Home / Lifestyle / AUTO / Feel the drive : พิชิตทุ่งหญ้าไซบีเรีย-รัสเซีย

Feel the drive : พิชิตทุ่งหญ้าไซบีเรีย-รัสเซีย

หนึ่งในโอกาสหายาก เพื่อไปนั่งหลังพวงมาลัยของรถมาสด้า ครอสโอเวอร์ CX-3 บนเส้นทางหนาวเหน็บจากมองโกเลียมุ่งหน้าสู่รัสเซีย ต้องบอกว่าถึงมีเงินก็ไม่สามารถเดินทางไปได้ง่าย ๆ

เมื่อได้เหยียบคันเร่งของมาสด้า CX-3 พ้นโค้งถนนที่คดเคี้ยวจากอูลานบาร์ตอร์ (Ulaanbaatar) เมืองหลวงของมองโกเลีย เพื่อให้ถึงจุดหมายรับรถจากคณะสื่อมวลชนชุดที่ 2 ซึ่งจะขับต่อจากเมืองโนโวซีบีรสค์ (Novosibirsk) มุ่งหน้าจบภารกิจที่มอสโก ประเทศรัสเซีย รวมระยะทางกว่า 6,500 กิโลเมตร ก็เกิดคำถามว่า อะไรคือเหตุผลที่คณะสื่อมวลชนและมาสด้าต้องเดินทางไกลอีกครั้ง

มาสด้า

หลังจากปีที่ผ่านมาและช่วงกลางปี คณะสื่อมวลชนขับปิกอัพ มาสด้า บีที-50 โปร ตะลุยทะเลทรายโกบีและทุ่งหญ้ามองโกเลีย จนถึงคาราวานรถยนต์มาสด้า 2 และมาสด้า 3 ขับรถออกจากประเทศไทยมุ่งหน้าผ่านประเทศสมาชิกอาเซียน
แคมเปญกิจกรรมการตลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมด มาสด้าบอกว่า หวังให้ลูกค้าคนไทยทราบถึงประสิทธิภาพในรถยนต์มาสด้าในทุก ๆ เส้นทางว่า สามารถใช้งานรถในทุกสภาพเส้นทาง ทุก ๆ อากาศที่หลากหลาย ด้วยรูปแบบการเดินทางที่คุณสามารถเดินทางไปได้

มาสด้า
จากเมืองอูลานบาร์ตอร์ ผ่านซุกบาร์ตาร์ (Sukhbaatar) เพื่อยังไปยังอูลาน อูเด (Ulan-Ude) ซึ่งใช้ระยะเวลา 2 วัน การเดินทางรวมเกือบ 700 กิโลเมตร โดยเมืองอูลาน อูเดเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายหลักของรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย (Trans-Siberian Railway) เส้นทางรถไฟที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นทางรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก ราว 9,288 กิโลเมตร
อูลาน อูเด เมืองที่เชื่อมต่อไปยังทะเลสาบไบคาล (Lake Baikal) เมื่อมองผ่านกระจกหลังไป การขับรถผ่านเมืองชนบทที่ปกคลุมด้วยหิมะค่อย ๆ ได้เห็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาเกือบตลอดเส้นทาง
ควันจากท่อไอเสียที่เกิดจากเครื่องยนต์ 4 สูบอันทรงพลังบวกกับเทคโนโลยี Skyactiv-G ทำให้ผมรับรู้ถึงประสิทธิภาพของรถยนต์ครอสโอเวอร์คันนี้ว่าจริงอย่างที่มาสด้าว่าไว้คือ แค่มีถนน รถมาสด้าก็สามารถขับขี่ในทุกสภาพเส้นทาง
โค้งเขาเสียดฟ้า มาสด้า CX-3 พาผมเดินทางด้วยความสนุกและเพลิดเพลินตลอดเส้นทางที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของธรรมชาติ ภูมิประเทศอันสวยงาม และภูมิอากาศสุดขั้วที่ท้าทายทั้งรถและคนขับ

มาสด้า
ครอสโอเวอร์คันนี้มุ่งนำเสนอจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว (ตรงกับ KODO Design SOUL of MOTION) ดังนั้นความลงตัวของรูปลักษณ์อันปราดเปรียว ดูจะเป็นที่ชื่นชอบของสายตาที่มองมายัง CX-3 ที่เคลื่อนตัวผ่านเมืองต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันถึงสมรรถนะของครอสโอเวอร์แบรนด์มาสด้าได้เป็นอย่างดี
จริง ๆ แล้วครอสโอเวอร์ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการเดินทางทั้งแบบออนโรด แต่บางเส้นทางที่ถนนขรุขระไม่มาก ทำให้ผมได้เห็นประสิทธิภาพของเทคโนโลยี Skyactiv-G 2.0 แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 156/6,000 รอบต่อนาที ขณะที่การตอบสนองแรงบิดสูงสุดที่ 204 นิวตัน-เมตร/2,800 รอบต่อนาที
แน่นอนว่าการขับขี่ผ่านเส้นทางที่มีทั้งลม แสงแดด แต่ส่วนใหญ่คณะเดินทางของเราต้องฝ่าหิมะสีขาวโพลนที่ตกลงมา ย่อมทำให้นึกถึงสิ่งที่มาสด้าพยายามบอกมาเสมอว่า “ไม่มีอะไร…หยุดยั้งเราได้ : only the sky is the limit”
การเดินทางของผม พกกล้องนิคอน D500 พร้อมอุปกรณ์ครอบมืออย่าง lens 28-70 F2.8 กับอุณหภูมิติดลบในบางวันและส่วนใหญ่ค่อนข้างหนาวเหน็บ ดังนั้นข้อดีของความไวชัตเตอร์สูงสุด 1/8,000 วินาที บวกกับการปรับปรุงฮาร์ดแวร์เซนเซอร์รับภาพใหม่หมด ทำให้ D500 สามารถตั้งความไวแสง (ISO) ได้เริ่มต้นตั้งแต่ 100-51,200 และสามารถลด ISO ได้ต่ำสุด 50 สูงสุดได้ถึง 1,638,400

มาสด้า

ถ้าคุณต้องเดินทางไกลในสภาพอากาศเย็นติดลบ การพก D500 ที่มีเซนเซอร์ CMOS แบบฟูลเฟรม สีสันแบบครบเครื่องอันเป็นสไตล์ของกล้องนิคอน ย่อมทำให้คุณมีภาพแห่งความประทับใจแน่นอน
ทั้งนี้หากให้นิยามความสำคัญของอูลาน อูเด ไกด์สาวของเราบอกว่าที่นี่เป็นเมืองศูนย์กลางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

โดยการเดินทางจากจุดเริ่มต้นจนถึงอูลาน อูเดซึ่งเป็นจุดหมาย แวะพักที่สำคัญคือ บริเวณย่านจัตุรัสกลางเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปหล่อศีรษะที่ใหญ่ที่สุดในโลกของวลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) ผู้นำนักปฏิวัติมาร์กซิสม์คนแรกของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยม
โซเวียต ซึ่งนอกเหนือจากการขับรถ ยามว่างพวกเราต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเพื่อซึมซับบรรยากาศแห่งเมืองเก่า

Day 3-4 เพื่อมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบไบคาลซึ่งมีความลึก 1,640 เมตร ความยาว 650 กิโลเมตร และเป็นจุดหมายในวันรุ่งขึ้นที่ผมและคณะต้องขับรถไปชมความงดงามที่ไม่อาจปฏิเสธได้ โดยบรรยากาศภาพรวมของการเดินทางเพื่อผ่านครึ่งทางของทริป แน่นอนว่าเราเหล่าฝูงมาสด้า Mazda Skyactiv Crossover ต้องขับผ่านทุ่งหญ้าของไซบีเรียขนาดใหญ่ และแค่ได้ยินว่าเราจะแวะไปพักที่ไบคาล ก็ต้องยอมรับว่า ตื่นเต้นที่สุด…

มาสด้า
หนึ่งค่ำคืนกับความงามที่ปกคลุมจากอุณหภูมิที่เย็นขนาดติดลบ แม้คณะเราจะจากลาจากทะเลสาบน้ำจืดที่ลึกที่สุด แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ยังได้จดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลก สำหรับผมแล้ว แค่นี้ก็คือที่สุดของประทับใจอีกหนึ่งการเดินทางในชีวิตแล้ว

แม้การเดินทางต่อจากนี้ นับตั้งแต่ทางหลวงหมายเลข M53 ที่ทอดยาวจากไซบีเรีย มุ่งหน้าจนจบปลายถนนที่รัสเซีย การได้อยู่หลังพวงมาลัยมาสด้า CX-3 ซึ่งพัฒนาให้เป็นรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตในทุก ๆ วัน ทั้งขับขี่ในเมืองหรือเพื่อออกเดินทางกับกิจกรรมกลางแจ้ง ผมพบว่าสมรรถนะของรถยนต์โดยรวม เราสามารถใช้ฟีเจอร์ได้อย่างครบสมบูรณ์

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางแบบนี้ แม้จะขับผ่านป่าสนสองข้างทาง ตัดสลับพื้นที่การเกษตร คณะของเรายังต้องเดินทางแข่งกับเวลา เพื่อเดินทางให้ถึงจุดหมายก่อนค่ำ ซึ่งการขับขี่แบบคาราวาน แต่บางจังหวะสามารถเร่งความเร็วได้ (แต่การขับขี่ในเขตเมืองสำหรับผู้ที่เดินทางมาเอง ต้องระลึกไว้เสมอว่าสามารถทำความเร็วได้ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

ก่อนจะถึงจุดหมายปลายทางของวันที่ 4 จากเดิมที่คณะเดินทางต้องแวะพักคือเมืองตูลูน (Tulun) ไปเป็นเมืองเทย์เชท (Tayshet) เพื่อย่นระยะทางการเดินทางในช่วงที่เหลือให้ดีขึ้น

มาสด้า
แม้พวกเราจะผ่านเส้นทางที่ค่อนข้างคุ้นเคยพอสมควรกับระยะเวลาครึ่งทาง ทั้งป่าสน เขตเกษตรกรรม เนินเขาสูงใหญ่ หรือการขับผ่านภูเขาสูงเสียดฟ้า แต่สิ่งที่ผมประทับใจไม่แพ้กันคือ การได้เห็นรอยยิ้มจากคนในพื้นที่ของเมืองที่เราผ่านมา ทุก ๆ สายตามองพวกเราอย่างเป็นมิตรและพร้อมเข้ามาทักทาย

ไว้มาเล่าต่อฉบับหน้านะครับ กับเส้นทางจากเทย์เชทมุ่งสู่ครัสโนยาสค์ (Krasnoyarsk) ผ่านเมืองเคเมโรโว (Kemerovo) สิ้นสุดการเดินทางที่เมืองโนโวซีบีรสค์ (Novosibirsk) ก่อนส่งมือพวงกุญแจให้คณะสองรับช่วงต่อเพื่อมุ่งหน้าสู่รัสเซีย