คนที่เป็นแฟนวอลเลย์บอลหญิงไทยคงจะคุ้นตากับอุปกรณ์การแข่งกีฬาที่สำคัญในทุกๆแมทช์อย่างลูกวอลเลย์บอล ที่มีโลโก้ของแบรนด์ๆ นึงนั่นคือ MIKASA (มิกาซ่า) แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นที่อยู่คู่วงการวอลเล่บอลมาอย่างยาวนานเกือบ 100 ปี ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายลูกบอลสำหรับการแข่งขันแต่เพียงผู้เดียวให้กับสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) และปัจจุบันก็ยังคงเป็นแบรนด์ที่ยืนหยัดอยู่อย่างแข็งแกร่งมาจนถึงปัจจุบัน คำถามคือ พวกเค้าทำได้ยังไง และผ่านการเปลี่ยนแปลงอะไรมาบ้าง?
ซึ่งจุดเริ่มต้นของแบรนด์ มิกาซ่า คือ ปี ค.ศ. 1917 หรือเมื่อ 109 ปีก่อน เริ่มจากบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยาง จากนั้นจึงได้นำเอาความรู้ และวัสดุมาพัฒนาต่อยอดมาเป็นการผลิตและเริ่มขายลูกบอลกีฬาเป็นครั้งแรกในปี 1935 โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า ‘Mikasa Balls’ ต่อมาในปี 1950 ได้หันมามุ่งเน้นผลิตลูกวอลเลย์บอลคุณภาพสูงกว่าที่มีอยู่ในตลาด ณ ขณะนั้น และกลายเป็นนิยมใช้ในหมู่นักกีฬามืออาชีพ
แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือ ปี 1962 หรือหลังจากก่อตั้งมา 45 ปี ซึ่งเป็นปีที่ มิกาซ่า ได้รับการรับรองจาก สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ ให้เป็นลูกบอลมาตรฐาน และต่อมาในปี 1964 แบรนด์มิกาซ่ากลายเป็นแบรนด์ลูกวอลเลย์บอลที่ใช้ในการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียว ซึ่งเป็นครั้งแรกที่วอลเลย์บอลถูกบรรจุในกีฬาโอลิมปิก และแบรนด์ มิกาซ่า ก็เป็นที่รู้จักในแวดวงกีฬาไปทั่วโลก
และ มิกาซ่า ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นลูกบอลมาตรฐาน เพราะในช่วงตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา พวกเขาได้เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุใหม่ๆ ต่อเนื่อง
โดยในปี 1998 มิกาซ่า ได้เปลี่ยนลูกวอลเลย์บอลจาก สีขาวล้วน เป็น สีเหลือง-น้ำเงิน ในการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก ถือเป็นแบรนด์แรกที่ได้มีการเปลี่ยนสีลูกวอลเลย์บอลจากสีภาพจำมาอย่างยาวนาน กลายมาเป็น ‘สีน้ำเงิน-เหลือง’ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก จนกลายเป็นแบรนด์ที่เป็นไอคอนิกของลูกวอลเลย์บอลสีเหลืองลายน้ำเงิน และเป็นแบรนด์ที่ได้รับเลือกให้ใช้ในรายการแข่งขันระดับโลก
เพราะที่มิกาซ่าทำไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนสีเพื่อให้เกิดความแตกต่าง หรือเพื่อการตลาด แต่มันเกิดจากการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย เพื่อแก้ Pain Point หลายจุดให้กับวงการวอลเลย์บอลนั่นคือ
1. เพิ่มการมองเห็น : สีเหลืองและสีน้ำเงิน ช่วยให้มนุษย์และกล้องโทรทัศน์จับทิศทางของลูกบอลที่หมุนด้วยความเร็วสูงได้ชัดเจนกว่าสีขาว
2. ช่วยลดปัญหาภาพเบลอผ่านหน้าจอโทรทัศน์ได้ดีกว่าสีขาว ทำให้ผู้ชมทางบ้านมองตามลูกบอลได้ชัดขึ้น สนุกกับเกมมากขึ้น
จนกระทั่งมาถึงช่วงปี 2008 ‘มิกาซ่า’ ได้ปฏิวัติตัวลูกบอลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี โดยการเปิดตัวรุ่น “Mikasa MVA200” เพื่อใช้เป็นลูกบอลหลักในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ที่ปักกิ่ง โดยลดจำนวนแผ่นหนังเหลือ 8 แผ่น ช่วยให้ลูกบอลมีความกลมกลึงและสมดุลมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีรอยบุ๋ม เป็นครั้งแรกที่มีการทำผิวสัมผัสให้มีรอยบุ๋มคล้ายลูกกอล์ฟ เพื่อช่วยลดแรงต้านอากาศ ทำให้วิถีบอลพุ่งได้นิ่งและแม่นยำ ไม่ส่ายไปมากลางอากาศ และตัวลูกใช้หนังไมโครไฟเบอร์ชนิดพิเศษที่ช่วยป้องกันไม่ให้ลูกบอลลื่นเมื่อโดนเหงื่อของนักกีฬา ทำให้ควบคุมลูกได้ดีขึ้น
ดีไซน์สีเหลือง-น้ำเงินแบบ 8 แผ่นในปี 2008 นี้ ได้กลายเป็นภาพจำสัญลักษณ์ของกีฬาวอลเลย์บอลยุคใหม่ที่ใช้ต่อเนื่องมาในโอลิมปิกถึง 3 สมัย (2008, 2012, 2016)
และมิกาซ่า ยังไม่หยุดเท่านี้ เพราะต่อมาในปี 2019 ได้เปิดตัว Mikasa V200W ซึ่งเป็นลูกวอลเลย์บอลรุ่นใหม่ที่ออกแบบให้ควบคุมง่ายและลดการหมุนของลูก ซึ่งเป็นรุ่นท็อประดับ Official Game Ball ที่ได้รับการรับรองสูงสุดจาก สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) และ สมาพันธ์วอลเลย์บอลเอเชีย (AVC) และได้ถูกนำมาใช้ในการแข่งขันในศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ทีมชาติไทยเอาชนะจีนมาได้อีกด้วย
ทีนี้มาดูในแง่ผลประกอบการกันบ้าง โดย มิกาซ่า ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยตั้งแต่ปี 2001 จดทะเบียนภายใต้ บริษัท มิกาซ่า อินดัสตรี้ส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุปกรณ์กีฬารายใหญ่ในเครือ มีรายได้รวมในปี 2568 ประมาณ 785 ล้านบาท กำไรสุทธิ 25.66 ล้านบาท โดยประเทศไทยถือว่าเป็นฐานการผลิตหลักและใหญ่ที่สุดของมิกาซ่า เน้นการผลิตลูกบอลกีฬาเพื่อส่งออกไปยังทวีปต่างๆ ทั่วโลก สินค้าส่วนใหญ่ที่เราซื้อในท้องตลาดจึงมักจะระบุว่า Made in Thailand
นอกจากไทยแล้วก็ยังมีโรงงานผลิตที่ประเทศกัมพูชา เพื่อขยายกำลังการผลิตตามกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงและบริหารต้นทุนแรงงานในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย
ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาถือเป็นฐานการผลิต และจัดจำหน่ายในเครือของ Mikasa Corporation (บริษัท มิกาซ่า คอร์ปอเรชัน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่สัญชาติญี่ปุ่น มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น รวมบริษัทในครัวทั้งหมดมีมูลค่าธุรกิจรวมกันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 3,500 – 4,500 ล้านบาทต่อปี (ที่มา : mikasasports)
จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของแบรนด์ มิกาซ่า ที่ทำให้สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อย่างแข็งแกร่งนั้น มาจาก 4 ข้อหลักๆ คือ
- ควบคุมคุณภาพให้ดีอย่างสม่ำเสมอ : เกือบ 100 ปี ที่ มิกาซ่า สามารถรักษามาตรฐานการผลิตและการใช้วัสดุคุณภาพสูงทำให้เป็นที่นิยม และชื่อชอบสำหรับนักกีฬามืออาชีพ และเป็นที่ไว้ใจของผู้จัดการแข่งขันทั่วโลก นอกจากนี้ มิกาซ่า ยังมีลูกบอลหลายเกรด และหลายราคาให้เลือก ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายพันบาท ให้เหมาะกับการใช้งาน
- การวิจัย และพัฒนานวัตกรรมการกีฬาที่ไม่หยุดนิ่ง : การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองเกมการเล่นที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย และตามเทคโนโลยีการถ่ายทอดสดกีฬา
- เพิ่มความน่าเชื่อถือ : การได้รับรองจาก FIVB และการได้รับเลือกใช้ในโอลิมปิกและการแข่งขันระดับโลกครั้งมาอย่างต่อเนื่อง เป็นการการันตีคุณภาพ และความสำเร็จของแบรนด์ที่สร้างความไว้วางใจในระดับสูง
- การออกแบบและพัฒนาสินค้าด้วยความเข้าใจในนักกีฬา : จะเห็นได้ว่า มิกาซ่า เน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงประสิทธิภาพและความรู้สึกของผู้เล่น และผู้ชมอย่างแท้จริง
ทั้งหมดนี้คือ 4 คีย์หลักที่ทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นแบรนด์นี้ไปไกลระดับโลก และอยู่ยืนยาวมา 100 ปี โดยที่คู่แข่งไม่สามารถสู้ได้ และนอกจากตอนนี้ แบรนด์มิกาซ่า จะสามารถพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องให้เข้ากับยุคสมัย และแก้ Pain Point ให้กับทั้งนักกีฬา และผู้ชมได้รวดเร็วกว่าแบรนด์อื่นแล้ว มิกาซ่า ก็เข้าใจความเสี่ยงในธุรกิจของตนดี จึงได้แตกไลน์ธุรกิจให้ครอบคลุม ไม่เพียงแต่ผลิตและจำหน่ายลูกบอลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬา และสุขภาพ เพื่อเป็นการปรับตัวที่จะทำให้พวกเขายังสามารถอยู่ยืนหยัดได้อีกนาน

Tip : มูลค่าตลาดอุปกรณ์วอลเลย์บอลในปี 2026 อยู่ที่ 3.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และถูกคาดกาณณ์ว่าจะเติบโต 5.47% ในช่วงปี 2026-2031 โดยตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดคือเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่ตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา
ที่มา : theworldfolio , Mikasa Corporation
#BusinessPlus #ธุรกิจ #Mikasa
The Business Plus บิสิเนสพลัส
