10 แบรนด์ “ปลากระป๋อง” ชื่อดัง ที่วางขายในไทย มีใครเป็นเจ้าของบ้าง ?

“ปลากระป๋อง” อาจเป็นของโปรดของใครหลายคน แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญมากของไทย โดยไทยเป็นผู้ส่งออกปลากระป๋องรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก มีส่วนแบ่งที่ 13% เป็นรองเพียงแค่จีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทูน่าที่ผลิตเพื่อส่งออกเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ

Business Plus จึงพามาดูว่า แบรนด์ปลากระป๋องที่เราเห็นตามซูเปอร์มาร์เก็ต มีใครเป็นเจ้าของ และบริษัทเหล่านี้มีรายได้และกำไรเท่าไรบ้าง โดยอ้างอิงจากงบการเงินปี 2567

เริ่มจากแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง “ซีเล็ค” ซึ่งอยู่ภายใต้ บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทอาหารทะเลรายใหญ่ ปี 2567 ไทยยูเนี่ยนมีรายได้รวม 139,571 ล้านบาท กำไร 4,985 ล้านบาท

อีกแบรนด์คือ “ซื่อสัตย์” ภายใต้เครือสหพัฒน์ ในปี 2567 บริษัทมีรายได้ 41,820 ล้านบาท กำไร 2,710 ล้านบาท โดยเครือสหพัฒน์ทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายประเภท ไม่ได้มีเฉพาะปลากระป๋องเท่านั้น

ด้านแบรนด์ “นอติลุส” และ “มงกุฎทะเล” เป็นของบริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด ปี 2567 บริษัทมีรายได้ 7,021 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 102 ล้านบาท

ฝั่ง “โรซ่า” และ “ไฮคิว” อยู่ภายใต้บริษัท ไฮคิว ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ของตระกูลวังพัฒนมงคล มีรายได้ 5,096 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 198 ล้านบาท

สำหรับ “สามแม่ครัว” เป็นแบรนด์ของรอแยลฟู้ดส์ มีรายได้ 3,419 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 41 ล้านบาท ส่วน “นกพิราบ” อยู่ภายใต้บริษัท สันติภาพ (ฮั่วเพ้ง 1958) มีรายได้ 1,452 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 66 ล้านบาท

แบรนด์ “ปุ้มปุ้ย” เป็นของ บมจ. ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล ในปี 2567 บริษัทมีรายได้ 1,387 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 26 ล้านบาท สินค้าของบริษัทมีทั้งปลากระป๋องและอาหารทะเลแปรรูปอื่น ๆ ปิดท้ายด้วย “ซูเปอร์ ซีเชฟ” ภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง ซี แวลู มีรายได้ 1,221 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 952 ล้านบาท

อ่านมาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่าเบื้องหลังแบรนด์ปลากระป๋องหลายแบรนด์ต่างมียอดขายตั้งแต่ระดับพันล้านบาทไปจนถึงหลักแสนล้านบาทต่อปี สะท้อนถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมปลากระป๋องต่อประเทศไทย

 

ที่มา: SET, DBD, ศูนย์วิจัยกรุงศรี, SCB EIC