จากจุดเริ่มต้นกวดวิชา On Demand สู่จักรวาล Learn Corporation ที่เติบโตจากจุดยืน ‘lifelong learning’

ระบบการศึกษาไทยเผชิญความท้าทายมายาวนาน ทั้งความเหลื่อมล้ำ และความต้องการทักษะใหม่ในโลกยุคดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ใช้รูปแบบ และหลักสูตรการศึกษาแบบเดิมๆ อาจปรับตัวไม่ทัน  อีกทั้งสังคมไทยยังเป็น สังคมผู้สูงอายุ อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมาก นั่นแปลว่าจำนวนนักเรียนในไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งทำให้การแข่งขันของธุรกิจการศึกษาในไทยเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม

จากการสำรวจข้อมูลผู้เล่นในตลาดการศึกษาของ Business Plus พบว่า ในปี 2567 บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจกวดวิชา On Demand เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีรายได้และกำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งการเติบโตนี้มาจากการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ใหม่อยู่เสมอ ประกอบกับใช้เทคโนโลยีเข้ามาผนวกกับหลักสูตรที่เข้มข้นตอบโจทย์ความต้องการของทักษะแรงงานมนุษย์ในอนาคต จึงทำให้เกิดความเชื่อมั่นจากผู้ปกครอง และผู้เรียนทั่วประเทศ นอกจากนี้  เลิร์น คอร์ปอเรชั่น ยังขยายจักรวาลการศึกษาไปอย่างครอบคลุมตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงทักษะที่จำเป็นของวัยทำงานจึงทำให้บริษัทแห่งนี้สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างหลากหลาย

จุดเริ่มต้นจากความตั้งใจของผู้ก่อตั้งที่ต้องการ “พัฒนาระบบการศึกษาไทย”

คุณสาธร อุพันวัน ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ผู้ผลักดันแนวคิดที่ว่า “การศึกษาไม่ใช่แค่การเรียน แต่คือการช่วยให้คนประสบความสำเร็จและมีความสุข” ให้สัมภาษณ์กับ Business Plus ถึงจุดเริ่มต้นของกวดวิชา On Demand ว่า แนวคิดการทำธุรกิจด้านการศึกษาไม่ได้เกิดจากความต้องการทำแค่เพียงโรงเรียนกวดวิชาเท่านั้น แต่มีความตั้งใจที่จะผลักดัน และพัฒนา “เรื่องการศึกษา” ในประเทศไทยทั้งหมด แต่ในบริบทของโครงสร้างระบบการศึกษาประเทศไทยในขณะนั้น ช่องทางที่ภาคเอกชนหรือระบบการศึกษานอกโรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่าจึงตัดสินใจเลือกลงทุนในธุรกิจ “กวดวิชา On Demand” ซึ่งกลายเป็นก้าวแรกของการขยายมาสู่ธุรกิจด้านการศึกษาทั้งหมดในปัจจุบัน

การสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและพัฒนาคุณภาพครู

คุณสาธร กล่าวว่า ถึงแม้ Learn Corporation จะเริ่มด้วยโรงเรียนกวดวิชา แต่จุดยืนและวิสัยทัศน์ของบริษัทคือ ระบบการศึกษาที่สามารถ “ช่วยเด็กได้จริง” ซึ่งการเข้าสู่ตลาดในยุคนั้นเป็นช่วงที่มีการแข่งขันสูงมาก แต่ On Demand สร้างความแตกต่างจากเจ้าอื่นได้อย่างชัดเจน ด้วยการเป็นผู้บุกเบิกการใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนที่สามารถตอบโต้กับผู้เรียนได้เสมือนอยู่ในห้องเรียนจริงเป็นรายแรกของประเทศไทย

“ในขณะนั้นสถาบันกวดวิชาเจ้าอื่นยังใช้ระบบเรียนสดหรือดีวีดี แต่ On Demand ได้ใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นหัวใจของการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนได้เอง ไม่ว่าจะเป็นการกดย้อน ควบคุมความเร็ว หยุดชั่วคราว หรือเรียนซ้ำจุดที่ยังไม่เข้าใจ” 

โดยคุณสาธรกล่าวว่า สิ่งสำคัญของนวัตกรรมการศึกษาคือ การใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการเรียน (Data) ซึ่งช่วยให้ On Demand สามารถพัฒนาคอร์สและการสอนให้ตอบโจทย์นักเรียนได้มากขึ้น

นอกจากด้านเทคโนโลยีแล้ว ความสำเร็จของ Learn Corporation ยังเกิดจากจุดยืนเรื่องการพัฒนา “คุณภาพครู” ซึ่งผู้สอบจะถูกคัดเลือกคุณสมบัติอย่างเข้มข้นตั้งแต่แรก และยังต้องเป็นผู้ที่มีใจอยากช่วยนักเรียนอย่างแท้จริง จุดนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ On Demand เติบโตอย่างมีคุณภาพและได้รับชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว

การขยายสู่ “จักรวาลการเรียนรู้ครบวงจร”

เมื่อฐานธุรกิจเริ่มแข็งแรง Learn Corporation ไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจกวดวิชา เพราะคุณสาธรย้ำจุดยืนที่ว่า “เราไม่ได้มองการศึกษาเป็นห้องเรียน” บริษัทจึงขยายสู่ธุรกิจการศึกษาด้านอื่นๆ ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ในทุกช่วงวัย ทั้งในและนอกระบบ นั่นทำให้ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจาก 3 ส่วนหลักๆ นั่นคือ กลุ่มกวดวิชา , กลุ่มโรงเรียน , กลุ่มพัฒนาทักษะผู้ใหญ่

สัดส่วนรายได้ในปี 2567

  • กลุ่มกวดวิชา (On Demand และ Ignite): ประมาณ 40%
  • กลุ่มโรงเรียน (In-System): ประมาณ 30%
  • กลุ่มพัฒนทักษะผู้ใหญ่ (Up/Reskill): ประมาณ 20%
  • อื่นๆ : ประมาณ 10%

ทั้งนี้ในส่วนของกลุ่มการศึกษาของเด็ก Learn Corporation มีความหลากหลายของโครงการและสถาบันที่มุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ ดังนี้

  • โรงเรียน Learn สาธิตพัฒนา (LSP): ซึ่งเกิดจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้าง “โรงเรียนคุณภาพระดับอินเตอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้” เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ปกครอง โดยโรงเรียน LSP ยังทำหน้าที่เป็นห้องวิจัยในการพัฒนาการเรียนการสอนสำหรับเด็กไทย โดยมีครูต่างชาติเข้ามาสอนตามหลักสูตรต่างๆ
  • Crest School และ Mastery School: เป็นโรงเรียนรูปแบบใหม่ที่คล้าย Six-form ของอังกฤษ เน้นการค้นหาตัวตนและเส้นทางอาชีพของเด็กในช่วง ม.ต้น–ม.ปลาย เพื่อออกแบบหลักสูตรเฉพาะทาง (เช่น แพทย์ วิศวกรรม ธุรกิจ) พร้อมประสบการณ์จริงทั้งในและต่างประเทศ โดยเด็กที่จบจะได้รับวุฒิไทยและวุฒิออสเตรเลียจากการความร่วมมือกับรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งช่วยให้การเตรียมตัวสู่เป้าหมายของเด็กเร็วขึ้นและเปิดโอกาสสู่ประสบการณ์ต่างประเทศได้มากขึ้น

ในส่วนของการพัฒนาทักษะผู้ใหญ่ Learn Corporation ให้ความสำคัญกับการอัปสกิลและรีสกิลบุคลากรผ่านแพลตฟอร์มและโครงการต่างๆ เช่น

  • Skooldio : ก่อตั้งโดยทีมที่มีประสบการณ์ระดับโลก และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทำหน้าที่เป็นกำลังหลักในการอัปสกิลและรีสกิลบุคลากรให้กับลูกค้ากลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ (Business to Business) เพื่อรองรับกระแสดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและยุค AI โดยมีความเชื่อว่า “คนเราจะตกงานเพราะไม่เข้าใจ AI มากกว่าถูก AI แย่งงาน”
  • Skooldio Tech : ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีที่มอบโซลูชันครบวงจร ตั้งแต่การค้นพบธุรกิจจนถึงการส่งมอบซอฟต์แวร์ ครอบคลุมทุกความต้องการด้านเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาแอปและเครื่องมือการศึกษา เพื่อรองรับการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น
  • Degree Plus: เป็นโครงการร่วมทุนกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (จุฬาฯ ถือหุ้น 30%) เพื่อสร้างระบบเชื่อมโยงระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายบนโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

เมื่อถามถึงประเด็นเรื่องความท้าทายจากสังคมผู้สูงอายุในไทยที่จะทำให้ธุรกิจการศึกษาเติบโตได้น้อยลง คุณสาธร มองว่า แม้อัตราการเกิดเด็กในประเทศไทยจะลดลง แต่จำนวนเด็กอินเตอร์กลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนถึงความต้องการคุณภาพทางการศึกษาที่เข้มข้นในตลาดการศึกษาไทย โดยมูลค่าตลาดของการศึกษา English Program และโรงเรียนนานาชาติอยู่ที่ระดับ 70,000–80,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตสูงมาก

ในด้านการพัฒนาสังคมและการดำเนินงานตามแนวทาง ESG (Environment, Social, Governance) คุณสาธร กล่าวว่า  Learn Corporation มีโครงการและนโยบายที่มุ่งคืนโอกาสแก่สังคมอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น

  • ทุนเปลี่ยนชีวิต: เป็นโครงการสำคัญที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด ได้ขยายการให้ทุนเรียนฟรีใน On Demand แก่นักเรียนระดับ ม.ปลาย ที่ต้องการโอกาส จำนวนถึง 3,000 คนต่อปี ซึ่งโครงการนี้ช่วยให้เด็กกลุ่มดังกล่าวสามารถเข้าสู่คณะแพทย์ วิศวกรรม และสาขาอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
  • การให้โอกาสในโรงเรียน LSP: ซึ่งโรงเรียนมีนโยบายมอบโอกาสแก่เด็กที่ขาดแคลน โดยมีเด็กที่ได้รับการสนับสนุนประมาณ 30–40 คน

เป้าหมายสู่รายได้ระดับ 2,000 ล้านบาท

คุณสาธร กล่าวว่า Learn Corporation ตั้งเป้ารายได้ปี 2568 เอาไว้ที่ประมาณ 1,700–1,800 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงการเติบโตกว่าร้อยละ 10 และคาดการณ์ว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจะมีรายได้เกิน 2,000 ล้านบาท โดยกลุ่ม LSP School และ Skooldio ถือเป็น “Rising Star” และ “Growth Engine” หลักของกลุ่มบริษัทในขณะนี้

โดย LSP มีศักยภาพในการเติบโตสูง ถือเป็น Chain School ที่สามารถขยายสาขาในกรุงเทพฯ ได้อีก 4–5 แห่งตามความต้องการของตลาด ขณะที่ Skooldio เป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีและ AI ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่บริษัทขนาดใหญ่ต้องการสำหรับกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

จากบทสัมภาษณ์ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า Learn Corporation ได้พิสูจน์แล้วว่า ถึงแม้ธุรกิจการศึกษาจะต้องเผชิญกับปัญหาภายนอกที่รับมือได้ยาก แต่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า “การศึกษาไม่ใช่เพียงการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น แต่คือการสร้าง “จักรวาลการเรียนรู้” ที่ครบวงจรและยั่งยืนตลอดช่วงชีวิตของคน” ซึ่งในทางธุรกิจแล้ว คือ การกระจายความเสี่ยงไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับการปรับตัวด้วยนวัตกรรมจนทำให้เกิดประโยชน์เชิงบวกกับบริษัทและสังคมอย่างแท้จริง