นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ประกอบการธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมในด้านกำลังการผลิตน้ำมันปาล์ดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการในประเทศ หากรัฐบาลดำเนินมาตรการในการปรับสูตรน้ำมันไบโอดีเซลทั้ง B10 และ B20 จากเดิมที่ใช้ B5 ซึ่งในปัจจุบันโรงงานสาขาพนมกำลังอยู่ระหว่างทดสอบเครื่องจักรคาดว่าจะได้เดินเต็มกำลังการผลิตมากกว่า 90% ในฤดูกาลที่จะมาถึงในเดือนเมษายนนี้ ส่วนสาขาท่าชนะ และ เอ แอล ปาล์ม (ชุมพร) และสระบุรีเดินเครื่องเต็มกำลังผลิต ส่วนโรงงานใหม่ที่นครศรีธรรมราชอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง

โดยกำลังการผลิตตอนนี้อยู่ที่ 315 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง ประกอบไปด้วยสาขาท่าชนะ 75 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง สาขาพนม 150 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง (เมื่อรวมกำลังการผลิตใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 75 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง) สาขาชุมพร เอ แอล ปาล์ม 60 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง สาขาสระบุรี 30 ตันปาล์มสดต่อชั่วโมง โดยคาดการณ์ว่าเราจะสามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ถึง 270,000 ตันในปีนี้ หรือคิดเป็นปริมาณไบโอดีเซลได้มากกว่า 270 ล้านลิตร (ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตไบโอดีเซลขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ใช้ ซึ่งแต่ละสูตรอาจให้ผลผลิตไม่เท่ากัน ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นการประมาณการคร่าว ๆ เพื่อความเข้าใจง่าย)
ซึ่งถ้าหากรัฐบาลปรับสูตรไบโอดีเซล โดยหันมาสนับสนุน B10 และ B20 เมื่อคำนวนปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศไทยปัจจุบันที่ประมาณ 65-75 ล้านลิตรต่อวัน หากคิดค่าเฉลี่ยที่ราว 70 ล้านลิตรต่อวัน ความต้องการในประเทศจะเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน B5 ในปัจจุบันที่มีความต้องการ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 7 ล้านลิตรต่อวัน สำหรับสัดส่วน B10 และเพิ่มเป็น 14 ล้านลิตรต่อวัน สำหรับสัดส่วน B20 แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลอาจจะไม่สามารถทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะว่าอาจจะปรับเป็น B20 เฉพาะส่วนที่นำไปใช้กับเครื่องยนต์การเกษตร และภาคขนส่งเครื่องจักรหนัก ส่วนภาคการบริโภคต้องติดตามนโยบาย B10 ต่อไป
ทั้งนี้บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร และการจัดซื้อวัตถุดิบทุกสาขาเพื่อรองรับฤดูกาลปาล์มที่จะมาถึงในเดือนเมษายนนี้เป็นอย่างดี และการคาดการณ์ของผลผลิตในปีนี้น่าจะมากกว่าปีที่แล้ว 3-5% ส่วนกำลังการผลิตรวมทั้งอุตสาหกรรมของประเทศ คาดการณ์ว่าน่าจะมีน้ำมันปาล์มดิบเพียงพอสำหรับการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B7 มาเป็น B10 หรือ B20 ในภาคขนส่งได้อย่างแน่นอน
โดยภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มปีนี้คาดว่าจะเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว และเป็นที่ยอมรอบมากขึ้นในเวทีระดับโลก สืบเนื่องจากการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องของความต้องการน้ำมันปาล์มจากอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร โอลีโอเคมี และเชื้อเพลิงชีวภาพโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เข้าใกล้เป้าหมาย Net – Zero มากยิ่งขึ้น
ขณะที่ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ คาดการณ์ว่าผลผลิตในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-5 % จากปี 2568 หรือประมาณ 21-22 ล้านตัน ยังไม่นับรวมหากมีการปรับสูตรน้ำมันไบโอดีเซล ส่วนฝั่งบริโภคคาดว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว
ส่งผลให้ในภาพรวมผลผลิตน้ำมันปาล์ดิบของประเทศไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5-2% เมื่อเทียบกับปี 2568 ทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาระดับการเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับ 3 ของโลก ตามหลังอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งประเทศไทยเน้นการบริโภคในประเทศเป็นหลัก และส่งออกส่วนที่เกินความต้องการ ต่างจากอินโดนีเซีย และมาเลเซียที่เน้นการส่งออกเป็นรายได้หลักของประเทศ
อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายรายได้ และกำไรสุทธิเติบโตที่ระดับ 10% โดยยังไม่รวมประมาณการณ์ในการปรับสูตรน้ำมันไบโอดีเซลเข้าไป หลังจากปี 2568 ที่บริษัททำรายได้ทะลุ 9,900 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 53% และกำไรสุทธิที่ 678.89 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 161% ซึ่งเป็นรายได้ และกำไรที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
The Business Plus บิสิเนสพลัส

