OpenAI, มูลนิธิ Gates, ADPC และ DataKind ร่วมมือเสริมสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติในเอเชีย

OpenAI ร่วมกับศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติ แห่งเอเชีย (Asian Disaster Preparedness Center: ADPC), มูลนิธิ Gates (Gates Foundation) และ DataKind จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค “AI Skills Jam” ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำ และผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดการภัยพิบัติจากเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วม

โครงการนี้เป็นการต่อยอดจากโครงการ OpenAI for Countries ที่ประกาศในเวทีดาวอสเมื่อปี 2568 ซึ่งมุ่ง ช่วยให้องค์กรต่างๆ นำ AI มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขความท้าทายในการดำเนินงาน ตั้งแต่การสังเคราะห์ข้อมูล อย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการสนับสนุนการประสานงานและการสื่อสารระหว่างการตอบสนองต่อภัยพิบัติ ที่กำลังเกิดขึ้น

ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพหุภาคี และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร จากบังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม ได้ร่วมกันสำรวจว่า AI สามารถช่วยลดภาระการดำเนินงานและสนับสนุน การตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างไร ในขณะที่เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้นทั่วเอเชีย การมีผู้แทนจากภูมิภาคจำนวนมากสะท้อนถึงความเร่งด่วนร่วมกันในการเสริมสร้างความพร้อมรับมือและความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติผ่านความร่วมมือและนวัตกรรม

การเตรียมความพร้อมสำหรับความเสี่ยงภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568พายุไต้ฝุ่นและพายุที่มีความรุนแรงหลายลูกในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนจำนวนมาก และสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบการตอบสนองต่อภัยพิบัติ เอเชีย ยังคงเป็นภูมิภาคที่เผชิญภัยพิบัติมากที่สุดในโลก โดยคิดเป็นประมาณ 75% ของประชากรทั่วโลกที่ได้รับ ผลกระทบจากภัยพิบัติ[1] ธนาคารโลกได้รายงานว่า ภัยพิบัติสร้างความเสียหายแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน มากกว่า 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[2] สำหรับประเทศไทย ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศ ที่เสี่ยงต่ออุทกภัยมากที่สุดในโลก และ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรร้อยละ 40 ของประเทศและสร้างรายได้คิดเป็นร้อยละ 66 ของ GDP มีความเปราะบางต่อภัยน้ำท่วมเป็นอย่างมาก[3]

อย่างไรก็ตาม ทีมตอบสนองต่อภัยพิบัติมักต้องปฏิบัติงานภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โดยต้องทำงานกับ ข้อมูลที่กระจัดกระจาย กระบวนการที่ยังต้องดำเนินการด้วยมือ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำกัด ข้อจำกัดเหล่านี้ อาจทำให้การประสานงานล่าช้าและส่งผลต่อการตัดสินใจที่สำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วซึ่งต้องการข้อมูลที่ทันเวลา ปัจจุบันหลายองค์กรจึงเริ่มสำรวจว่า AI สามารถช่วยสนับสนุน กระบวนการทำงานเหล่านี้ได้อย่างไร

ข้อมูลภายในแบบไม่ระบุตัวตนของ OpenAI แสดงให้เห็นว่า การใช้งาน ChatGPT และข้อความที่เกี่ยวข้อง กับการตอบสนองและฟื้นฟูจากภัยพิบัติ เช่น เส้นทางพายุ การคาดการณ์ ผลกระทบ และความเสียหาย เพิ่มขึ้นถึง 17 เท่า ระหว่างเหตุการณ์ไซโคลน Ditwah ในศรีลังกา ขณะที่ในประเทศไทย ระหว่าง ไซโคลน Senyar ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปริมาณการใช้งาน AI ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจำนวนข้อความได้เพิ่มขึ้นถึง 3.2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดือนก่อนหน้า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสสำคัญในการผสาน AI เข้ากับกระบวนการรวบรวมข้อมูล การตัดสินใจ และการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน

คณะผู้แทนจาก OpenAI, ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC), มูลนิธิเกตส์ (Gates Foundation) และ DataKind

 

โครงการ “AI Skills Jam” จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การนำ AI ไปใช้ในสถานการณ์จริง และทดลองใช้โมเดลและเครื่องมือขั้นสูงของ OpenAI ในการทำงาน โดยผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของ OpenAI เพื่อค้นหาวิธีการที่ AI สามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานได้จริง ผ่านการทดลองสร้าง Custom GPTs และขั้นตอนการทำงานที่สามารถนำกลับไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การรายงานสถานการณ์ การประเมินความต้องการ และการสื่อสารกับสาธารณะ นอกจากนี้ การประชุมฯ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ การพิจารณาด้านจริยธรรม และการสร้างความเชื่อมั่นของสถาบันในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้

งานประชุมดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย โดยศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการเสริมสร้างความพร้อมและการตอบสนองต่อภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนโดยประเทศในภูมิภาค และได้กล่าวถึงความจำเป็นของระบบที่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล และช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทในท้องถิ่น

“ในอนาคต AI ที่ทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่ AI ที่ฉลาดที่สุด แต่ต้องเป็น AI ที่เข้าถึงได้มากที่สุด เทคโนโลยีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการใช้มากที่สุด ศักยภาพในการแก้ไขปัญหามีอยู่แล้วในปัจจุบัน และความร่วมมือระหว่าง OpenAI, ADPC และมูลนิธิ Gates แสดงให้เห็นว่าการรวมความเชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนสามารถเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้กลายเป็นวิธีการที่ใช้งานได้จริงและขยายผลได้”

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างการกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ

 

สำหรับประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น ด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เราสามารถทำให้ประชาชนไทยทุกระดับสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวันผ่านโครงการ AI for All ซึ่งช่วยให้สามารถนำ AI ไปใช้ในการส่งเสริมเศรษฐกิจตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม สาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ ไปจนถึงการบริการภาครัฐ”

นอกจากนี้ คุณ Sandy Kunvatanagarn หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ OpenAI กล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่ AI สามารถทำได้ กับการนำไปใช้งานจริงในภาคสนาม ทั่วเอเชียมีความสนใจและแรงขับเคลื่อนด้าน AI อย่างมาก แต่โอกาสที่แท้จริงคือการเปลี่ยนความสนใจนั้นให้เป็นศักยภาพที่ใช้งานได้จริง การทำงานโดยตรงกับผู้ปฏิบัติงานด้านการตอบสนองต่อภัยพิบัติจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์ เข้าถึงได้ และตอบโจทย์ความต้องการในโลกแห่งความเป็นจริง”

ดร. Valerie Nkamgang Bemo รองผู้อำนวยการด้านการตอบสนองเหตุฉุกเฉินจากมูลนิธิ Gates กล่าวว่า

“การเสริมศักยภาพให้กับผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด ด้วยความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI เป็นหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับการเตรียมพร้อมและการตอบสนองต่อภัยพิบัติ เราภูมิใจที่ได้รวบรวมพันธมิตรจากทั่วภูมิภาค และเห็นการพัฒนาสู่เครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทันที”

คุณ Aslam Perwaiz ผู้อำนวยการบริหาร ADPC กล่าวว่า “AI กำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการทำความเข้าใจและตอบสนองต่อภัยพิบัติ ADPC ได้นำ AI มาผสานเข้ากับเครื่องมือด้านภูมิสารสนเทศและการวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อแปลงข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลการสังเกตการณ์โลกให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง AI Skills Jam สามารถช่วยยกระดับความรู้ด้าน AI และเสริมพลังให้ผู้คนค้นหาแนวทางแก้ไขความท้าทายด้านภัยพิบัติ เราสามารถผสานเครื่องมือ AI เข้ากับความเชี่ยวชาญและความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อเสริมระบบเตือนภัยล่วงหน้า ปรับปรุงการทำแผนที่ความเสี่ยง และสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับสำหรับชุมชนและรัฐบาลในภูมิภาค”

บรรยากาศกิจกรรมกลุ่มในหัวข้อ “Building-a-GPT together” ภายใต้โครงการ AI Skills Jam

 

เครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจด้านการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติที่ใช้ AI ของ ADPC

ADPC ยังได้นำ AI มาใช้สนับสนุนเครื่องมือด้านการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ โดยพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลการสังเกตการณ์โลกจากดาวเทียมและการวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศ เพื่อช่วยให้รัฐบาลเข้าใจและบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น โดยเครื่องมือที่สำคัญ ได้แก่ Landslide Hazard Assessment for Situational Awareness for the Lower Mekong Region (LHASA-Mekong), HYDrologic Remote Sensing Analysis for Floods (HYDRAFloods), Land and Agriculture Monitoring Project (LAMP) และ Regional Land Cover Monitoring System (RLCMS)

อีกตัวอย่างหนึ่งคือโครงการ ACER-SEA ซึ่งได้นำแนวทางที่ใช้ AI ไปทดลองใช้ใน สปป.ลาว และอินโดนีเซีย

ใน สปป.ลาว การทำแผนที่ความเสี่ยงต่ออุทกภัยได้ระบุพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดน้ำท่วมสูง โดยพิจารณาจากภูมิประเทศ ระบบระบายน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และปริมาณฝน การใช้ชุดข้อมูลอาคารและสิ่งปลูกสร้าง (building footprint) และการปกคลุมที่ดิน (land-cover) ที่เป็นแบบเปิดและสร้างโดย AI การวิเคราะห์นี้จึงเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงสำหรับการคัดกรองในระดับภูมิภาค การวางแผนระยะยาว และการจัดลำดับความสำคัญ

ส่วนในเมือง Padang Panjang ประเทศอินโดนีเซีย โครงการได้ทดลองแนวทางการทำแผนที่ความเปราะบางความละเอียดสูง โดยแปลงข้อมูลสำมะโนประชากรระดับหมู่บ้านให้เป็นข้อมูลประชากรและความเปราะบางระดับอาคาร ด้วยวิธี dasymetric mapping ซึ่งช่วยให้สามารถแสดงภาพเชิงพื้นที่ของความเปราะบางได้อย่างละเอียดมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการวางแผนรับมือภัยพิบัติ กระบวนการทั้งหมดใช้ข้อมูลเปิดและเครื่องมือซอฟต์แวร์รหัสเปิด (open-source tools) เพื่อให้มีความโปร่งใส ขยายผลได้ และมีต้นทุนต่ำ

การพัฒนาโซลูชัน AI ที่ใช้งานได้จริงสำหรับการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ

โครงการ “AI Skills Jam” ถือเป็นก้าวแรกของความพยายามในวงกว้างเพื่อพัฒนาโซลูชัน AI ที่สามารถนำไปใช้จริงในการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติในเอเชีย โดยเน้นการค้นหาการใช้งานที่เป็นรูปธรรม ซึ่ง AI สามารถช่วยให้ผู้ตัดสินใจวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น ลดภาระงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อชุมชนที่มีความเสี่ยง

ต่อยอดจากพื้นฐานนี้ ขณะนี้กำลังมีการพิจารณาจัด โครงการระยะที่สองในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยมุ่งเน้นการทดลองใช้งานจริง (pilot deployment) และความร่วมมือทางเทคนิคในระดับลึกยิ่งขึ้น เพื่อเปลี่ยนจากการพัฒนาทักษะไปสู่การทดสอบและนำโซลูชัน AI ไปใช้ในสถานการณ์จริง เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการเครื่องมือเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการทำงาน และขยายการใช้งานที่ช่วยเพิ่มความพร้อมและการตอบสนองต่อภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร OpenAI มุ่งมั่นที่จะทำให้เครื่องมือ AI ขั้นสูงสามารถเข้าถึงผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด การสนับสนุนองค์กรเพื่อสังคมและองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจให้ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญของพันธกิจในการพัฒนา AI ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน และช่วยให้เกิดการใช้ AI อย่างรับผิดชอบเพื่อแก้ไขความท้าทายสำคัญของสังคม

สำหรับ ADPC การบูรณาการ AI เข้ากับการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติสอดคล้องกับพันธกิจในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดย ADPC ได้กำหนดพื้นที่การดำเนินงานสำคัญ 15 พื้นที่ (15 Priority Areas of Action) ซึ่งเป็นด้านสำคัญที่แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ ได้แก่ การยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้า การปรับปรุงการวิเคราะห์ความเสี่ยงและความเปราะบาง การประเมินความเสียหายและผลกระทบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การพัฒนาข้อมูลด้านภูมิอากาศและสภาพอากาศ และการเสริมระบบสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับการปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อช่วยให้หน่วยงานสามารถเตรียมพร้อม ตอบสนอง และฟื้นฟูจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

[1]  Source: Humanitarian Action, Dec 2025

[2]  Source, The World Bank, Feb 2026

[3]  Source, The World Bank, Oct 3, 2025