ไทยทาวน์ รถยนต์บินได้ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ และการยกระดับธุรกิจผ่านการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยี อัพเดทเทรนด์แห่งอนาคตและโอกาสทางธุรกิจผ่านมุมมองผู้นำด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมตัวจริงจากเมืองฉงชิ่งโดย H.O.W.

H.O.W. (House of Wisdom) คอมมูนิตี้แห่งปัญญาที่กลุ่มนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญรวมตัวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนและสร้างความโชคดีของกันและกัน ซึ่งก่อตั้งโดยคุณธนา เธียรอัจฉริยะ และคุณเรืองโรจน์ พูนผล คว้าตัวผู้นำด้านเทคโนโลยีจากประเทศจีน ได้แก่ คุณหวัง กั๋วชิ่ง ผู้แทนสภาประชาชนเขตหยูจง นครฉงชิ่ง  คุณโอเวน จ้าน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หุ่นยนต์ อานฮุย จู๋ชิ่ง กรุ๊ป (Anhui Zuxing Robot Group) และคุณซิน หลี่ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ บริษัท CDUI (China Automobile Development United Investment) มาแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “China’s Next Chapter: Unlock the Opportunities through the City of Future” เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจในประเทศจีนให้นักธุรกิจ นักลงทุน และนักพัฒนานวัตกรรมของไทย ผ่าน “ฉงชิ่ง” (Chongqing) หนึ่งในเมืองเศรษฐกิจสำคัญและเมืองแห่งอนาคตของจีน พร้อมเจาะลึกทิศทางของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้ง Digital Economy, EV, Smart Mobility และ Humanoid Robotics

            “ปัจจุบัน ถ้าจะดูว่าเทรนด์ด้านเทคโนโลยีระดับโลกก้าวหน้าไปขนาดไหนต้องไปดูที่ประเทศจีน ซึ่งมีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่น่าจับตามองและไปไกลกว่าเรามากๆ รวมถึงมีธุรกิจไทยจำนวนมากที่มีความต้องการไปลงทุนในประเทศจีน หรือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับธุรกิจจีน ความรู้เรื่องเทคโนโลยีและมีความเข้าใจตลาดในประเทศจีนจากผู้รู้จริงจึงมีความสำคัญอย่างมาก H.O.W. ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากผู้นำด้านเทคโนโลยีจากเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน มาแสดงวิสัยทัศน์และผลงาน รวมถึงจัดให้มี Networking เพื่อสร้างความสัมพันธ์ และแลกเปลี่ยนความรู้ให้กันและกัน เพื่อเป็นโอกาสให้นักธุรกิจ นักลงทุน และนักพัฒนานวัตกรรมของไทย ได้เล็งเห็นและสร้างโอกาสทางธุรกิจในประเทศจีนและประเทศไทย H.O.W. และเป็นการสร้างความโชคดีของกันและกันตามเป้าหมายของ H.O.W.” คุณธนา เธียรอัจฉริยะ กล่าว

ฉงชิ่ง เมืองแห่งอนาคตและโอกาสของธุรกิจไทย : ไทยทาวน์

           คุณหวัง กั๋วชิ่ง ผู้แทนสภาประชาชนเขตหยูจง นครฉงชิ่ง กล่าวว่า ฉงชิ่งเป็นเขตปกครองตรง ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของจีน มีนักท่องเที่ยวปีละ 500 ล้านคน เป็นต่างชาติเพียง 5 ล้านคน จากนโยบายฟรีวีซ่าปี 2024 ทำให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปฉงชิ่งเพิ่มขึ้นถึง 72% แสดงให้เห็นว่าฉงชิ่งเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่คนไทยสนใจ นอกจากการเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนฉงชิ่งแล้ว ในแง่การพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวฉงชิ่ง การที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวจีนซึ่งมีจำนวนไม่มากที่มีโอกาสเดินทางต่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มนี้ต้องการสัมผัสประสบการณ์จากต่างประเทศตามต้นฉบับ โครงการไทยทาวน์ที่เกิดขึ้นที่ย่านชาซีเซี่ยง (Chashixiang) เมืองฉงชิ่ง จึงมุ่งหาธุรกิจจากประเทศไทยไปลงทุนในการเปิดประสบการณ์แบบต้นฉบับจริงๆ จากประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนชาวจีนได้สัมผัสอาหารไทยและกิจกรรมวัฒนธรรมไทยจากฝีมือคนไทยโดยแท้จริง

“โครงการไทยทาวน์ที่เมืองฉงชิ่งกำลังผลักดันอยู่ เป็นการดึงดูดการลงทุนจากธุรกิจไทยไปเปิดธุรกิจที่ฉงชิ่ง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนฉงชิ่ง โดยรัฐบาลฉงชิ่งให้การสนับสนุนด้านอสังหาริมทรัพย์ นโยบาย รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวในโครงการไทยทาวน์ เพื่อให้ธุรกิจไทยที่ไปลงทุนสามารถเติบโตได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งฉงชิ่งและประเทศไทย จึงอยากเชิญชวนให้ธุรกิจไทยที่มีความสนใจไปเปิดธุรกิจในประเทศจีน พิจารณาเมืองฉงชิ่งเป็นหมุดหมายการลงทุนด้วย” คุณหลิว ตันจู ผู้ช่วยผู้แทนสภาประชาชนเขตหยูจง นครฉงชิ่ง กล่าว

 

เทคโนโลยีหุ่นยนต์แห่งอนาคต : Humanoid Robotics หุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์เพื่อใช้ในการพาณิชย์         

คุณโอเวน จ้าน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หุ่นยนต์ อานฮุย จู๋ชิ่ง กรุ๊ป กล่าวว่า วงการหุ่นยนต์ของประเทศจีนมีความก้าวหน้าไปมาก โดยล่าสุด มีการพัฒนาหุ่นยนต์จูซิง (ZX) ผลิตที่เมืองอู๋ซี ประเทศจีน ซึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายมนุษย์มากขึ้น และสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้ โดยปัจจุบันมีการใช้ในวงการการศึกษา พิพิธภัณฑ์ การทำวิจัย วิศวกรรม เทคโนโลยี รวมถึงพัฒนามาเพื่อใช้งานในกิจกรรมชีวิตประจำวันได้ด้วย เช่น สามารถพับผ้า เทขยะ หรืออยู่เป็นเพื่อนกับมนุษย์ได้ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม หุ่นยนต์ดังกล่าวได้รับการพัฒนามาเพื่อใช้ในกระบวนการการผลิต เช่น ยกของหนัก ประกอบชิ้นส่วน ไปจนถึงเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงอันตรายเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์ได้ โดยใช้โปรแกรมการประมวลผลสูงที่สุดในโลก มีการเคลื่อนไหวและปฏิสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุดในเวลานี้ ราคาในปัจจุบันอยู่ที่ 7,000-8,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 235,900-269,600 บาท*) ซึ่งคาดการณ์ว่า ในอนาคต อุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นไม่ต่างกับโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ EV อย่างในปัจจุบัน

“หุ่นยนต์จูซิง (ZX) มีการใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น การเตะฟุตบอล การเต้นรำ เพื่อสร้างสีสันให้การแข่งขันกีฬาหรือกิจกรรมการตลาดดึงดูดลูกค้า สามารถใช้เป็นไกด์บรรยายในรถไฟฟ้าใต้ดินและรัฐวิสาหกิจในประเทศจีน หรือแนะนำสินค้าได้ ซึ่งในอนาคต การพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการใช้งานจะมีความหลากหลายยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่เพื่อให้หุ่นยนต์มาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการใช้หุ่นยนต์เพื่อสร้างความปลอดภัยให้มนุษย์ เช่น ทำงานที่เสี่ยงอันตราย ขณะเดียวกัน การจะพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ได้ ต้องมีการพัฒนาในหลายภาคส่วนพร้อมกัน เช่น ด้านการศึกษา ประเทศจีนมีหลักสูตรซอฟท์แวร์และเดต้าสำหรับพัฒนาหุ่นยนต์ นอกจากนั้น เรายังมองว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ได้ไม่ใช่การผลักดันจากประเทศใดประเทศเดียว แต่การสร้างความร่วมมือและการมีพันธมิตรก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในด้านนี้ การมีพันธมิตรจากประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดสรรอะไหล่เพื่อใช้ประกอบหุ่นยนต์ ไปจนถึงธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้หุ่นยนต์ที่มีมากขึ้น ก็จะมีส่วนพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้มากขึ้น” คุณโอเวน จ้าน  กล่าว

 

เทคโนโลยีการคมนาคมแห่งอนาคต : รถยนต์ EV และรถยนต์บินได้

ด้านเทคโนโลยีการคมนาคมคุณซิน หลี่ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ บริษัท CDUI (China Automobile Development United Investment) กล่าวว่า ย้อนหลังไปในปี 2008 ตลาดรถยนต์จีนถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก แต่เทคโนโลยีหลักยังล้าหลังและต้องพึ่งพายุโรปกับสหรัฐอเมริกา กลยุทธ์ที่รัฐบาลจีนใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์จีนในเวลานั้นคือ การที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) เชิญบริษัทรถยนต์ 13 แห่งมาร่วมลงทุนจัดตั้ง CDUI นับจากจุดนั้น ทำให้ CDUI กลายเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ทำให้รถยนต์ทั้ง 13 แบรนด์มีเป้าหมายเดียวกัน ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ใหม่ในจีนปัจจุบันเกิน 50% เป็นรถยนต์พลังงานใหม่ (EV) โดยมีมาตรฐานแบตเตอรี่ต้านทานการเจาะเข็ม ไม่ติดไฟ ไม่ระเบิด ชาร์จไฟเพียง 10 นาที วิ่งได้ 500 กิโลเมตร หรือสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ โดยประเทศไทยมีบทบาทสำคัญใน 3 ด้านคือ เป็นฐานการผลิต เป็นประตูสู่อาเซียนสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวา รวมถึงการมีอัตราเข้าถึงตลาด EV (Market Penetration Rate) สูงถึง 12%

“ค่ายรถยนต์กว่า 50% ของ CDUI มีฐานการผลิตในประเทศไทย สิ่งที่ค่ายรถยนต์เหล่านี้ต้องการจากพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทยคือ การบริการหลังการขาย การสร้างทีมงาน และซัพพลายเชนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจของประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านการบริการ เพราะคนไทยมีน้ำใจ มีความรับผิดชอบ และใฝ่เรียนรู้” คุณซิน หลี่ กล่าว

นอกจากนั้น คุณซิน หลี่ ยังกล่าวถึงสิ่งที่น่าตื่นเต้นและถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีการคมนาคมแห่งอนาคตที่ประเทศจีนพัฒนาขึ้นคือ รถยนต์บินได้ (EVTOL) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับการทดลอง (Prototype) ซึ่งชาร์จ 1 ครั้ง สามารถบินได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง และรับน้ำหนักได้ 220 กิโลกรัม สั่งงานประกอบเครื่องบินผ่านแอปพลิเคชั่นมือถือได้ ส่วนระบบชาร์จอัจฉริยะ รถสามารถขับไปหาตู้ชาร์จ ชาร์จไฟ และถอดปลั๊กเองได้อัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีการคมนาคมของประเทศจีนได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อย่างมีแบบแผน ส่วนหนึ่งเป็นการจราจรในประเทศจีนบนท้องถนนค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว จึงต้องหาน่านฟ้าใหม่ จึงเกิดการพัฒนารถยนต์บินได้ขึ้นมา โดยด้านเทคนิคมีความสมบูรณ์ในการใช้งานแล้ว แต่ต้องอาศัย 3 ปัจจัยที่ช่วยให้เกิดการใช้งานได้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ ใบอนุญาตขับขี่รถบิน จุดขึ้น-ลงจอด และระบบปฏิบัติการ โดยคาดว่าภายใน 5-6 ปี จะสามารถเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้จริง

การยกระดับธุรกิจ : Technology Co-existence ใน 3 กลุ่มโอกาสทางธุรกิจ

          คุณเฉา เหวินเซี่ย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ธุรกิจไทยหากต้องการการเติบโตไม่ควรใช้วิธีการทางธุรกิจแบบเดิมที่เป็นการจ้างผลิต (OEM) ในจีนและกลับไปขายที่ไทย แต่สามารถยกระดับธุรกิจได้ผ่านการลงทุนยุคใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีร่วมกัน (Technology Co-existence) ที่สามารถทำได้ใน 3 กลุ่มโอกาสทางธุรกิจ ได้แก่

การเกษตรไทย – ประเทศจีนไม่ได้ขาดแคลนวัตถุดิบทางการเกษตรแต่สิ่งที่ประเทศจีนต้องการคือวัตถุดิบทางการเกษตรที่อร่อย คุณภาพสูง เพื่อยกระดับให้กลายเป็นอาหารมูลค่าสูงได้ ดังนั้น การมีเทคโนโลยีการเกษตรหรือเทคโนโลยีด้านอาหารที่ยกระดับให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมีคุณภาพสูงได้ จะยิ่งเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศ รวมถึงการที่ประเทศจีนมีห่วงโซ่อุปทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตได้ไกลกว่าเดิม

การแพทย์ การดูแลผู้สูงอายุ – ประเทศจีนเป็นสังคมผู้สูงอายุ ธุรกิจไทยที่เกี่ยวกับการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุจึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในประเทศจีน การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้เพื่อดูแลผู้สูงอายุจึงสามารถเชื่อมโยงธุรกิจของสองประเทศได้ รวมทั้งใช้เป็นพื้นฐานในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย

หัตถศิลป์และซอฟท์พาวเวอร์ไทย – ประเทศไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในด้านหัตถศิลป์และซอฟท์พาวเวอร์ เมื่อมาบวกกับเทคโนโลยีดิจิทัลจากจีน จะทำให้การขยายธุรกิจในกลุ่มนี้เติบโตยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะตลาดในประเทศจีนมีขนาดใหญ่ และต้องการความแปลกใหม่ทางความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอด

“หลักความร่วมมือระหว่างพันธมิตรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนคือ การใช้หลักเอาจุดแข็งมาอุดจุดอ่อน (Complementary Strengths) โดยนำความเชี่ยวชาญการบริหาร (Operation) และการบริการ (Hospitality) ของไทย มาเติมเต็มในการพัฒนาเมืองในจีน และเราพร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจีนสนับสนุนเฉพาะธุรกิจที่สุจริตเท่านั้น” คุณเหอ เลี่ย รองประธานบริหาร คณะกรรมการระหว่างประเทศ สมาคมการลงทุนแห่งประเทศจีน (Investment Association of China – IAC) กล่าว

ในวงเสวนา “China’s Next Chapter: Unlock the Opportunities through the City of Future” นี้ ได้รับความสนใจจากกลุ่มสมาชิกของ H.O.W. ที่สนใจในธุรกิจและเทคโนโลยีจากประเทศจีน เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, คุณลลิสา จงบารมี รวมถึงผู้บริหารจากหลากหลายวงการ

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ H.O.W. (House of Wisdom) ได้ที่ https://howbangkok.com/