ทำไมไปเที่ยวญี่ปุ่นตอนนี้ อาจมีค่าใช้จ่ายถูกที่สุดในรอบหลายสิบปี

ถ้าเราบินไปญี่ปุ่นแล้วเข้าร้าน Apple ไปซื้อ iPhone 17 Pro max วันนี้ เราจะต้องจ่ายเงิน 194,800 เยน หรือประมาณ 38,700 บาท แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราจะต้องใช้เงินบาทมากถึง 57,000 บาท ในการแลกเงินเกือบ 200,000 เยนนั้น หรือพูดง่าย ๆ คือ ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง 30% เมื่อเทียบกับเงินบาทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แล้วกำลังอยู่ในจุดที่อ่อนค่าที่สุดในรอบหลายสิบปี

การที่ค่าเงินอ่อนขนาดนี้อาจทำให้นักท่องเที่ยวไทยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นเองแล้วนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เติบโตอย่างรวดเร็วจากอุตสาหกรรม การส่งออก และการขยายตัวของชนชั้นกลาง จนครั้งหนึ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีขนาดราว 10% ของเศรษฐกิจโลก และถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาแซงสหรัฐอเมริกาในอนาคตอันใกล้

แต่ความร้อนแรงนั้นนำไปสู่ฟองสบู่ขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกในช่วงประมาณ 2529 โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว เพื่อสกัดการเก็งกำไร ส่งผลให้ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ทรุดตัวลง

ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะซบเซาและเงินฝืดต่อเนื่องเกือบ 30 ปี จนราคาสินค้าหลายอย่างแทบไม่ขยับ ด้านค่าแรงไม่เติบโต ด้าน BOJ จึงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสุดขั้วเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ตั้งแต่การตรึงดอกเบี้ยระดับต่ำมาก การทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ไปจนถึงการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร โดยมีเป้าหมายจะผลักดันเงินเฟ้อให้ถึงในระดับประมาณ 2%

อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้กลับไม่สามารถสร้างวัฏจักรเงินเฟ้อแบบที่ญี่ปุ่นต้องการได้ ขณะที่ค่าแรงและราคาสินค้ายังแทบไม่ขยับ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ ค่าเงินเยนที่อ่อนลงเรื่อย ๆ เพราะนักลงทุนเทเงินไปลงทุนสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

อย่างไรก็ตาม หลังปีที่โลกเผชิญวิกฤติโรคระบาดและสงครามรัสเซีย–ยูเครน ราคาพลังงานพุ่งสูงจนเงินเฟ้อโลกพุ่งขึ้น จนหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ แต่ญี่ปุ่นยังคงดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลให้เงินทุนไหลออก ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ ค่าเงินเยนที่อ่อนลงทำให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้นสำหรับคนญี่ปุ่น ตั้งแต่อาหารและพลังงาน ไปจนถึงค่าขนส่ง จนอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในปี 2566 พุ่งเกิน 3% แต่ในอีกด้านหนึ่ง ค่าเงินเยนอ่อนกลับทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ราคาถูกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อแปลงค่าใช้จ่ายเป็นเงินบาท เงินจำนวนเท่าเดิมสามารถแลกเยนได้มากกว่าสมัยก่อน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวลดลง แม้ว่าราคาในประเทศญี่ปุ่นจะปรับขึ้นบ้างจากเงินเฟ้อก็ตาม

หลังจากที่เห็นสัญญาณเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้น ในปี 2567 BOJ ก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง หันมายุติดอกเบี้ยติดลบและยกเลิกมาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน ถึงแม้ว่าจะมีภาระหนี้สาธารณะสูงกว่า 200% ของ GDP ก็ตาม

ท่ามกลางสถานการณ์เหล่านี้ ค่าเงินเยนยังคงอยู่ในระดับอ่อนเมื่อเทียบกับอดีต ทำให้ช่วงเวลาปัจจุบันยังเป็นหนึ่งในจังหวะที่ค่าใช้จ่ายในการเที่ยวญี่ปุ่นต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยุคที่ญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศเงินแข็งและราคาสูง

สรุปแล้ว การที่เที่ยวญี่ปุ่นในวันนี้มีค่าใช้จ่ายถูกลงสำหรับคนต่างชาติก็มาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นผลจากการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่กินเวลายาวนานหลายทศวรรษ

 

ที่มา: Bloomberg, Trading Economics, Investing