Home / BUSINESS ANALYTIC / McDonald’s ระส่ำในศึกสงครามไก่อเมริกา
McDonald's ระส่ำ

McDonald’s ระส่ำในศึกสงครามไก่อเมริกา

เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ที่ผลประกอบการของ McDonald’s ได้กำไรเพียง 1.6 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 

แม้มูลค่าทางการตลาดอยู่ที่ 156 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14% แต่ในขณะเดียวกัน Burger King มีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 31 พันล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้น 31% ส่วน Wendy’s มูลค่าการตลาดอยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 38%

อ่านเพิ่มเติม : กลยุทธ์ ของ McDonald’s

เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์จาก Wallstreet พบว่า ผลประกอบการของ McDonald’s ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มหันเหไปยังบริษัทอื่น ส่งผลให้หุ้นของ McDonald’s ร่วงลงไปเกือบ 4%

ผลประกอบการMcDonald's

 

ทำไมกำไรถึงลดลง

ถึงแม้ตลาดนอกสหรัฐอเมริกาของ McDonald’s จะเติบโตเกือบ 6% ในประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ และ เติบโตมากกว่า 8% ที่ประเทศจีน แต่รายได้ของ McDonald’s ในอเมริกา นับเป็นรายได้หนึ่งในสามของบริษัท ทำให้เมื่อกิจการในอเมริกาแย่ลง รายได้รวมบริษัทก็ลดลงด้วย ซึ่งสาเหตุที่กิจการในอเมริกาย่ำแย่เกิดจาก

  • ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น

Burger Kingประสบความสำเร็จกับการเปิดตัว Impossible Whopper เบอร์เกอร์ที่ใช้โปรตีนพืชแทนเนื้อสัตว์แต่ทั้งรูปลักษณ์ กลิ่น และรสชาติเหมือนเนื้อสัตว์ ทำให้มียอดลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับ McDonald’s

Popeyesแบรนด์ไก่ทอดเจ้าของเดียวกับ Burger King เปิดตัว The Sandwish ด้วยความอร่อยของไก่ทอดชุ่มฉ่ำบนขนมปังหอมเนย ให้มีลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้น 100% ทำเอาสินค้าหมดทุกสาขาในเวลา 2 อาทิตย์

Wendy’s – จากกระแสในทวิตเตอร์ที่ Chance the Rapper เรียกร้องให้นำเมนูนักเก็ตไก่เผ็ดกลับมา Wendy’s จึงขอ 2 ล้านไลก์ เพื่อทำตามคำขอ ซึ่งก็ได้รับผลตอบกลับที่มากเกินคาด

กลยุทธ์ร้านFastfoodต่างๆ

  • นำเงินไปลงทุนด้านเทคโนโลยี

McDonald’s ลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาธุรกิจ โดยซื้อบริษัท Dynamic Yield ในราคา 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการซื้อครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี โดย Dynamic Yield จะช่วยให้ McDonald’s แนะนำเมนูเฉพาะบุคคลที่อิงจากปัจจัยแวดล้อมต่าง เช่น ถ้าวันนั้นอากาศร้อนก็จะเสนอขายเมนูเครื่องดื่มเย็นมากขึ้น

ปรับปรุงร้านสาขา 14,000 แห่งในสหรัฐ เพื่อติดตั้งตู้รองรับการสั่งซื้ออาหารแบบออนไลน์สามารถซื้อแล้วจ่ายเงินได้ด้วยตัวเอง พร้อมร่วมมือกับผู้ให้บริการจัดส่งอาหาร อย่างแอพ GrubHub Inc, Uber Eats และ DoorDash

รวมถึงการซื้อบริษัท Apprente ที่ช่วยแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการซื้อแบบ Drive-Thru โดยจะทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออาหารกับเครื่องขายโดยตรงด้วยการสั่งการด้วยเสียง ไม่ต้องผ่านพนักงานแล้วให้พนักงานไปคีย์ข้อมูลลงระบบอีกที

Dynamic Yield

 

การลงทุนเหล่านี้กลายเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานการเพิ่มขึ้น 2% เป็นเงินประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ บวกกับกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่คู่แข่งใช้ก็ทำให้ McDonald’s ต้องกระตุ้นตัวเอง

แม้ในไตรมาสนี้ เซ็ตอาหารเช้าและเบอร์เกอร์เปรียบเสมือนแสงส่องทางของ McDonald’s เพราะยอดขายยังดีอยู่ แต่ปีหน้า Wendy’s จ่อเปิดตัวเมนูอาหารเช้าถึง 18 รายการ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าเม็ดเงินที่ได้จากเซ็ตอาหารเช้านี้จะเป็น 10% ของยอดขายต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้ทาง McDonald’s ต้องเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้น หวังพึ่งเทคโนโลยีอย่างเดียวก็คงจะต้านไม่ไหว

 

อ้างอิง : ผลประกอบการของ McDonald’s

 

Business Plus