The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนกันยายน 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก คุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ AIA ประเทศไทย ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขององค์กรอายุกว่า 88 ปี ที่จะยกระดับจากบริษัทประกันที่ทำหน้าที่บริหารความเสี่ยง ไปสู่การสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่ครอบคลุม ในโลกของ Longevity
เมื่อ “อายุยืน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีชีวิตอยู่ให้นานขึ้นอีกต่อไป แต่หมายถึงการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทำให้โจทย์ของระบบสุขภาพ และธุรกิจประกันต้องเปลี่ยนจากการ “จ่ายเมื่อเจ็บป่วย” ไปสู่การออกแบบระบบที่ช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพดี มีความมั่นคงทางการเงิน และเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมได้ตลอดช่วงชีวิต
ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยระบุว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 13.68 ล้านคน หรือคิดเป็น 20.83% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยเด็กมีสัดส่วนลดลงเหลือ 15.2% สะท้อนภาพโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ตลาดประกันชีวิตเองก็มีบทบาทมากขึ้นในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่า ปี 2568 ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับสะสมรวม 676,436 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นเบี้ยจากสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ 135,083 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า คนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น และประกันสุขภาพกำลังกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการวางแผนชีวิตและการเงินระยะยาว
สำหรับ AIA ประเทศไทย ซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศมา 88 ปี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นำไปสู่การยกระดับบทบาทจากบริษัทประกันที่ทำหน้าที่บริหารความเสี่ยง ไปสู่การสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การดูแลสุขภาพ การรักษา ไปจนถึงการบริหารต้นทุนทางการแพทย์ ผ่านการจัดตั้งหน่วยงาน Healthcare การเดินหน้าผลักดัน AIA Vitality และการสร้าง AIA Smart Network เพื่อเชื่อมโยงบริษัทประกัน โรงพยาบาล และพันธมิตรด้านสุขภาพเข้าด้วยกัน
เพราะในวันที่คนไทยกำลังมีอายุยืนขึ้น ความท้าทายอาจไม่ใช่เพียง “จะอยู่ได้นานแค่ไหน” แต่คือ จะทำอย่างไรให้ชีวิตที่ยืนยาวนั้นยังมีสุขภาพที่ดี มีความมั่นคงทางการเงิน และสามารถเข้าถึงระบบการดูแลที่ยั่งยืนได้ตลอดเส้นทางชีวิต ซึ่งนี่คือโจทย์ใหญ่ที่ AIA กำลังเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกของ Longevity
จากรากฐาน 88 ปี สู่การรับมือโลกที่เปลี่ยนไป
ความสำเร็จตลอด 88 ปีในประเทศไทยของ AIA ไม่ได้เกิดขึ้นจากการยึดติดกับสิ่งที่เคยทำได้ดีในอดีต แต่เกิดจากการรักษา “รากฐาน” ที่แข็งแรง ควบคู่ไปกับความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
คุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ AIA ประเทศไทย มองว่า สิ่งที่ทำให้ AIA สามารถดำเนินธุรกิจมาได้ยาวนาน คือการมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งพลังของตัวแทน ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง แต่ในโลกที่ความต้องการของผู้คน เทคโนโลยี และสภาพตลาดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รากฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ “การเปลี่ยนแปลง” เพราะแม้ธุรกิจจะมีพื้นฐานที่ดีเพียงใด หากไม่สามารถปรับตัวให้สอดรับกับบริบทใหม่ ก็ยากที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคในอนาคตได้ โดยเฉพาะธุรกิจประกันสุขภาพที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่พฤติกรรมของผู้บริโภค นวัตกรรมทางการแพทย์ โรคและรูปแบบการรักษาที่เปลี่ยนไป ไปจนถึงต้นทุนทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ AIA จึงจัดตั้งหน่วยงาน Healthcare ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้การบริหารธุรกิจประกันสุขภาพสามารถมองโจทย์ได้ลึกและรอบด้านมากขึ้น เพราะประกันสุขภาพไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถออกแบบแล้วหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับวิวัฒนาการของระบบสุขภาพ
“ตลาดยังโตได้เยอะ แต่ในขณะเดียวกันมีความซับซ้อน มีความท้าทายที่ต้องบริหารอย่างดี”
ดังนั้น การจัดตั้งหน่วยงาน Healthcare จึงสะท้อนถึงการเปลี่ยนมุมมองต่อธุรกิจประกันสุขภาพ จากเดิมที่อาจเน้นการบริหารความเสี่ยงในวันที่ลูกค้าเจ็บป่วย ไปสู่การทำความเข้าใจระบบสุขภาพในภาพใหญ่ และมองหาวิธีที่จะสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต
เพราะเมื่อคนมีอายุยืนขึ้น คำถามเรื่องสุขภาพก็ไม่ได้จบอยู่ที่ “หากป่วยแล้วประกันจะจ่ายเท่าไร” แต่กำลังขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า ตั้งแต่จะป้องกันการเจ็บป่วยได้อย่างไร จะรักษาสุขภาพให้ดีได้นานแค่ไหน จะเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ต้นทุนทั้งหมดของระบบและเบี้ยประกันยังอยู่ในระดับที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้
3 คลื่นใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนโจทย์สุขภาพ
เมื่อมองออกจากประเทศไทยไปสู่ภาพของเอเชีย คุณเอกรัตน์มองเห็น 3 การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน และล้วนส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของธุรกิจประกันสุขภาพ
คลื่นลูกแรก คือ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Asia is getting wealthier but not healthier” แม้ผู้คนในหลายประเทศของเอเชียจะมีรายได้และฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า สุขภาพของประชากรจะดีขึ้นตามไปด้วย เพราะการทำงานนาน การออกกำลังกายไม่เพียงพอ พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม และการพักผ่อนน้อย ล้วนกลายเป็นปัจจัยสะสมที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
ผลที่ตามมาคือโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ (กลุ่มโรค NCD) มีบทบาทมากขึ้น และเมื่อโรคไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่ต้องอาศัยการดูแลและรักษาอย่างต่อเนื่อง ภาระทางสุขภาพจึงไม่ได้ตกอยู่กับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงครอบครัว ระบบประกัน และระบบสาธารณสุขโดยรวม
คลื่นลูกที่สอง คือ การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ โดยประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแล้ว และกำลังมุ่งหน้าไปสู่สังคมสูงวัยระดับที่เข้มข้นขึ้นในอนาคต เมื่ออายุขัยของผู้คนยาวนานขึ้น ความต้องการด้าน Healthcare ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนมีชีวิตยืนยาวเท่านั้น แต่ต้องคิดต่อไปถึงคุณภาพของชีวิตในช่วงเวลาที่เพิ่มขึ้น หากคนคนหนึ่งมีอายุยืนขึ้นอีกหลายสิบปี แต่ต้องอยู่กับโรคเรื้อรังและต้องใช้บริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่คลื่นลูกที่สาม คือ ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคเอกชนหรือผู้บริโภค แต่รวมถึงภาครัฐที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับต้นทุนด้านสุขภาพที่สูงขึ้นด้วย
เมื่อทั้ง 3 ปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ภาพของธุรกิจประกันสุขภาพจึงเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะบริษัทประกันไม่ได้กำลังรับมือกับเพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น หรือค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่ต้องออกแบบระบบที่สามารถรองรับชีวิตของผู้คนซึ่งยาวขึ้น ในขณะที่ทรัพยากรและต้นทุนของระบบสุขภาพมีข้อจำกัดมากขึ้น
และนี่เองคือจุดที่แนวคิด Longevity เข้ามาเชื่อมโยงระหว่าง “สุขภาพ” กับ “ความมั่นคงทางการเงิน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Longevity ไม่ใช่แค่การมีชีวิตที่ยาว แต่ต้องมีชีวิตที่ดี
คุณเอกรัตน์เปรียบ Longevity ว่าเป็น “ดาบสองคม” เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนปีของชีวิต แต่คือการทำให้ปีที่เพิ่มขึ้นนั้นยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
“เมื่อ Lifespan เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วทำยังไงให้ Healthspan มันยาวตามกันไปได้”
แนวคิดดังกล่าวทำให้โจทย์ของ Longevity มีอยู่ 2 ด้านที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ด้านแรกคือ Financial Health หรือการมีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับชีวิตหลังวัยทำงาน ส่วนอีกด้านคือ Healthspan หรือการยืดช่วงเวลาที่คนยังมีสุขภาพดีให้ยาวนานที่สุด
เมื่อสองเรื่องนี้เชื่อมโยงกัน การวางแผนชีวิตจึงไม่สามารถแยก “การเงิน” ออกจาก “สุขภาพ” ได้อีกต่อไป
สำหรับ AIA แนวคิดนี้สะท้อนผ่านการพัฒนา Solution ออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งแรก คือ ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบริหารจัดการด้านการเงินและสร้างรายได้ในอนาคต (Wealth solution) ขณะที่อีกฝั่ง คือ ผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล (Health solution)
ซึ่งการดูแลสุขภาพในมุมมองของ AIA ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อคนป่วย เพราะการจัดการความเสี่ยงที่ดีที่สุดอาจเริ่มต้นก่อนที่จะเกิดความเสี่ยงขึ้นจริง
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือ AIA Vitality ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องมานาน 10 ปี และมีสมาชิกเกือบ 1 ล้านคน โดยมีแนวคิดหลัก คือ การสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การปรับพฤติกรรม หรือการให้ความสำคัญกับสุขภาพในชีวิตประจำวัน
จุดนี้ทำให้บทบาทของประกันเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “ผู้ช่วยจ่ายเงินเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง
อย่างไรก็ตาม แม้จะวางแผนสุขภาพดีเพียงใด ความเจ็บป่วยที่ไม่คาดคิดก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ นั่นทำให้ AIA ต้องสร้างอีกหนึ่ง Layer ขึ้นมา นั่นคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดการเจ็บป่วย พร้อมกับโจทย์สำคัญว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะต้อง “ยั่งยืน” ในระยะยาวด้วย
เมื่อค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากต้นทุนทั้งหมดถูกส่งต่อมายังเบี้ยประกันเพียงอย่างเดียว ในที่สุดราคาประกันอาจสูงจนผู้บริโภคจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้
ดังนั้น ความยั่งยืนของประกันสุขภาพจึงไม่ได้หมายถึงการทำให้บริษัทประกันสามารถบริหารต้นทุนได้เท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างสมดุลระหว่าง ความคุ้มครองที่เหมาะสม ราคาที่เข้าถึงได้ และระบบที่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
อีกหนึ่งเรื่องที่ AIA ให้ความสำคัญคือ “ความยืดหยุ่น” เพราะเมื่อผู้คนมีอายุยืนขึ้น ความต้องการของพวกเขาก็ไม่ได้หยุดนิ่งตามอายุกรมธรรม์ รายได้ พฤติกรรม การรับความเสี่ยง และรูปแบบการใช้ชีวิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพในอนาคตจึงต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เป็นผลิตภัณฑ์ที่กำหนดไว้ครั้งเดียวแล้วไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการใหม่ได้
จากมุมมองนี้ “Longevity” จึงกำลังผลักดันให้ธุรกิจประกันต้องคิดใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างแรงจูงใจให้คนดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการสร้างระบบ Healthcare ที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
จากการป้องกัน สู่การรักษา เมื่อสุขภาพต้องเชื่อมโยงเป็นระบบ
เมื่อวันที่ความเจ็บป่วยเกิดขึ้นจริง ระบบประกันจะสามารถเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
ในมุมของ AIA คำตอบไม่ได้อยู่ที่การสร้างผลิตภัณฑ์ประกันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ เพราะบริษัทประกันไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่มีแพทย์หรือพยาบาลที่จะเข้าไปดูแลผู้ป่วยโดยตรง สิ่งที่สามารถทำได้ คือ การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบ Healthcare เพื่อทำให้ทุกส่วนทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ AIA Smart Network ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้าง Healthcare Ecosystem ของ AIA โดยมุ่งเชื่อมโยงบริษัทประกันเข้ากับโรงพยาบาลและสถานประกอบการด้านสุขภาพที่พร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่ AIA มองไม่ได้มีเพียงเรื่องของการรักษา แต่ประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ ได้แก่ มาตรฐานทางการแพทย์ บริการ และการบริหารค่าใช้จ่าย
มิติแรก คือ มาตรฐานทางการแพทย์ เพราะเมื่อเกิดความเจ็บป่วย สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเป็นอันดับแรกคือการได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และได้รับการรักษาตามมาตรฐาน
มิติที่ 2 คือ ประสบการณ์ในการรับบริการ เพราะในวันที่คนคนหนึ่งกำลังเจ็บป่วย สิ่งที่ต้องการอาจไม่ได้มีเพียงการรักษาที่ดี แต่รวมถึงกระบวนการที่ไม่สร้างความกังวลเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการประสานงาน การเคลม หรือการแก้ไขปัญหาระหว่างโรงพยาบาลกับบริษัทประกัน
ส่วนมิติที่ 3 คือ “ต้นทุน” ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมประกันสุขภาพในระยะยาว เพราะหากค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดี ต้นทุนดังกล่าวย่อมสะท้อนกลับมายังเบี้ยประกัน และท้ายที่สุดอาจกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงประกันสุขภาพของผู้บริโภค
“AIA Smart Network จึงเป็นการเลือกพันธมิตรที่พร้อมจะตอบโจทย์ความท้าทายทั้ง 3 ข้อ มีการดูแลรักษาที่ดี มีบริการที่ดี และพร้อมที่จะร่วมบริหารค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม”
ดังนั้น AIA Smart Network จึงเป็นการสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เกี่ยวข้องในระบบ เพื่อให้การดูแลลูกค้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งระบบประกันและระบบสาธารณสุข
จากช่วงแรกที่ผู้บริโภคอาจยังตั้งคำถามว่า AIA Smart Network คืออะไร การใช้งานจริงเริ่มทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้บริการได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่สะดวกขึ้นในการเข้ารับการรักษา และเห็นประโยชน์จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง AIA กับโรงพยาบาลพันธมิตร
หนึ่งในผลลัพธ์ที่ AIA มองเห็น คือ การลดปัญหาในกระบวนการเคลม และทำให้การประสานงานรวดเร็วขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่วยลดขั้นตอนของบริษัทประกันหรือโรงพยาบาล แต่ยังลดความกังวลของผู้ป่วยในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
และในอนาคต แนวคิดนี้จะไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นเครือข่ายโรงพยาบาล แต่จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพให้มากขึ้น
เมื่อประกันสุขภาพต้องออกแบบใหม่ให้ “ยั่งยืน”
หนึ่งในประเด็นที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในตลาดประกันสุขภาพ คือ รูปแบบของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เพราะช่วยลดความซับซ้อนของการทำความเข้าใจความคุ้มครอง แทนที่จะต้องจดจำวงเงินย่อยจำนวนมาก ผู้บริโภคสามารถมองเห็นวงเงินความคุ้มครองในภาพรวมได้ง่ายขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความเข้าใจง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน
แต่ความง่ายดังกล่าวก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านต้นทุน เพราะเมื่อความคุ้มครองเปิดกว้างมากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นั่นทำให้ทิศทางของประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายมีแนวโน้มที่จะถูก “ออกแบบใหม่” เพื่อให้เกิดความสมดุลมากขึ้น ระหว่างความคุ้มครองกับต้นทุน
แนวทางหนึ่ง คือ การนำ Deductible หรือความรับผิดส่วนแรก และ Co-payment หรือการมีส่วนร่วมจ่ายของผู้เอาประกันเข้ามาเป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเชื่อมโยงกับเครือข่ายโรงพยาบาลที่บริษัทประกันสามารถบริหารจัดการร่วมกันได้
ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจยังมีความกังวลเกี่ยวกับ Deductible หรือ Co-payment อย่างไรก็ตาม แบบประกันที่มี Deductible หรือ Co-payment ที่ออกแบบมาดี ก็ยังเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพได้ และยังมีเบี้ยประกันในระดับที่เข้าถึงง่ายมากขึ้นอีกด้วย
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมประกันสุขภาพที่กำลังเดินเข้าสู่ยุคของการบริหารความเสี่ยงแบบละเอียดมากขึ้น เพราะการทำให้ผลิตภัณฑ์มีความยั่งยืน ไม่ได้หมายถึงการลดสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภค แต่หมายถึงการออกแบบความคุ้มครองให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้บริการและต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
เมื่อระบบสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น บริษัทประกันก็มีโอกาสรักษาเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ และทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
นี่คือเหตุผลที่ AIA มองว่า AIA Smart Network และการออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพกำลังต้องเดินไปด้วยกัน เพราะเครือข่ายไม่ได้เป็นเพียงช่องทางในการรักษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกบริหารต้นทุนและสร้างความยั่งยืนของระบบ
จาก Network สู่ Ecosystem เมื่อไม่มีใครแก้โจทย์สุขภาพได้เพียงลำพัง
อย่างไรก็ตาม หากมองไปไกลกว่าการเชื่อมโยงระหว่าง AIA กับโรงพยาบาล ภาพของ Healthcare Ecosystem ยังมีองค์ประกอบอีกมาก ทั้ง HealthTech, Health Startup และผู้พัฒนาเทคโนโลยีหรือบริการด้านสุขภาพที่สามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของระบบได้
AIA จึงมองว่า การสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพไม่ควรจำกัดอยู่ที่การมีพันธมิตรจำนวนมาก แต่ควรเป็นการนำ “จุดแข็ง” ของแต่ละองค์กรมาเชื่อมต่อกัน
บริษัทประกันมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยงและการออกแบบผลิตภัณฑ์ โรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านการรักษา ขณะที่ HealthTech และ Health Startup สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยให้บริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อความเชี่ยวชาญเหล่านี้ถูกนำมาประกอบกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็น “Solution” ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ครบกว่าเดิม
“เราไม่ได้เป็นแค่ผู้จ่ายเงินอย่างเดียว แต่เป็นคนที่สร้าง Solution ที่ตอบโจทย์ให้กับลูกค้า”
ประโยคนี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของธุรกิจประกันได้อย่างชัดเจน เพราะเมื่อผู้บริโภคถูกถามว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการในชีวิต คำตอบย่อมไม่ใช่ “อยากได้เงินเคลม” แต่คือการมีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่ยืนยาว และเมื่อเกิดความเจ็บป่วยขึ้น ก็ต้องการใครสักคนที่ช่วยทำให้สถานการณ์นั้นง่ายขึ้น
ความช่วยเหลือนั้นอาจเริ่มตั้งแต่การแนะนำว่าควรไปพบแพทย์ที่ใด การเข้าถึงทางเลือกในการรักษา การประสานงานกับโรงพยาบาล ไปจนถึงการบริหารค่าใช้จ่าย
ดังนั้น ในโลกของ Longevity บริษัทประกันจึงมีโอกาสขยับจากบทบาท “ผู้รับความเสี่ยง” ไปสู่การเป็น “ผู้ช่วยบริหารชีวิต” ในมิติสุขภาพและการเงินมากขึ้น
ทิศทางของ AIA สะท้อนผ่านการนำผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเข้ามาเชื่อมโยงกับทั้ง AIA Vitality และ AIA Smart Network โดยในอนาคตผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จะถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับทั้ง 2 องค์ประกอบมากขึ้น
ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นเสมือนระบบ 2 ชั้นที่ทำงานต่อเนื่องกัน ชั้นแรก คือ การป้องกันและสร้างแรงจูงใจให้คนดูแลสุขภาพผ่าน AIA Vitality ขณะที่อีกชั้น คือ การเตรียมระบบรองรับเมื่อเกิดความเจ็บป่วยผ่าน AIA Smart Network
จาก “Prevention” ไปสู่ “Treatment” และจาก “Health” ไปสู่ “Wealth” ทั้งหมดถูกนำมาเชื่อมกันภายใต้โจทย์เดียว คือ การทำให้คนสามารถใช้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้อย่างมั่นคง
3-5 ปีข้างหน้า กับโจทย์การสร้างระบบสุขภาพที่สมดุล
เมื่อมองไปข้างหน้า 3-5 ปี ความท้าทายของประเทศไทยอาจเป็นการหาคำตอบว่า ระบบประกันสุขภาพและระบบสาธารณสุขจะสามารถปรับตัวให้ทันกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างไร
จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น งบประมาณที่มีข้อจำกัด ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ความต้องการด้านการรักษาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง กำลังทำให้ระบบเดิมต้องทบทวนตัวเอง
การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทุกคนชื่นชอบตั้งแต่แรก โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับรูปแบบความคุ้มครอง การมีส่วนร่วมจ่าย หรือเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ แต่โจทย์สำคัญ คือ การมองไปไกลกว่าความพึงพอใจในระยะสั้น และพิจารณาว่า อะไรคือระบบที่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
“เราต้องมองไปอนาคตอันไกลว่า อะไรคือ Solution อะไรคือทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย”
สำหรับ AIA การเป็นผู้นำตลาด จึงหมายถึงการมีส่วนร่วมในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเดินไปสู่สมดุลใหม่ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ เครือข่ายการรักษา การบริหารต้นทุน และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูแลลูกค้า
ทิศทางดังกล่าวทำให้การปรับตัวของ AIA ครอบคลุมตั้งแต่การสร้าง Healthcare Unit การขยาย AIA Vitality การพัฒนา AIA Smart Network ไปจนถึงการเปิดรับพันธมิตรจาก HealthTech และ Health Startup
ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงของโลกประกันสุขภาพอาจไม่ได้เกิดจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เกิดจากการที่ทุกส่วนของระบบยอมรับร่วมกันว่า “วิธีเดิม” อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกที่ผู้คนกำลังมีอายุยืนขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับ AIA ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจึงเป็นทั้งความรับผิดชอบและแรงผลักดัน เพราะเมื่อองค์กรเป็นผู้นำทางด้านประกันสุขภาพ บทบาทที่ตามมา คือ การต้องคิดให้ไกลกว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเอง และมองว่าธุรกิจสามารถมีส่วนช่วยสร้างระบบที่ดีขึ้นได้อย่างไร
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นบริษัทประกันชีวิต สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ จาก AIA Vitality ที่ชวนให้คนป้องกันก่อนเจ็บป่วย ไปจนถึง AIA Smart Network ที่สร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาล และการเปิดพื้นที่ให้ HealthTech กับ Health Startup เข้ามาร่วมสร้างนวัตกรรม ภาพทั้งหมดกำลังสะท้อนว่า “ประกันสุขภาพ” ในอนาคตอาจไม่ได้มีความหมายเพียงกรมธรรม์หนึ่งฉบับอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Healthcare Ecosystem ที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่ก่อนเจ็บป่วย ระหว่างการรักษา ไปจนถึงการวางแผนชีวิตระยะยาว
เพราะในโลกที่คนกำลังมีอายุยืนขึ้น คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “เราจะอยู่ได้นานแค่ไหน” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้ทุกปีที่เพิ่มขึ้น เป็นปีที่ยังมีคุณภาพและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ” และนั่นอาจเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของธุรกิจประกันสุขภาพในยุค Longevity
เขียนและเรียบเรียง: เมธาวี ปานดี
ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/
Line Business+ : https://lin.ee/pbIHCuS
IG : https://instagram.com/businessplus.th
Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829
#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business
The Business Plus บิสิเนสพลัส
