หลายคนอาจคิดว่า ถ้าเราเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทสักแห่งหนึ่ง เราก็อาจจะต้องถือหุ้นในบริษัทนั้นเป็นสัดส่วนที่สูงมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เป็นแบบนั้น โดยรู้หรือไม่ว่า Jensen Huang ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ NVIDIA ถือหุ้นประมาณ 3.6% ณ เดือนมีนาคม ปี 2026 ขณะที่ในไทย นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้ก่อตั้งธุรกิจโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ BDMS ก็ถือหุ้น BDMS โดยตรงประมาณ 9.18% ช่วงเดือนมีนาคม ปี 2026
ทำให้หลายคนอาจสงสัยว่าในเมื่อเป็นคนก่อตั้งบริษัทมากับมือ ทำไมจึงไม่ถือหุ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำตอบคือ การถือหุ้นให้น้อยลง อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้มากขึ้น แม้จะต้องแลกกับสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่ลดลงก็ตาม โดยเหตุผลหลัก ๆ ของเจ้าของกิจการได้แก่
1. ยอมแบ่งหุ้น เพื่อแลกกับเงินทุนไปขยายธุรกิจ
บริษัทหลายแห่ง โดยเฉพาะบริษัทที่กำลังเติบโต ย่อมต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจอย่างการขยายการผลิต การขยายสาขา หรือแม้แต่การลงทุนพัฒนาสินค้า ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้ประกอบการจะมีทางเลือกหนึ่งคือการกู้เงิน แต่ก็จะเป็นการเพิ่มภาระหนี้
ดังนั้น ทางเลือกหนึ่งที่นิยมกันคือการขายหุ้นให้แก่นักลงทุน เพื่อแลกกับเงินทุนมาใช้ในธุรกิจ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น สมมติผู้ก่อตั้งถือหุ้น 100% ของบริษัทที่มีมูลค่า 100 ล้านบาท ก่อนรับเงิน และนักลงทุนเข้ามาลงทุน 25 ล้านบาท หลังรับเงิน บริษัทจะมีมูลค่า 125 ล้านบาท และนักลงทุนถือหุ้น 20% ส่วนผู้ก่อตั้งเหลือ 80%
ตัวเลขนี้หมายความว่า ผู้ก่อตั้งยังถือหุ้นที่มีมูลค่าตามการประเมิน 100 ล้านบาทเท่าเดิม โดยคำนวณจากหุ้น 80% ของบริษัทที่มีมูลค่าหลังรับเงินลงทุน 125 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในตัวอย่างนี้เกิดจากเงินทุนที่เข้ามาในบริษัท ไม่ใช่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากการดำเนินธุรกิจที่เกิดจากการนำเงินทุนไปต่อยอด
ข้อดีอีกอย่างคือบริษัทไม่ต้องชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเหมือนการกู้ยืม แต่ผู้ก่อตั้งต้องแลกกับสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่ลดลง ขณะที่นักลงทุนอาจได้รับเงินปันผลหากบริษัทประกาศจ่าย และอาจมีส่วนร่วมในการตัดสินใจบางเรื่องตามสิทธิออกเสียงหรือข้อตกลงการลงทุน
อย่างไรก็ตาม การออกหุ้นใหม่ก็ทำให้สัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมลดลง หรือที่เรียกว่า Dilution ซึ่งโดยปกติแล้ว สตาร์ตอัปต้องระดมทุนหลายรอบ ซึ่งทุกครั้งที่ออกหุ้นใหม่ สัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมจะลดลงอีก หากไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อรักษาสัดส่วนของตัวเอง แต่สัดส่วนที่ลดลงไม่ได้แปลว่าขาดทุนเสมอไป เพราะหากมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นมากพอ มูลค่าหุ้นที่เหลืออาจสูงกว่ามูลค่าทั้งหมดในช่วงเริ่มต้นก็ได้
2. ยอมแบ่งหุ้นให้พนักงาน เพื่อดึงคนเก่งและผูกใจให้อยู่ด้วยกันระยะยาว
ผู้ก่อตั้งบางคนเลือกแบ่งหุ้นให้ทีมงานโดยตรง เพราะธุรกิจที่เติบโตได้ต้องอาศัยคนเก่งจำนวนมาก การให้หุ้นช่วยดึงดูดและรักษาคนที่มีฝีมือไว้ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทยังจ่ายเงินเดือนสู้ตลาดไม่ได้ อีกทั้งยังทำให้พนักงานได้ประโยชน์เมื่อบริษัทมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งเป็นการผูกผลประโยชน์ของคนทั้งบริษัทไว้ด้วยกัน
ตัวอย่างหนึ่งคือ NVIDIA ซึ่งใช้หุ้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนพนักงาน แต่การให้หุ้นในลักษณะนี้อาจทำให้สัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงได้ หากมีการออกหุ้นเพิ่มและไม่มีการซื้อหุ้นคืนมาชดเชยผลดังกล่าว
3. แลกหุ้นเพื่อโอกาสทางธุรกิจ
นอกจากเรื่องของประโยชน์ด้านการเงินแล้ว บริษัทอาจได้โอกาสทางธุรกิจเพิ่ม เพราะนักลงทุนบางรายอาจนำความรู้ ประสบการณ์ เครือข่ายทางธุรกิจ หรือโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ เข้ามาช่วยบริษัทได้ด้วย โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น การมีเงินทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังขาดความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริหารองค์กร หรือการขยายตลาด
การแบ่งหุ้นให้กับนักลงทุนจึงเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระยะยาว ผู้ก่อตั้งยอมถือหุ้นน้อยลง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตจนมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนความเป็นเจ้าของกับอำนาจควบคุมบริษัทไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป เพราะบางบริษัทแบ่งหุ้นเป็นหลายชนิด เช่น Meta ที่มีหุ้น Class A 1 เสียงต่อหุ้น และ Class B 10 เสียงต่อหุ้น ซึ่ง Mark Zuckerberg ถือ Class B เกือบทั้งหมด ทำให้แม้จะมีสัดส่วนถือหุ้นรวมเพียงประมาณ 13-14% แต่มีอำนาจออกเสียงประมาณ 61%
สรุปแล้ว การถือหุ้นในบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการรักษาสัดส่วนหุ้นให้มากที่สุดเสมอไป เพราะสำหรับผู้ประกอบการบางคน การยอมแบ่งหุ้นในวันนี้อาจเป็นทางเลือกเพื่อสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นในวันข้างหน้า
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการนำเงินทุนและโอกาสที่ได้รับไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทได้จริงหรือไม่ เพราะหุ้น 20% ของบริษัทที่มีมูลค่า 1,000 ล้านบาท จะมีมูลค่า 200 ล้านบาท ย่อมมากกว่า 100% ของบริษัทที่มีมูลค่า 100 ล้านบาท
ที่มา: Y Combinator, SET, NVIDIA, Meta
The Business Plus บิสิเนสพลัส
