NEO กับปรากฏการณ์เติบโตอย่างยิ่งใหญ่ สู่ความสำเร็จบนเวที TOP COMPANY AWARDS 2026

ในยุคที่สภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ต้องเผชิญกับพายุแห่งความผันผวน ทั้งจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง อัตราเงินเฟ้อที่กดดันกำลังซื้อ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนยากจะคาดเดา อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ FMCG ถือเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทว่าท่ามกลางเกลียวคลื่นแห่งความท้าทายนี้ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO กลับผงาดขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาที่ทรงพลังที่สุดแห่งยุค ด้วยผลงานการเติบโตที่แข็งแกร่งและโดดเด่นเหนือตลาด การันตีด้วยการคว้าสุดยอดรางวัลแห่งเกียรติยศ Outstanding Award จากเวที THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2026 ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ สติปัญญาในการบริหารจัดการ และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง

ภาพสะท้อนแห่งความสำเร็จนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยเข็มทิศทางธุรกิจที่ชัดเจน ดังเช่นที่คุณปัทมา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการพาณิชย์ ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงประจักษ์ว่า “ในช่วงเวลาที่ผ่านมา NEO สามารถสร้างการเติบโตในระดับที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของอุตสาหกรรมในหลากหลายกลุ่มสินค้า โดยความสำเร็จนี้ คือ กระจกบานใหญ่ที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ และกลยุทธ์อันเฉียบคม

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขผลประกอบการในปี 2568 บริษัทฯ สามารถกวาดยอดขายรวมไปได้สูงถึงกว่า 10,738 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการเติบโตถึง 6.7% จากปีก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าตลาดของสินค้าในพอร์ตโฟลิโอของ NEO ยังเติบโตอย่างน่าทึ่งในระดับ 10-11% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ทิ้งห่างภาพรวมของตลาด FMCG ระดับประเทศที่ขยายตัวเพียง 4% อย่างขาดลอย

นอกจากนี้ ยังสร้างสถิติยอดขาย All-Time High ในไตรมาส 4 เติบโต 10.5% YoY อันเป็นผลจากความสำเร็จในการวางกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง

วิสัยทัศน์แห่งการยกระดับชีวิต จากรากฐานสู่การเป็นผู้นำเอเชีย

รากฐานที่ทำให้ NEO ยืนหยัดอย่างมั่นคง เกิดจากการยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่ต้องการจะเป็น “บริษัท FMCG แห่งนวัตกรรมของเอเชีย ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค” ซึ่งวิสัยทัศน์นี้ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำสวยหรู แต่ถูกแปรสภาพมาเป็นพันธกิจในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับทั้งผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน NEO ดำเนินธุรกิจครอบคลุม ตั้งแต่การทำการตลาด การผลิต ไปจนถึงการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคชั้นนำ ที่แทรกซึมอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของคนไทย และก้าวไกลไปถึงระดับภูมิภาค ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโอบอุ้มผู้บริโภค ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเกษียณ

และต้องเน้นย้ำว่า ความแข็งแกร่งของ NEO ไม่ได้มาจากการเป็น “เจ้าของสินค้าฮิตชิ้นเดียว” แต่มาจากการบริหาร Brand Portfolio ที่ออกแบบมาให้ครอบคลุมวงจรชีวิตของผู้บริโภคอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กแรกเกิดอย่าง D-nee ไปจนถึงสินค้าสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่ม Silver Age Products รวมถึงแบรนด์สำหรับสัตว์เลี้ยงอย่าง LovliTails ที่ตอบรับเทรนด์ Pet Humanization ที่กำลังขยายตัวทั่วภูมิภาคเอเชีย

กลุ่มสินค้าของ NEO แบ่งออกเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก ไปจนถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งการออกแบบพอร์ตโฟลิโอนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยปรัชญาที่ลึกซึ้ง ผ่านการมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าที่ช่วยยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตในระยะยาว หรือ Wellness & Longevity ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความมั่นใจและการใช้ชีวิตอย่างสมดุลให้แก่ผู้คนในทุกช่วงวัย ภายใต้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน โดยนำเสนอความหลากหลายและคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้เกิดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ความหลากหลายของพอร์ตภายใต้ 9 แบรนด์ ได้แก่ Fineline, D-nee, BeNice, Eversense, TROS, Vivite, Smart, Tomi และ LovliTails ทำให้ NEO มีลักษณะที่เรียกว่า “Natural Hedge” ต่อความผันผวนของตลาด เพราะเมื่อกลุ่มสินค้าใดกลุ่มหนึ่งได้รับแรงกดดัน สินค้ากลุ่มอื่นก็ยังสามารถรองรับรายได้รวมได้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ NEO ไม่ได้ขยายพอร์ตออกไปเพื่อ “มีให้ครบ” แต่เพื่อตอบเทรนด์ที่มีรากฐานระยะยาว ทั้ง Wellness, Longevity และการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะหดหรือขยาย ผู้บริโภคก็ยังคงให้ความสำคัญอยู่เสมอ

3 เสาหลักการเติบโตแบบขีดสุด

เมื่อเจาะลึกลงไปถึงกลไกการขับเคลื่อนองค์กร จะพบว่า ความสำเร็จของ NEO ถูกค้ำยันด้วย 3 เสาหลักทางกลยุทธ์ที่ทรงประสิทธิภาพ

เริ่มต้นจากเสาหลักแรก Innovation-led Premiumization ในยุคที่สินค้าหลายแบรนด์เลือกที่จะหั่นราคาเพื่อเอาตัวรอด NEO กลับเลือกเส้นทางที่แตกต่างด้วยการใช้ข้อมูลเชิงลึก (Insight) มารังสรรค์นวัตกรรม บริษัทฯ ไม่เลือกที่จะลงไปเล่นในสงครามราคา (Price War) แต่ทุ่มเทไปกับการสร้าง “คุณค่าเพิ่ม” (Value Added) ให้กับตัวสินค้า การเจาะลึกค้นหาความต้องการที่ยังไม่ถูกตอบสนอง (Unmet Needs) ทำให้ NEO สามารถพัฒนาพรอดักต์ที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มได้อย่างแม่นยำและตรงจุด สร้างประสบการณ์ที่พรีเมียมและเหนือระดับให้กับผู้ใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์

เสาหลักที่สอง คือ Brand Portfolio ที่แข็งแรงและหลากหลาย ซึ่งการบริหารพอร์ตโฟลิโอของ NEO เป็นศิลปะแห่งการกระจายความเสี่ยง และการครอบคลุมทุกโอกาสทางธุรกิจ ด้วยการวางตำแหน่งแบรนด์ให้เข้าถึงตั้งแต่กลุ่มครอบครัว เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ไปจนถึงกลุ่มสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลยุทธ์นี้นำมาซึ่งความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ในปี 2568 เมื่อทุกเซกเมนต์ของ NEO เติบโตสวนกระแสตลาดและเหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน ตัวเลขอัตราการเติบโตของแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ล้วนน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครีมบำรุงผิวที่พุ่งทะยานถึง 55% กลุ่มผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่เติบโต 15% กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าเติบโต 10% ไปจนถึงกลุ่มครีมอาบน้ำและกลุ่มโรลออนที่เติบโตเท่ากันที่ 9% ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบรอบทิศทางผ่านแบรนด์ขุนพลอย่าง Fineline, D-nee, BeNice, TROS และ Eversense

และเสาหลักสุดท้ายที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลัก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรและการควบคุมต้นทุน ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน NEO เลือกลงทุนในเทคโนโลยีและระบบซัปพลายเชนที่ทันสมัย เพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างชาญฉลาด การรีดประสิทธิภาพนี้เมื่อผสานกับความคล่องตัวในการปรับตัวของทีมงานที่แข็งแกร่ง ส่งผลลัพธ์โดยตรงต่อบรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน สะท้อนได้จากกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 4 ที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 181.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า องค์กรมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งพร้อมรับมือกับทุกมรสุมเศรษฐกิจ

พันธสัญญาแห่งความยั่งยืน คือเส้นทางเติบโตระยะยาว

สิ่งที่ทำให้ NEO ได้รับการยกย่องในฐานะองค์กรต้นแบบ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขกำไร แต่คือหลักคิดที่เชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า “การเติบโตที่แท้จริง ต้องเติบโตควบคู่ความรับผิดชอบ” ในปี 2568 การขับเคลื่อนกลยุทธ์ ESG ขององค์กรไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่แผ่นกระดาษนโยบาย แต่ปรากฏให้เห็นเป็นตัวเลขที่วัดผลได้จริง ภายใต้แนวคิด “Innovation From Core to Care”

ในมิติของสิ่งแวดล้อม (Environment) NEO สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมได้ถึง 19.7% โดยเฉพาะการลดคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 1 ได้ 16% ผ่านการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดอย่าง LNG นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จในการลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ได้มากถึง 24% ซึ่งทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 20% อย่างงดงาม ควบคู่ไปกับการผลักดันให้บรรจุภัณฑ์ถึง 82% สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และที่น่าภาคภูมิใจที่สุด คือ การที่โรงงานของ NEO ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

มิติทางสังคม (Social) ก็เป็นอีกหนึ่งขุมพลังแห่งความใส่ใจ NEO ไม่เพียงแต่มองเห็นวิกฤตโครงสร้างประชากร แต่ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Silver Age เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย ควบคู่ไปกับการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง LovliTails ที่เข้ามารองรับเทรนด์ Pet Humanization อย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกัน องค์กรยังได้รับการโหวตให้เป็น “The Most Attractive Employer 2025” และคว้าตั๋วทองจากรางวัล Well-Being Organizations Awards 2025 ระดับ Gold ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่า NEO คือบ้านที่ดูแลสุขภาวะของพนักงานอย่างดีเยี่ยม

ปิดท้ายด้วยมิติแห่งบรรษัทภิบาล (Governance) ความโปร่งใสและจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจส่งผลให้ NEO ได้รับการประเมิน SET ESG Rating ในระดับ A และคว้าคะแนนการกำกับดูแลกิจการ (CG) ระดับ 4 ดาว ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความซื่อสัตย์และการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลในระดับสากล

และเมื่อทอดสายตามองไปสู่อนาคต ปี 2569 จะเป็นปีที่อุตสาหกรรม FMCG ถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็น “สมรภูมิแห่งความเข้าใจผู้บริโภค” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเทรนด์ Wellness และ Longevity เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าไม่ได้ลดน้อยลง ทั้งจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ยังคงเอาแน่เอานอนไม่ได้ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนทิศทางในชั่วพริบตา ความคาดหวังต่อคุณภาพสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ไปจนถึงแรงกดดันจากการแข่งขันอันดุเดือดจากผู้เล่นทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างรากฐานที่ถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ NEO พร้อมแล้วที่จะเปิดเกมรุกอย่างเต็มกำลัง ในปี 2569 โดยองค์กรมีแผนงานระดับมาสเตอร์พีซในการเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากกว่า 200 รายการ (SKUs) เพื่ออุดช่องโหว่และตอบโจทย์ทุกความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้ยังมีแผนการขยายอาณาจักรธุรกิจออกสู่ต่างประเทศอย่างดุดัน โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตระดับตัวเลขสองหลักในตลาดที่มีศักยภาพอย่างประเทศเวียดนาม รวมถึงการปักธงขยายฐานลูกค้าไปยังฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพื่อสถาปนาตนเองให้เป็นแบรนด์ระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด การที่ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) ได้รับการเชิดชูเกียรติจากเวที BUSINESS+ ด้วยรางวัล Outstanding Award นั้น ไม่ใช่เพียงเกียรติยศของผู้บริหาร แต่คือความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงหยาดเหงื่อ ความมุ่งมั่น และหัวใจของผู้ร่วมงาน NEO ทุกคนที่เป็นเสมือนฟันเฟืองอันทรงคุณค่า

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คำว่า “ตั้งใจและใส่ใจ” ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือ DNA ที่ฝังรากลึกอยู่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เพื่อส่งมอบนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับความสุขและทำให้ทุกวันของผู้บริโภคในทุกช่วงวัยดียิ่งขึ้น และจากนี้ต่อไป NEO จะยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ปลอดภัย มีคุณภาพขั้นสูงสุด และยกระดับมาตรฐาน ESG สู่ระดับโลก เพื่อสลักชื่อในฐานะองค์กรสัญชาติไทยที่เติบโตอย่างสง่างาม มั่นคง และยั่งยืนบนเวทีภูมิภาคเอเชียสืบไป