ตัวอย่าง 3 คลินิกหัตถการ รายได้ทะลุพันล้าน

ตลาดคลินิกความงามไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทุกปี จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ สุขภาพผิว และการชะลอวัย ส่งผลให้คลินิกหัตถการหลายแห่งสามารถขยายธุรกิจและสร้างรายได้ในระดับก้าวกระโดด

ทั้งนี้ Business Plus ได้ยกตัวอย่าง 3 คลินิกหัตถการรายได้ทะลุพันล้าน ที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านขนาดธุรกิจ การเติบโต และกลยุทธ์การขยายสาขา ได้แก่ V Square Clinic, Aura Bangkok Clinic และ Gangnam Clinic สะท้อนภาพที่น่าสนใจในมิติของรายได้ กำไร และทิศทางการแข่งขันในตลาดคลินิกความงามไทยอย่างชัดเจน

เริ่มจาก V Square Clinic ก่อตั้งในปี 2558 โดย คุณพุทธพงศ์ เหลืองรัตน์ เป็นแบรนด์ที่มีรายได้สูงที่สุดในกลุ่ม ด้วย 32 สาขา รายได้ 1,624.05 ล้านบาท เติบโต 36.21% อย่างไรก็ตาม การขาดทุนสุทธิ 23.98 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันด้านการตลาด โดยเฉพาะคู่แข่งที่สื่อสารได้ตรงกลุ่มและทำแคมเปญเชิงรุกมากกว่า จุดแข็งของ V Square คือแบรนด์ที่แข็งแรงและฐานลูกค้าขนาดใหญ่ แต่ในเชิงกลยุทธ์จำเป็นต้องลดการเติบโตเชิงปริมาณ และหันมาเน้นประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุน และการทำการตลาด

ขณะที่ Aura Bangkok Clinic ภายใต้การก่อตั้งของ คุณเจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ ก่อตั้งในปี 2559 และมี 17 สาขา สามารถสร้างรายได้กว่า 1,225.56 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 65.61% ซึ่งมากที่สุดในกลุ่ม ที่สำคัญคือยังสามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 135.56 ล้านบาท และเติบโตกว่า 30.7% โครงสร้างธุรกิจแบบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Aura Bangkok Clinic (คลินิกความงาม), Aura Xpress (คลินิกความงาม ราคาเข้าถึงง่าย) , SOLAURA (ธุรกิจอาหารเสริม) และ AURASOL Wellness & Spa (ธุรกิจสปา) ช่วยให้แบรนด์สามารถครอบคลุมลูกค้าหลายเซ็กเมนต์ เพิ่มมูลค่าต่อการใช้บริการ

สุดท้าย Gangnam Clinic ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 2557 โดย คุณฬิษา สุวรรณเกษการ เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่ใช้กลยุทธ์การขยายสาขาเพื่อสร้างฐานลูกค้าในวงกว้าง ด้วยจำนวนสาขาสูงถึง 43 สาขา มากที่สุดในกลุ่ม ส่งผลให้สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 1,119.16 ล้านบาท และเติบโต 39.26% อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่เพียง 18.95 ล้านบาท สะท้อนต้นทุนต่อสาขาที่ค่อนข้างสูง และอัตราการเติบโตของกำไรที่เพิ่มขึ้นกว่า 48.11% แสดงให้เห็นว่าธุรกิจเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล และมีโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต

เมื่อวิเคราะห์ภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าตลาดคลินิกความงามไทยกำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นทั้งด้านการตลาด ราคา และการสื่อสารแบรนด์ ผู้เล่นที่ได้เปรียบในระยะยาวจะไม่ใช่เพียงแบรนด์ที่มีสาขามากหรือรายได้สูงที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สามารถวางกลยุทธ์การตลาดได้ตรงกลุ่ม ควบคุมต้นทุนได้ดี และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน

ที่มา : เว็บไซต์บริษัท , DBD , SET