Home / TOP Series / Top Company / ไทยเบฟ สร้างสรรค์นวัตกรรม ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน : Thailand Top Company Awards 2020

ไทยเบฟ สร้างสรรค์นวัตกรรม ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน : Thailand Top Company Awards 2020

สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต เป็นหัวใจที่ไทยเบฟยึดมั่นเพื่อสร้างความยั่งยืน เราให้ความใส่ใจตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ ไปจนถึงการบริการจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีกระบวนการการจัดการของเสียอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

ไทยเบฟมุ่งมั่นกับการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านคุณภาพสินค้าและประสิทธิภาพกระบวนการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และส่งเสริมความยั่งยืนในกระบวนการผลิตอย่างแท้จริง”


ข้อมูลชุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตการอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดหา กระบวนการผลิต คุณภาพสินค้า การตลาด และกระบวนการหลังการขาย เช่น การจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ (Value Chain) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง

ถือเป็นโอกาสดีของนิตยสาร Business+ ที่ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก คุณโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ที่จะบอกเล่าถึงยุทธศาสตร์หลักของไทยเบฟ ต่อแผนขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน

Business+ : มองการเปลี่ยนแปลงยุค Digital Transformation ในมิติใดบ้าง และบริษัทวางแผนรองรับอย่างไรบ้าง

คุณโฆษิต : อย่างที่ทราบดีว่า ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่เราเรียกว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัล (Digital Transformation) สำหรับเรานับเป็นโอกาสทางธุรกิจของไทยเบฟในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน พัฒนาบุคลากร รวมไปถึงคู่ค้าและพันธมิตรของเราให้พร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรของเราจะเติบโตได้ทันยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

ด้วยการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ไทยเบฟริเริ่มนำนวัตกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานในการจัดหามาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อมุ่งเน้นด้านความร่วมมือระหว่างคู่ค้ากับบริษัท ผ่านระบบออนไลน์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เรียกว่า โครงการ CROSS โดยมีตุดประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลการเชื่อมต่อผ่านระบบออนไลน์ Supplier Life Cycle Management (SLCM) ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง สื่อสาร และแลกเปลี่ยนจ้อมูลระหว่างคู่ค้ากับบริษัท ตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียนเป็นคู่ค้ากับไทยเบฟ ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการจัดหา

นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้า (Supplier Code of Practice) หรือการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของคู่ค้าอีกด้วย

“ตลอดกระบวนการผลิต ไทยเบฟมุ่งเน้นที่การสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการ บริหารความเสี่ยง และการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบการบริหารจัดการ ทำให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมในไทยเบฟมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสรรหาวัตถุดิบและพัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตที่คำนึงถึงประสิทธิภาพ ทำให้เกิดของเสียหรือผลพลอยได้จากการผลิตให้น้อยที่สุด รวมไปถึงการนำของเสียหรือผลพลอยได้จากการผลิตไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

อีกทั้ง ไทยเบฟยังมุ่งมั่นที่จะเอาใจใส่และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมผลพลอยได้จากการผลิต ได้ถูกนำมาเป็นพลังงานความร้อน ไอน้ำ และพลังงานไฟฟ้า เปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนในกระบวนการผลิต อาทิ กลุ่มธุรกิจเบียร์และสุราที่ได้ติดตั้งหม้อไอน้ำแบบไหลทางเดียว (Once Through Boiler) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและลดการใช้เชื้อเพลิงที่ใช้แล้วหมดไป

โดยในปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจเบียร์สามารถลดการใช้ถ่านหินถึง 428 ตันต่อปี ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 702 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และกลุ่มธุรกิจสุราก็สามารถลดการใช้น้ำมันเตาถึง 280,823 ลิตรต่อปี ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 836 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ในส่วนของกลุ่มธุรกิจเบียร์ ยังมีการจัดทำโครงการใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ 150,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) ต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 87.3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจให้แก่เรา

นอกจากนี้ ไทยเบฟได้จัดตั้ง บริษัท เบฟเทค จำกัด เพื่อเป็นศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม มุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องจักร หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ซึ่งมีการคัดเลือกทีมวิศวกรและนักวิทยาศาตร์ที่มีความเชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมวิจัย  และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตอุปกรณ์เครื่องจักรและหุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับกลุ่มธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการผลิต รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน ลดความเสี่ยงในการขาดแคลนแรงงาน

ที่สำคัญคือ ลดการเกิดของเสียและลดการใช้พลังงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักรในกระบววนการผลิตหลายอย่าง อาทิ แขนหุ่นยนต์จัดเรียงสินค้าบนพาเลท เครื่องใส่ไส้กล่องแบบอัตโนมัติ และเครื่องคัดแยกขวดเก่าแบบอัตโนมัติด้วยระบบ AI อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกของบุคลากรเพื่อให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ในการบริหารจัดการด้านการขนส่ง ไทยเบฟได้จัดตั้ง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติก จำกัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งรองรับการเติบโตที่รวดเร็ว โดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการระบบทั้งหมดภายใต้ระบบอัตโนมัติและการใช้บิ๊กดาต้า (Big Data) มาทำการเชื่อมโยงศูนย์กระจายสินค้าทั่วภูมิภาค ให้หลายเป็นศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะ และยังมีการใช้เทคโนโลยี TOMS Mobile ซึ่งเป็นระบบดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเพื่อตรวจสอบสถานะและคำสั่งซื้อผ่านสัญญาณมือถือ โดยระบบนี้จะทำงานร่วมกับการระบุตำแหน่ง (GPS) จากเครื่องโทรศัพท์มือถือ เพื่อตรวจสอบระดับความเร็วและตำแหน่งที่รถขนส่งวิ่งอยู่ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ลดการใช้เชื้อเพลิงจากการวางแผนการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถนำส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วตามกำหนดอีกด้วย”

Business+ : Key Achievements สำหรับไทยเบฟ คือ นวัตกรรม

คุณโฆษิต : นวัตกรรม คือ Key Driver สู่การเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มอาเซียนที่ยั่งยืนของเรา ซึ่งการเตรียมพร้อมสู่โลกของ Digital Age ไทยเบฟได้เตรียมแผนด้านดิจิทัลหรือไอทีไปถึงปี 2030 และได้กำหนดแผนพัฒนาคนไปถึงปี 2050 เพราะบุคลากรที่ทำงานในตอนนี้ นับไปอีก 30 ปีข้างหน้า พวกเขาเหล่านั้นก็มีโอกาสที่จะขึ้นเป็นผู้บริหารต่อไป

ปัจจุบัน ไทยเบฟมีคน 60,000 คนที่กำลังทำงานอยู่ ซึ่งต้องเตรียมรองรับกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาในระบบงาน จะมีคนบางส่วนที่ต้องส่งเสริมเรื่องทักษะและศักยภาพ Upskill บางส่วนต้อง Reskill เพราะงานที่เขาทำอยู่ เช่น ขับรถ Forklift ในโกดังของเรา วันข้างหน้า รถ Forklift อาจกลายเป็น Self-Driving (การขับเคลื่อนได้ด้วยตนเอง) ก็เป็นไปได้

ความภาคภูมิใจในระดับโลกของกลุ่มไทยเบฟ นำมาสู่ภูมิภาคอาเซียนในปี 2562 ไทยเบฟได้รับคัดเลือกให้เป็นอันดับ 1 ของโลกในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม คว้างรางวัลความยั่งยืนระดับ Gold Class หรือ Sam Gold Class ตีพิมพ์ในวารสาร SAM Sustainability Yearbook 2020 ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน และได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI World ต่อเนื่องเป็นที่ที่ 3 และกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets หรือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มระดับโลก

สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาความยั่นยืนขององค์กรอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขับเคลื่อนองค์กร ภายใต้วิสัยทัศน์ 2020 ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต ที่ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของไทยเบฟ

นอกจากการสร้างสรรค์ธุรกิจแล้ว ไทยเบฟยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรคและแบ่งปันสังคมอีกด้วย เราได้มีการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่ยั่งยืน ไทยเบฟได้จัดตั้ง ศูนย์ C asean ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สังคม และเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและเสริมสร้างศักยภาพในกลุ่มประเทศอาเซียน ครอบคลุมด้านศิลปะ วัฒนธรรม และธุรกิจ

โดยมีวิสัยทัศน์องค์กร คือ ‘การสร้างความร่วมมือเพื่อความเชื่อมโยงและการพัฒนาประเทศในกลุ่มอาเซียน’ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดประชุม สัมมนา โครงการประกวด และการแข่งขันต่าง ๆ อาทิ การจัดโครงการ Win Win WAR Thailand เพื่อค้นหาสุดยอดนักธุรกิจเพื่อสังคม สร้างความตระหนักรู้ในวงกว้างผ่านรายการเรียลลิตี้โชว์ทางโทรทัศน์ และสนับสนุนการต่อยอดสู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน การจัดกิจกรรมงานประชุมสัมมนาการพัฒนาอย่างยั่งยืน Thailand Corporate Sustainability Symposium และงานสัมมนา Social Business Day ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านความยั่งยืน การสร้างความร่วมมือในระดับองค์กร ระดับชุมชน และการพัฒนาระดับบุคคลในกลุ่มประเทศอาเซียน

ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำความพร้อมในศักยภาพทางธุรกิจเครื่องดื่มควรวงจร และองค์กรแห่งความเป็นเลิศในทุกมิติของไทยเบฟ โดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีตอบสนองความต้องการในทุกช่วงเวลาอันมีค่าของผู้บริโภค ควบคู่ไปกันการสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน สู่กลไกการขับเคลื่อการดำเนินงานที่สอดคล้องตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของการเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก