ในฐานะกัปตันผู้กุมบังเหียนองค์กร เรามักถูกสอนว่า ความเด็ดขาดและการกดดัน คือ เครื่องยนต์หลักในการรีดประสิทธิภาพ แต่ในยุคที่ความกดดันกลายเป็นสารพิษที่กัดกินหัวใจคนทำงาน พฤติกรรมการจ้องจับผิดกำลังกลายเป็นต้นทุนแฝงที่แพงที่สุด เพราะมันทำลาย Resilience หรือพลังในการลุกขึ้นสู้ใหม่ของทีมไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม อยากชวนทุกท่านทำความเข้าใจใหม่ว่า “Positive Leadership” ไม่ใช่การผู้นำแบบโลกสวย และไม่ใช่ความใจดีแบบไร้เหตุผล แต่มันคือ การบริหารจัดการ “พลังงาน” ในที่ทำงาน โดยใช้จิตวิทยาพฤติกรรมศาสตร์เข้ามาเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเติบโต
กับดักของความสมบูรณ์แบบ เมื่อพนักงาน ‘ไม่เหลือใครให้โทษ’
David Lester นักจิตวิทยาชื่อดังผู้ศึกษาลึกถึงก้นบึ้งของพฤติกรรมมนุษย์ ได้ฝากบทเรียนที่น่าสนใจเกี่ยวกับการหมดไฟและสิ้นหวังไว้ว่า มนุษย์เราจะเปราะบางที่สุดเมื่อเขา “ไม่เหลือปัจจัยภายนอกให้กล่าวโทษได้อีกแล้ว” (No external cause to blame)
ลองนึกภาพพนักงานระดับ Talent ที่อยู่ในออฟฟิศที่เพียบพร้อม แต่หากเขาทำโปรเจกต์พลาดและถูกผู้นำกดดันด้วยวัฒนธรรมจับผิด เขาจะเริ่มหันหัวลูกศรแห่งการตำหนิเข้าหาตัวเองโดยตรง เขาจะคิดว่า “ทุกอย่างรอบตัวดีหมด มีแต่ตัวฉันที่ไร้ความสามารถ” และเมื่อไม่มีปัจจัยภายนอกมาเปรียบเทียบหรือเป็นจุดยึดเหนี่ยวเพื่อแบ่งเบาความล้มเหลว ความรู้สึกผิดจะกัดกินใจจนพังทลายลง นี่คือเหตุผลที่ในออฟฟิศที่ดูเพียบพร้อม พนักงานมักเลือกที่จะลาออกทางใจ เพราะพวกเขาไม่เหลือพื้นที่ให้ตัวเองยืนอย่างสง่างามได้อีกต่อไป
ดังนั้น หน้าที่ของผู้นำยุคใหม่จึงไม่ใช่การกดดันเพื่อหาคนผิด แต่คือการสร้าง “พื้นที่แห่งความหวัง” และการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เขามั่นใจว่าในวันที่ล้ม เขาไม่ได้ล้มเพียงลำพัง
แสงแดดที่ไม่ใช่แค่โลกสวย แต่คือ ปรากฏการณ์ Heliotropic Effect
Prof. Kim Cameron แห่ง University of Michigan ย้ำชัดว่า ผู้นำที่เป็น Positive Energizer ไม่ใช่คนที่เอาแต่ยิ้มหรือเพิกเฉยต่อปัญหา แต่ต้องวางบทบาทเป็น “แสงแดด” ตามปรากฏการณ์ Heliotropic Effect (สิ่งมีชีวิตจะโน้มตัวเข้าหาแสงเสมอ)
ให้เห็นภาพชัดเจนคือ ผู้นำ ที่เป็น Positive Energizer คือผู้ที่สร้างพลังงานที่เติมเต็มตัวเองได้ ยิ่งให้ยิ่งทวีคูณ ความใจดีในบริบทนี้หมายถึง “ความใจดีที่มีมาตรฐานสูง” (High Support, High Standards) คือการไม่เพิกเฉยต่อปัญหา แต่เลือกที่จะเผชิญหน้ากับความจริงด้วยพลังงานที่สร้างสรรค์ โดยงานวิจัยยืนยันว่า พลังงานนี้จะกระตุ้นสมองให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าการใช้ความกลัวเป็นตัวขับเคลื่อนหลายเท่าตัว ซึ่งผู้นำแบบนี้จะกระตุ้นให้สมองของทีมทำงานได้เฉียบคมกว่า มีความจดจ่อมากกว่า และที่สำคัญที่สุดคือ พลังงานบวกจะทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้ทีมตกหลุมพรางความสิ้นหวังในวันที่วิกฤตเศรษฐกิจถาโถมเข้าใส่
ความเชื่อมั่นคือคำพยากรณ์ ส่งผลต่อพลังของ Pygmalion Effect
เมื่อพนักงานเริ่มสูญเสียความมั่นใจ สิ่งที่จะดึงเขากลับมาได้ไม่ใช่การลงโทษ แต่คือกลไกที่เรียกว่า Pygmalion Effect หรือแนวคิดที่บอกว่า “คนเราจะเก่งขึ้นได้ ตามความเชื่อของคนที่ดูแลเขา” ชื่อนี้มีที่มาจากตำนานกษัตริย์พิกเมเลียนผู้สลักรูปปั้นหญิงสาวและเชื่อมั่นว่าเธอมีชีวิตจริง ๆ จนความปรารถนานั้นทำให้รูปปั้นกลายเป็นมนุษย์
ในเชิงบริหาร เมื่อคุณ “เชื่อ” ลึก ๆ ว่าลูกน้องคนนี้มีศักยภาพ คุณจะส่งสัญญาณผ่านสายตา น้ำเสียง และการให้โอกาสโดยไม่รู้ตัว สัญญาณเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้พนักงานเกิดความมั่นใจและทุ่มเทสุดตัวเพื่อตอบสนองความเชื่อมั่นนั้น จนในที่สุดเขาก็จะพัฒนาตัวเองกลายเป็น “ยอดฝีมือ” อย่างที่คุณพยากรณ์ไว้จริง ๆ ความเชื่อมั่นของผู้นำจึงไม่ใช่เรื่องทางอารมณ์ แต่คือการ “ตั้งโปรแกรม” พฤติกรรมของทีมให้มุ่งสู่ความสำเร็จ
5.6 : 1 สูตรลับที่แยกทีม ‘รุ่ง’ ออกจากทีม ‘ร่วง’
เพื่อยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงปรัชญา งานวิจัยของ Marcial Losada และ Barbara Fredrickson ได้พิสูจน์ผ่านข้อมูลเชิงประจักษ์จาก 60 องค์กรชั้นนำ พบว่าทีมที่มีผลงานระดับโลก (High-Performance) มีอัตราส่วนการสื่อสารเชิงบวกต่อเชิงลบอยู่ที่ 5.6 : 1 หมายถึง ทีมที่สร้างกำไรสูงสุดจะมีอัตราส่วนคำพูดเชิงบวกต่อเชิงลบอยู่ที่ประมาณ 6 ต่อ 1
เพราะสมองมนุษย์ไวต่อเรื่องลบมากกว่าเรื่องบวก การวิจารณ์เชิงลบเพียง 1 ครั้ง สร้างรอยร้าวในใจที่ต้องใช้คำชื่นชมหรือการสนับสนุนถึง 6 ครั้งเพื่อประสานให้กลับมาดีดังเดิม ผู้นำที่ฉลาดจึงไม่ได้เลือกที่จะ “ใจดีอย่างไร้ขีดจำกัด” แต่เลือกที่จะ “ดุอย่างแม่นยำและชื่นชมอย่างมีพลัง” เพื่อรักษาค่าเฉลี่ยของพลังงานในทีมให้สูงพอที่จะเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ
บทสรุป คือ กัปตันที่เก่ง ไม่ได้ดูแค่คลื่น แต่ดู ‘พลังงาน’ ของลูกเรือ
การบริหารคนในยุคนี้ไม่ใช่การไล่ต้อน เมื่อคุณหยุดจับผิดและเริ่ม “จับถูก” บนพื้นฐานของความจริง คุณกำลังเปลี่ยนองค์กรที่ตึงเครียดให้เป็น “สถานีพลังงาน” ที่ที่พนักงานรู้ว่าเขามีค่า และมีผู้นำที่พร้อมจะเป็นแสงแดดในวันที่มืดมิดที่สุด
ในวันที่คนเก่งมีทางเลือกมากมาย สิ่งที่จะรั้งเขาไว้ได้ไม่ใช่เพียงเงินเดือน แต่คือความรู้สึกว่า “ตัวเองมีค่า และเขาได้เติบโตในที่ที่มีความหวัง” และนั่นคือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของผู้นำ
วันนี้ ในฐานะผู้นำ คุณเลือกที่จะเป็นแสงแดดที่สร้างการเติบโต หรือเป็นเมฆดำที่บดบังศักยภาพของทีม ?
หากท่านต้องการยกระดับผู้บริหารในองค์กรให้เป็น Positive Leadership อย่างเต็มรูปแบบ ติดต่อเราวันนี้ที่ info@bcon.asia เพื่อทีมที่ปรึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ของเราช่วยท่านออกแบบวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างทั้งความสุขและกำไรที่ยั่งยืน
เขียนและเรียบเรียง : สาวิตรี ตรีอรุณ Sales Executives บริษัท Business Consultants South East Asia Co., Ltd
ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/
Line Business+ : https://lin.ee/pbIHCuS
IG : https://instagram.com/businessplus.th
Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829
#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business
The Business Plus บิสิเนสพลัส

