วันเดอร์ เอไอ เปิดแผนธุรกิจปี 69 รุกใช้ระบบ Wonder AI เจาะลูกค้ากลุ่มธุรกิจค้าปลีกนำร่องก่อน เดินหน้าขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อเนื่อง เพื่อรองรับลูกค้ายุค AI ไร้พรมแดน พร้อมผนึกพันธมิตรเร่งพัฒนาระบบนิเวศ Smart Retail เต็มกำลัง เพื่อให้ Wonder AI สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่ลูกค้ามีอยู่แล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งเป้าสิ้นปี 2569 มีลูกค้านำระบบ Wonder AI ไปใช้งานไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท ครอบคลุมพื้นที่ติดตั้งไม่น้อยกว่า 100 สาขา ปี 2570 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 100 บริษัท ขยายพื้นที่ใช้งานระบบครอบคลุมทะลุ 1,000 สาขาทั่วประเทศ และมุ่งสู่เป้าหมายยกระดับ Wonder AI จากระบบ Wonder Insight ไปสู่ AI Store Manager เต็มรูปแบบ

นายวรกฤต ชัยสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันเดอร์ เอไอ จำกัด ผู้ให้บริการระบบวันเดอร์ เอไอ (Wonder AI) เปิดเผยถึงแผนการทำตลาดครึ่งปีหลังปี 2569 ว่า บริษัทฯ จะมุ่งสร้างตลาดและการยอมรับระบบ Wonder AI ในประเทศไทยมากขึ้น โดยเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีหน้าร้านและหลายสาขาเป็นหลัก เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเฉพาะทาง ร้านสุขภาพและความงาม รวมถึงศูนย์การค้า พร้อมใช้กลยุทธ์ “พิสูจน์ผลลัพธ์ก่อนขยายการลงทุน” ผ่านโครงการ POC (การทดสอบแนวคิด) และโครงการต้นแบบ เพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบ Wonder AI สามารถช่วยแก้ปัญหา และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
“ทิศทางการทำตลาดของ Wonder AI คือ การยกระดับร้านค้าออฟไลน์จากพื้นที่ขายสินค้าแบบดั้งเดิมให้กลายเป็น Smart AI Retail ซึ่งสามารถมองเห็น เข้าใจ และตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกค้าได้ด้วยข้อมูล โดยบริษัทไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงเทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพ แต่จะวางตำแหน่ง Wonder AI เป็นโซลูชันบริหารธุรกิจค้าปลีกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น การทำตลาดจะไม่ได้มุ่งขายเทคโนโลยีหรือระบบวิเคราะห์ภาพเพียงอย่างเดียว แต่จะนำเสนอ Wonder AI ในฐานะ Business Solution (โซลูชันเพื่อแก้ปัญหาธุรกิจ) ที่เปลี่ยนกล้อง CCTV เดิมที่ใช้เพื่อรักษาความปลอดภัยและตรวจสอบเหตุการณ์ย้อนหลัง ให้กลายเป็นเสมือน “ดวงตาของ AI Store Manager” หรือผู้ช่วยผู้จัดการร้านอัจฉริยะ โดยระบบจะนำข้อมูลภาพมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงธุรกิจ วิเคราะห์การดำเนินงานภายในร้าน ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจจำนวนลูกค้า ช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้าร้าน เส้นทางการเดิน พื้นที่และสินค้าที่ได้รับความสนใจ ระยะเวลาในการเลือกซื้อ รวมถึงจุดที่ลูกค้าออกจากกระบวนการก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้สามารถปรับผังร้าน การจัดวางสินค้า การทำรายการโปรโมชั่น และการบริหารพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในปี 2569 คือ การสร้างกรณีศึกษาจากการใช้งานจริงกับผู้ประกอบการค้าปลีกไทย โดยกำหนดตัวชี้วัดก่อนและหลังใช้งานอย่างชัดเจน เช่น อัตราการเปลี่ยนผู้เข้าร้านเป็นผู้ซื้อ ประสิทธิภาพของพื้นที่ขาย ความสนใจต่อสินค้า ผลตอบรับของโปรโมชั่น และประสิทธิภาพการให้บริการของพนักงาน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของลูกค้ารายใหม่ และสนับสนุนการขยายระบบจากสาขาทดลองไปสู่หลายสาขา
- ผนึกพันธมิตรพัฒนา Smart Retail
นายวรกฤต กล่าวต่อว่า บริษัทฯ จะเร่งพัฒนาระบบนิเวศ Smart Retail ร่วมกับพันธมิตรด้าน Cloud Infrastructure คือ AWS ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่สนับสนุนการประมวลผล ความมั่นคงปลอดภัย และการขยายระบบหลายสาขา และ TBSP ในด้าน Electronic Shelf Label หรือ ESL (ป้ายราคาอิเล็กทรอนิกส์) ที่จะช่วยให้ร้านค้าสามารถบริหารราคา โปรโมชั่น และข้อมูลสินค้าหน้าชั้นวางได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และ System Integration (การเชื่อมโยงระบบ) เพื่อให้ Wonder AI สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่ลูกค้ามีอยู่แล้ว ช่วยลดข้อจำกัดด้านการลงทุน และทำให้การติดตั้งใช้งานในแต่ละสาขาเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งการทำงานร่วมกันของ Wonder AI, AWS และ TBSP จะช่วยสร้างกระบวนการแบบครบวงจร ตั้งแต่การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การค้นหาโอกาสทางธุรกิจ ไปจนถึงการนำผลวิเคราะห์ไปปรับราคา โปรโมชั่น พื้นที่ขาย และการดำเนินงานภายในร้าน พร้อมติดตามผลหลังดำเนินการ เพื่อวัดประสิทธิภาพและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปี 2570 ตั้งเป้ายกระดับ Wonder AI จากระบบ Wonder Insight (ระบบวิเคราะห์ข้อมูลภายในร้าน) ไปสู่ AI Store Manager (ผู้ช่วยผู้จัดการร้านอัจฉริยะ) อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น โดยระบบจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแสดงข้อมูลย้อนหลัง แต่จะสามารถตรวจจับความผิดปกติ ค้นหาปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ จัดลำดับความสำคัญ และเสนอ Recommended Action (แนวทางดำเนินการที่แนะนำ) ให้แก่ผู้บริหารและผู้จัดการร้าน เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

- ระบบ Wonder AI ไม่จำกัดแค่ธุรกิจค้าปลีก
สำหรับการขยายตลาด บริษัทฯ จะมุ่งเปลี่ยนโครงการ POC ที่ประสบความสำเร็จให้เป็นการใช้งานเชิงพาณิชย์ และขยายจาก 1 สาขาไปสู่เครือข่ายหลายสาขา พร้อมพัฒนารูปแบบบริการและแพ็กเกจราคาที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละระดับ ตั้งแต่ร้านค้ารายสาขา เครือข่ายค้าปลีกขนาดกลาง ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดเทคโนโลยีไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่มีพื้นที่ให้บริการและต้องการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งาน เช่น ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านสุขภาพและความงาม ร้านอาหาร คาเฟ่ โชว์รูม โรงพยาบาล คลินิก ธนาคาร สนามบิน สถานีขนส่ง สถานศึกษา อาคารสำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า งานแสดงสินค้า หน่วยงานบริการประชาชน และพื้นที่บริการสาธารณะ เป็นต้น เพราะระบบ Wonder AI ไม่ได้จำกัดการใช้งานเฉพาะแค่ธุรกิจค้าปลีก แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้กับหลายๆ อุตสาหกรรมที่มีพื้นที่ให้บริการ ลูกค้า พนักงาน หรือผู้ใช้งานเข้ามาทำกิจกรรมภายในสถานที่ โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจากกล้อง CCTV เพื่อวิเคราะห์การใช้พื้นที่ ทำความเข้าใจจำนวนลูกค้าหรือผู้รับบริการ ระยะเวลารอคอย การเคลื่อนไหว ช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น พฤติกรรมผู้บริโภค และประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กร และประสบการณ์ของลูกค้า

Wonder AI ไม่ได้เป็นระบบสำเร็จรูปแบบเดียวสำหรับทุกอุตสาหกรรม การนำไปใช้จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัด และรูปแบบการวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ พร้อมออกแบบการใช้งานภายใต้หลักความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น จุดแข็งของ Wonder AI คือ ความสามารถในการปรับใช้กับสถานที่และธุรกิจที่หลากหลาย โดยเปลี่ยนข้อมูลภาพจากกล้อง CCTV ที่องค์กรมีอยู่แล้วให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึก ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยองค์กรที่ควรใช้ Wonder AI คือ องค์กรที่ต้องการเปลี่ยนการบริหารจากการอาศัยประสบการณ์หรือการคาดการณ์ ไปสู่การตัดสินใจด้วยข้อมูลจริง และมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่และบุคลากร ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า สร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
“เหตุผลที่บริษัทฯ เลือกเดินในทิศทางดังกล่าว เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและดุเดือด ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานก็เพิ่มขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และช่องว่างระหว่างข้อมูลออนไลน์กับข้อมูลภายในร้านยังมีอยู่มาก ระบบ POS สามารถบอกได้ว่า “ขายอะไรและขายได้เท่าไร” แต่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดว่า “ลูกค้าเข้ามาแล้วทำอะไร สนใจสินค้าใด และเหตุใดจึงไม่ซื้อ” ซึ่ง Wonder AI จะเข้ามาเติมเต็มข้อมูลส่วนนี้ และเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร้าน ให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้ตัดสินใจได้ เป้าหมายระยะยาวของบริษัทฯ คือ การเป็น Strategic Retail AI Partner (พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับธุรกิจค้าปลีก) ที่มีความเข้าใจตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ากับความต้องการของผู้ประกอบการในประเทศ และช่วยให้ลูกค้าเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน ยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภค และสร้างมาตรฐานใหม่ของการบริหารร้านค้าในยุค AI ได้อย่างยั่งยืน”

- Wonder AI มุ่งสู่เป้าหมายเติบโตฉุดไม่อยู่
สิ้นปี 2569 คาดว่าจะมีลูกค้านำระบบ Wonder AI ไปใช้งานไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท ครอบคลุมพื้นที่ติดตั้งไม่น้อยกว่า 100 สาขา โดยจะมุ่งเปลี่ยนโครงการ POC (การทดสอบแนวคิด) ที่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ให้เข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์และขยายผลไปยังสาขาอื่นของลูกค้า เป้าหมายปี 2570 คาดว่าจะเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 100 บริษัท ขยายพื้นที่ใช้งานระบบครอบคลุมไม่น้อยกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ โดยการเติบโตมาจาก 3 แนวทางสำคัญ คือ 1. การขยายระบบจากสาขาทดลองไปสู่เครือข่ายหลายสาขา 2. การเพิ่มลูกค้าใหม่ในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเฉพาะทาง และศูนย์การค้า 3. การต่อยอดบริการจาก Store Insight (ระบบวิเคราะห์ข้อมูลภายในร้าน) ไปสู่ AI Store Manager (ผู้ช่วยผู้จัดการร้านอัจฉริยะ) ที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางดำเนินการได้
“เชื่อมั่นว่าความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารร้านจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโต เนื่องจาก Wonder AI สามารถเปลี่ยนกล้อง CCTV และข้อมูลจากระบบภายในร้านให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ผู้บริหารนำไปใช้ตัดสินใจและวัดผลทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม”

- เป้าหมายยกระดับค้าปลีกไทยสู่เวทีโลกยุค AI ไร้พรมแดน
นายวรกฤต กล่าวว่า การเปิดตัว “SMART RETAIL SOLUTION AND AI STORE MANAGER” ครั้งนี้ คาดหวังให้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำเสนอแนวคิดใหม่ของการบริหารร้านค้าปลีกด้วยปัญญาประดิษฐ์ ที่เปลี่ยนกล้อง CCTV จากอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อรักษาความปลอดภัย ให้กลายเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจและผู้ช่วยผู้จัดการร้านอัจฉริยะ พร้อมสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการรับรู้ว่า Wonder AI ไม่ได้เป็นเพียงระบบนับจำนวนลูกค้าหรือรายงานข้อมูลย้อนหลัง แต่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า เส้นทางการเดิน ความสนใจต่อสินค้า ประสิทธิภาพของพื้นที่ โปรโมชั่น และการให้บริการของพนักงาน พร้อมนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานภายในร้านต่อไป
นอกจากนี้ ยังคาดหวังสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในแบรนด์ Wonder AI ในฐานะผู้ให้บริการ Smart Retail Solution (โซลูชันค้าปลีกอัจฉริยะ) ที่มีความเข้าใจบริบทของตลาดไทย สามารถนำเทคโนโลยี AI จากต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของผู้บริโภค และความต้องการของผู้ประกอบการไทย ซึ่งคาดหวังว่าจะนำไปสู่การสร้างโครงการ POC (การทดสอบแนวคิด) กับลูกค้ารายใหม่ การขยายความร่วมมือกับธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ และการต่อยอดจากสาขาทดลองไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในหลายๆ สาขา รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่จะร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยให้ก้าวสู่ยุค AI อย่างเป็นรูปธรรม
“เป้าหมายสูงสุดของการจัดงานนี้ ไม่ใช่แค่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือการประกาศวิสัยทัศน์ของ Wonder AI ที่ต้องการยกระดับการบริหารร้านค้าจากการตัดสินใจด้วยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การตัดสินใจด้วยข้อมูลและ AI เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่และบุคลากร ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจค้าปลีกไทยในเวทีโลกในยุค AI ที่ไร้พรมแดน”

นายวรกฤต กล่าวว่า ในโลกยุค AI ที่การแข่งขันไม่มีพรมแดน ผู้บริโภคเปรียบเทียบสินค้า ราคา และประสบการณ์ได้ตลอดเวลา ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ผันผวน การแข่งขันรุนแรงจากช่องทางออนไลน์ และความคาดหวังต่อบริการที่รวดเร็วและเฉพาะบุคคลมากขึ้น ดังนั้น Wonder AI จึงเข้ามาช่วยลดช่องว่างด้านข้อมูลของร้านค้าออฟไลน์ เพื่อให้สามารถเข้าใจลูกค้า และปรับการดำเนินงานได้ใกล้เคียงกับธุรกิจออนไลน์มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม Wonder AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่ผู้บริหารหรือผู้จัดการร้าน แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ทำให้บุคลากรมองเห็นข้อมูลได้ครบถ้วน ตัดสินใจได้แม่นยำ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น
The Business Plus บิสิเนสพลัส
