Home / MANAGEMENT & STRATEGIES / GOVERNANCE / หุ้นสวยกำไรงาม เทรนด์ความงามไม่เคยตกยุค
ธุรกิจความงาม

หุ้นสวยกำไรงาม เทรนด์ความงามไม่เคยตกยุค

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมธุรกิจความงาม ยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5% ต่อปี

การเติบโตแนวนี้ เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชากร และกระแสให้ความสำคัญเรื่องภาพลักษณ์และการดูแลสุขภาพกันมากขึ้นนั่นเอง

ในปี 2560 ที่ผ่านมา ประเมินว่าตลาดสินค้าความงามทั่วโลก จะมีมูลค่ารวมกว่า 9.3 ล้านล้านบาท (ที่มา:บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด) ส่วนในอาเซียนมีมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมความงามกว่า 500,000 ล้านบาท และยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจด้วยอัตราการเติบโตที่มีการคาดการณ์ว่า จะขยายตัวในระดับ 3-6% ต่อปี

ขณะที่อุตสาหกรรมความงามนั้น ก็มีการเติบโตที่โดดเด่นไม่แพ้ตลาดโลก ข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า อุตสาหกรรมความงามของไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ต่อปี ปัจจุบันธุรกิจนี้มีมูลค่าตลาดในประเทศถึง 2.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 60% หรือ 1.68 แสนล้านบาท และตลาดส่งออกที่ทำรายได้ให้ประเทศถึง 40% หรือกว่า 1.12 แสนล้านบาท ส่งผลให้ไทยสามารถครองอันดับที่ 17 ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกเครื่องสำอางรายสำคัญของโลก และยังรั้งอันดับที่ 1 ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

โดยประเทศที่ไทยส่งออกเครื่องสำอางไปจำหน่ายมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซียตามลำดับ แต่ตลาดที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่างกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV) ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และเป็นประเทศที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยอยู่แล้ว

 

ธุรกิจความงาม
Photo by Chris Liverani on Unsplash

หุ้นสุขภาพความงามผลตอบแทนพุ่ง 

นอกเหนือจากการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกที่สร้างยอดขายให้กับสินค้าสุขภาพและความงามให้ผู้ประกอบการไทยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำแล้ว รายได้ที่ขายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยกว่า 30 ล้านคนต่อปี ยังสร้างเม็ดเงินให้กับธุรกิจสินค้าความอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่มีความนิยมในสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ส่งผลให้สินค้าหลายแบรนด์เป็นที่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง สปา อาหาร เป็นต้น

ขณะที่สินค้าความงาม คือสินค้าหลัก ๆ ที่นักท่องเที่ยวมักจะซื้อกลับไปใช้และเป็นของฝาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างเช่น Snail White หรือครีมหอยทากที่คนไทยรู้จักกันดี และเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับความงามล่าสุด ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ขณะที่หุ้นเกี่ยวกับสุขภาพและความงามหลาย ๆ ตัวมีการเติบโตอย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น BEAUTY KAMART RS MEGA และ DDD

ในส่วนของมูลค่าตลาดสุขภาพและความงามนับแสนล้านบาทต่อปีนั้น บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต จำหน่ายสินค้าและบริการดังกล่าว ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ย่อมเติบโตตามมูลค่าตลาดและมีส่วนแบ่งทางการตลาดรวมกันไม่น้อย

 

BEAUTY หุ้นสวยกำไรงาม

ทั้งนี้ ในด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มธุรกิจความงามที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTY ถือว่าโดดเด่นมาก โดยราคาหุ้นดีดตัวเพิ่มขึ้นจากราคา ณ สิ้นปี 2558 ที่ราคา 5.75 บาทต่อหุ้น ขึ้นมาเป็น 20.80 บาทต่อหุ้น ณ สิ้นปี 2560 หรือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 260% ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปของบริษัทล่าสุดมาอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้าน

สำหรับ BEAUTY มีธุรกิจหลักคือการจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว ปัจจุบันมีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม 4 ประเภทได้แก่

  1. ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง (Make-up)
  2. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skin Care)
  3. อุปกรณ์เสริม (Accessories)
  4. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Food Supplement)

ภายใต้ 5 แบรนด์หลัก ได้แก่

  1. บิวตี้ บุฟเฟต์ (BEAUTY BUFFET)
  2. บิวตี้ คอทเทจ (BEAUTY COTTAGE)
  3. บิวตี้ มาร์เก็ต (BEAUTY MARKET)
  4. เมด อิน เนเจอร์ (MADE IN NATURE)
  5. และบิวตี้ พลาซ่า (BEAUTY PLAZA) ซึ่งแต่ละแบรนด์จะแตกต่างกันในส่วนของการเจาะกลุ่มลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์

ปัจจุบันมีจุดจำหน่ายหลักผ่านสาขาของ BEAUTY เอง จำนวนสาขาในประเทศทั้งสิ้น 345 สาขา แบ่งเป็น BEAUTY BUFFET 261 สาขา, BEAUTY COTTAGE 75 สาขา และ BEAUTY MARKET 9 สาขา นอกจากนี้ ยังมีสินค้าวางจำหน่ายในคิงพาวเวอร์ 8 สาขา 22 จุดจำหน่าย, 7-ELEVEN 650 สาขา และปีนี้ได้เข้าจำหน่ายใน Boots จำนวน 145 สาขา

ส่วนผลประกอบการ BEAUTY นั้น ถือว่าเติบโตโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่รายได้และกำไร โดยผลประกอบการ 9 เดือนปี 2560 มีรายได้รวม 2,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% ส่วนกำไรอยู่ที่ 821 ล้านบาท เพิ่มขึ้น71.69% เมื่อเทียบกับ 9 เดือนปี 2559

สำหรับสัดส่วนรายได้ 2560 นั้นส่วนใหญ่มาจากการขายผ่านช่องทางร้านค้าปลีก โดยมีสัดส่วนของร้านบิวตี้ บุฟเฟต์ เท่ากับ 56.61% ร้านบิวตี้ คอทเทจ 12.00% ร้านบิวตี้ มาร์เก็ต 2.13% โมเดิร์นเทรด 7.23% อีคอมเมิร์ช 2.85% แค็ตตาล็อกและอื่น ๆ 4.08% ส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 6.99% ดิสทริบิวเตอร์ 6.45% และอื่น ๆ 1.66%

 

ธุรกิจความงาม
Photo by Gustavo Spindula on Unsplash

 

KAMART ฟอร์มแผ่วแต่ยังน่าลุ้น

ส่วนบริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ KAMART เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและผิวกาย กลุ่มอุปกรณ์ความงาม กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และอื่น ๆ ซึ่งสาว ๆ รู้จักกันเป็นอย่างดี

ปัจจุบัน KAMART ทำตลาดผ่าน 5 ช่องทางหลัก ประกอบด้วย

1. ช่องทาง KAMART Shop ซึ่งมีอยู่จำนวน 51 สาขา แบ่งเป็นช็อปประเภท Standalone Shop (Retail Shop) 12 สาขา และคาร์มาร์ทช็อปในพื้นที่โซนบิวตี้ฮอลล์ของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ได้แก่ The Mall และ Robinson อีก 39 สาขา

2. ช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิม หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่าย-ประเภทค้าปลีก ประกอบด้วย ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น ร้านสะดวกซื้อท้องถิ่น และร้านขายยาท้องถิ่น เป็นต้น

3. ช่องทางการจัดจำหน่ายแบบสมัยใหม่ทุกรูปแบบ เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น วัตสัน และโลตัส เป็นต้น

4. ช่องทางส่งออก จำหน่ายในต่างประเทศทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ กัมพูชา เวียดนาม พม่า จีน ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บังกลาเทศ และอินเดีย และ

5. ช่องทางค้าธุรกิจออนไลน์ ทั้งในส่วนที่บริษัทดำเนินการเองผ่าน www.karmarts.com และร้านค้าออนไลน์ของคู่ค้าได้ อาทิ Lazada, Robinson Online, Zalora และ Weloveshopping

ส่วนผลประกอบการ KAMART 9 เดือนปี 2560 มีรายได้รวม 1,145.70 ล้านบาท กำไรอยู่ที่ 208 ล้านบาท ซึ่งผลประกอบการที่ออกมาค่อนข้างต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์กันกำไรน่าจะออกมาดีกว่า ส่งผลทำให้ราคาหุ้น KAMART ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง จากราคา 12.30 บาทต่อหุ้น ณ สิ้นปี 2559 ลงมาเหลือ 7.35 บาทต่อหุ้น ณ สิ้นปี 2560

แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งยังเห็นว่าหุ้น KAMART น่าสนใจ โดยคาดกำไรสุทธิปี 2560 จะอยู่ที่ 280 ล้านบาท และ 315 ล้านบาทในปี 2561 จากการที่บริษัทจะพยามเดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดจีน ไต้หวัน ซึ่งเริ่มเห็นสินค้าไปวางจำหน่ายบ้างแล้ว น่าจะช่วยให้รายได้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นได้ และยังเป็นหุ้นที่มีการปันผลมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ธุรกิจความงามและสุขภาพยังไปได้ดี หุ้นธุรกิจเครื่องสำอางและสุขภาพ จึงอยู่ในความสนใจของนักลงทุนครั้งหน้าเราจะมาเล่าเรื่องหุ้น RS และ หุ้น DDD ครีมหอยทากกันต่อ อย่าลืมติดตามกันนะครับ

 

อ่านต่อ ที่นี่ หุ้นสวยกำไรงาม เทรนด์ความงามไม่เคยตกยุค Ep2