ถ้าพูดถึงเครื่องมือบริหารที่ช่วยให้บริษัทเทคฯ ระดับโลกเติบโตแบบก้าวกระโดด ชื่อของ OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results มักถูกพูดถึงอยู่เสมอ โดยบริษัทไม่ว่าจะเป็น Alphabet, Microsoft, Netflix และ Linkedin ต่างก็ใช้เครื่องมือนี้เพื่อกำหนดเป้าหมายและผลักดันการเติบโตขององค์กร
ทั้งนี้ OKR ก็คือระบบตั้งเป้าหมายที่แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ Objective เป้าหมายใหญ่ที่อยากไปให้ถึง และ Key Results ตัวชี้วัดที่บอกชัดเจนว่าองค์กรหรือทีมเข้าใกล้เป้าหมายนั้นมากแค่ไหน
โดย Objective มักเป็นประโยคสั้น ๆ แต่ชัดเจนและท้าทาย และ Key Results ต้องเป็นเกณฑ์ที่วัดได้จริง เป็นตัวเลขหรือเงื่อนไขชัดเจน ซึ่งต่างจาก KPI แบบดั้งเดิมที่มักเป็นแค่ตัววัดผลการทำงานทั่วไป
หลักการของ OKR คือต้องตั้งเป้าหมายให้ท้าทายมากกว่าเป้าหมายทั่วไป ไม่ให้ง่ายจนเกินไป เพื่อผลักดันทีมให้คิดและทำให้ไกลกว่าที่เคยทำ การตั้งเป้านี้ยังช่วยให้ทีมโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริง ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จตามรายการ
ในทางปฏิบัตินั้น การใช้ OKR จะเริ่มจากระดับองค์กรก่อน ผู้บริหารตั้งเป้าหมายใหญ่ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ จากนั้นค่อยแตกลงมาเป็น OKR ของแต่ละทีมและระดับบุคคล ซึ่ง OKR เหล่านี้ต้องเชื่อมต่อกันตั้งแต่บนสุดจนถึงล่างสุด เพื่อให้ทุกคนขยับไปในทิศทางเดียวกัน
อีกปัจจัยที่สำคัญของระบบ OKR คือต้องออกแบบให้ โปร่งใส ทุกคนในองค์กรเห็นได้ทั้งระบบ เพื่อลดการทำงานแบบ ต่างคนต่างทำและต้องติดตามผลเป็นระยะ ๆ ด้วย
แม้หลายบริษัทเทคฯ ระดับโลกจะนำ OKR ไปใช้ แต่เคสที่มักถูกยกมาเป็นตัวอย่างมากที่สุดมาจากเคสบริษัท Alphabet เจ้าของ Google ซึ่งนำ OKR มาใช้ตั้งแต่ช่วงที่บริษัทเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อโฟกัสการพัฒนาระบบ Search Engine และบริการต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับการขยายทีมและธุรกิจอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างเด่น ๆ ก็คือ ในปี 2008 ตอนที่บริษัทกำลังผลักดันเบราว์เซอร์ Google Chrome โดยทางทีมตั้ง Objective ใหญ่ว่าจะเป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่ดีที่สุดภายในปี 2010 พร้อม Key Results ที่วัดได้จริงเกี่ยวกับความเร็ว ประสิทธิภาพ และจำนวนผู้ใช้งาน โดยทีมพัฒนาโฟกัสกับการทำให้ได้ตาม Key Results เพื่อบรรลุ Objective ส่งผลให้ Chrome เติบโตอย่างรวดเร็ว จนเป็นหนึ่งในเว็บเบราว์เซอร์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก
ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการ เราก็สามารถนำ OKR มาใช้กับองค์กรตัวเองได้เช่นกัน โดยสมมติว่า บริษัทของเรากำลังพัฒนาแอปฯ สำหรับฟังเพลง เราก็อาจตั้ง OKR รายไตรมาสสำหรับภาพใหญ่ของบริษัทว่า
Objective:
– เป็นแอปฯ ฟังเพลงที่คนไทยเปิดใช้ทุกวัน
Key Results:
– เพิ่มจำนวนผู้ใช้งานประจำต่อเดือนจาก 1 ล้านคน เป็น 1.4 ล้านคน
– เพิ่มเวลาเฉลี่ยในการฟังเพลงต่อวันของผู้ใช้ จาก 30 นาที เป็น 45 นาที
– เพิ่มอัตราผู้ใช้ที่กลับมาใช้งานครบ 30 วัน จาก 40% เป็น 60%
จะเห็นได้ว่าทั้งเป้าหมายและตัวชี้วัดที่น้อยแต่ตรงจุด และค่อนข้างดูเป็นไปได้ยาก เพราะในปัจจุบันมีแอปฯ ฟังเพลงจำนวนมากอยู่แล้วในตลาด แต่การตั้งเป้าหมายที่ดูยิ่งใหญ่นี้ก็เป็นหนึ่งในหลักของ OKR เพราะถึงแม้จะไม่สำเร็จตามเป้า ก็ยังทำให้องค์กรขยับไปข้างหน้าได้ไกลกว่าการตั้งเป้าเล็ก ๆ ที่ทำสำเร็จได้ไม่ยาก
ที่มา: หนังสือ Measure What Matters โดย John Doerr, Google re:Work, Skooldio
The Business Plus บิสิเนสพลัส

