธ์พร้อมกัน และนั่นคือความแตกต่างระหว่างการเล่นเกมคนเดียวกับการสร้างสนามแข่งที่ตัวเองเป็นเจ้าของกติกา

และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในแง่ยุทธศาสตร์ คือ โครงการ “ทรัพย์มหาชน” กับยอดขายได้ถึง 858 ล้านบาท จากกว่า 1,074 รายการ โดยการเปิดตัวโครงการนี้ ไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาดเพื่อระบาย NPA ออกจากพอร์ต แต่คือการที่ BAM ตัดสินใจเปลี่ยนบทบาทตัวเองจาก “ผู้บริหารสินทรัพย์” มาสู่ “ผู้สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ” ด้วยการเปิดช่องทางให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีกำลังซื้อพอ สำหรับอสังหาริมทรัพย์ใหม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมผ่านเงื่อนไขพิเศษได้

การเปลี่ยนแปลงเชิงจุดยืนนี้ ไม่เพียงสร้างรายได้ในระยะสั้น แต่ยังสร้าง Brand Position ที่แข็งแกร่งในระยะยาวด้วยการที่ BAM กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคม ไม่ใช่แค่ตัวละครในโลกการเงิน

และเมื่อผลงานปีที่ผ่านมา ยิ่งโดดเด่นมาก ส่งผลให้แผนการทำงานปี 2569 ยิ่งจะต้องเดินหน้าแบบเต็มสูบ โดย ดร.รักษ์ฯ กล่าวว่า ปีนี้ BAM วางเป้าหมายผลเรียกเก็บไว้ที่ 17,900 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ “3 ฟันเฟือง”

ฟันเฟืองแรก เน้นการบริหาร NPL และ NPA อย่างเข้มข้น ผ่านการจัดกลุ่มลูกหนี้เป็น S M L และการเร่ง Cash Conversion Cycle คือการตอบโจทย์โดยตรงกับคอขวดที่ธุรกิจบริหารสินทรัพย์มักเผชิญนั่นคือ Holding Period ที่ยาวเกินไปทำให้ผลตอบแทนลดลง การแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบจะส่งผลโดยตรงต่อ Capital Efficiency ของทั้งองค์กร

ฟันเฟืองที่สอง เน้นลงทุนใน e-Marketplace คือการมองเห็นว่า ในโลกที่ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่เริ่มต้นการค้นหาออนไลน์เป็นอันดับแรก การมีช่องทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง คือความได้เปรียบในการเข้าถึงผู้ซื้อที่คู่แข่งซึ่งยังพึ่งพาช่องทางดั้งเดิมไม่สามารถตามได้ทัน

และฟันเฟืองที่สาม ลงทุนสร้าง Hybrid Talent คือ การยอมรับว่า ในโลกที่ Data Analytics และ Digital Tools กำลังเปลี่ยนวิธีการบริหารสินทรัพย์ทั่วโลก ธุรกิจที่มีคนที่เข้าใจทั้งมิติการเงินและมิติดิจิทัลพร้อมกันจะได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเป้าหมายผลเรียกเก็บปี 2569 ที่ 17,900 ล้านบาท อาจดูเหมือนว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าแบบอนุรักษ์นิยม เมื่อเทียบกับ 17,857 ล้านบาทที่ทำได้ในปี 2568 แต่นั่นคือการอ่านตัวเลขแบบผิวเผิน เพราะในความเป็นจริง การรักษาระดับผลเรียกเก็บไว้ในระดับนี้ ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และในขณะเดียวกันกำลังลงทุนปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อสร้าง BAMX ในอนาคต คือการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารสมดุลระหว่างผลลัพธ์ระยะสั้นและการวางรากฐานระยะยาว อย่างที่ไม่ใช่ทุกองค์กรจะทำได้

แต่คำถามที่แท้จริงสำหรับทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้คือ ในประเทศที่มีหนี้เสียรอการบริหารจัดการมูลค่ากว่า 500,000 ล้านบาท และในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนกำลังสร้างหนี้เสียใหม่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง BAM กำลังสร้างตัวเองให้เป็น “โรงงานแก้หนี้” ระดับชาติ ที่ใหญ่กว่าที่เคยเป็น

โดย ดร.รักษ์ มั่นใจว่า การพัฒนา Business Model เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของธุรกิจในอนาคต การปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว สำหรับรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านแผนแม่บท HR Master Plan รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กร ให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ ซึ่งการขับเคลื่อนเชิงรุกในทุกมิติครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในอนาคตของ BAM ที่จะก้าวสู่การเป็น “BAMX” อย่างมั่นคงและยั่งยืน