ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเดินหน้าผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญสู่ยุคดิจิทัล และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างโดดเด่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีทั้งการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การลงทุนจากภาครัฐ และผู้บริโภคในไทยที่ใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตามการเติบโตของประเทศในก้าวต่อไปต่างหาก จึงจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะยั่งยืนแค่ไหน โดยเฉพาะในมุมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ทันสมัย ปลอดภัย และพร้อมรองรับอนาคต

ผมได้เห็นด้วยตนเองว่าประเทศที่ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินให้ทันสมัย ไม่เพียงปลดล็อกประสิทธิภาพ ในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังช่วยเสริมพลังให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น รายงานล่าสุดของวีซ่า “Unlocking the Next Digital Era for Thai SMBs” สะท้อนให้เห็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (Small and Medium Sized Business – SMB) ขยับจากแค่มีส่วนร่วมในโลกดิจิทัลขั้นพื้นฐาน ไปสู่ความได้เปรียบด้านดิจิทัลอย่างแท้จริง
ธุรกิจ SMB ถือเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของ GDP ประเทศ และขับเคลื่อนนวัตกรรมในหลากหลายอุตสาหกรรม แม้ประเทศไทยจะมีรากฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง แต่อุปสรรคยังคงอยู่ ปัจจุบันเงินสดยังครองสัดส่วนเกือบครึ่ง (46%) ของมูลค่าธุรกรรมทั้งหมด และประมาณ 80% ของ SMB ยังใช้บัตรส่วนตัวในการจัดการค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ ทำให้ข้อมูลการเงินกระจัดกระจาย ขาดความโปร่งใส ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน และจำกัดโอกาสในการเติบโต
การก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่การนำเครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ มาใช้ แต่ต้องอาศัยแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อระบบ การทำงานร่วมกันของ DATA และโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่รองรับอนาคต

ไม่ใช่แค่เปลี่ยนมาใช้ดิจิทัล…แต่ต้องสร้างความได้เปรียบด้วยดิจิทัล
ผลการสำรวจของวีซ่าพบว่า ธุรกิจ SMB ในไทยตระหนักดีว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล คือปัจจัยสำคัญต่ออนาคตของธุรกิจ โดย 60% มองว่า ดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ขณะที่ 56% คาดหวังว่าเครื่องมือดิจิทัลจะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแต่ละธุรกิจยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านดิจิทัล หลัก ๆ คือ ความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และระบบการชำระเงินที่ยังไม่เชื่อมต่อกันแบบ Seamless ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 ประเทศไทยมีเคสเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์มากกว่า 1,000 เคส สะท้อนให้เห็นว่าดิจิทัลเติบโตเร็วกว่าความพร้อมด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อให้ธุรกิจ SMB เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ระบบการชำระเงินดิจิทัลจำเป็นต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือในการทำธุรกรรม และพัฒนาไปสู่การเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจด้วย DATA เมื่อธุรกิจสามารถมองเห็นการไหลเวียนของเงินได้แบบเรียลไทม์ ก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการใช้จ่าย การลงทุน และการบริหารความเสี่ยง
การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเติบโต
การทำธุรกิจในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนระบบเดิมที่ยังใช้งานได้ดี แต่อยู่ที่การเชื่อมต่อระบบและโซลูชันต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในประเทศไทย วีซ่าช่วยให้ธุรกิจ SMB ลดความซับซ้อนของขั้นตอนการรับชำระเงิน และเชื่อมต่อช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายผ่านโซลูชันที่ปลอดภัยและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
ขณะเดียวกัน อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าออนไลน์ของไทยจะสูงถึง 485.6 พันล้านบาท (14.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2569 เครื่องมือด้าน B2B และระบบรองรับหลายสกุลเงินของ วีซ่าช่วยให้ธุรกิจสามารถโอนเงินและทำธุรกรรมข้ามพรมแดนได้อย่างสะดวก คล่องตัว และไร้รอยต่อ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการลงมือของธุรกิจเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในเครือข่ายทางธุรกิจ วีซ่าจึงมุ่งผสานศักยภาพด้านการชำระเงินเข้าไปในระบบที่ธุรกิจ SMB ใช้งานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม SaaS ระบบ ERP หรือซอฟต์แวร์บัญชี เพื่อให้การรับ–จ่ายเงินราบรื่น โปร่งใส และใช้ประโยชน์จากข้อมูลการชำระเงินได้เต็มที่ ตัวอย่างความร่วมมือกับบริษัทอย่าง DKSH และ SAP ในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าการเชื่อมข้อมูลการชำระเงินเข้ากับระบบธุรกิจ ช่วยให้เห็นภาพข้อมูลชัดขึ้น ควบคุมการเงินได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม และต่อยอดเป็นการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์สำหรับการดำเนินงานในแต่ละวัน ส่งผลให้ธุรกิจบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้แม่นยำมากขึ้น
อนาคตที่เชื่อมต่อกันของธุรกิจ SMB ไทย
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อนาคต ที่ระบบการชำระเงินไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนสุดท้ายของธุรกรรม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ ความท้าทายในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การ “มีดิจิทัลหรือไม่” แต่คือการจัดการกับความซับซ้อนของระบบ ตั้งแต่แพลตฟอร์มที่หลากหลาย การกระทบยอดที่ยังต้องทำด้วยตนเอง ไปจนถึงข้อจำกัดในการมองเห็นข้อมูลแบบครบมุม วีซ่ามองว่าบทบาทของเราคือการเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้ให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น ช่วยให้ระบบการชำระเงินที่ธุรกิจ SMB ใช้อยู่แล้วเชื่อมต่อกันได้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้าง “ภาพเดียว” ที่ชัดเจนขึ้นของเงินทุนหมุนเวียน พฤติกรรมลูกค้า และความเสี่ยง ทำให้ผู้นำธุรกิจสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจบนพื้นฐานของข้อมูล ไม่ใช่แค่สัญชาตญาณ
บทถัดไปของประเทศไทยจะถูกนิยามด้วยความสามารถในการเชื่อมโยงผู้คน แพลตฟอร์ม และพันธมิตรเข้าด้วยกัน อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ฟินเทค ภาครัฐ หรือภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินสมัยใหม่ที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
ขณะนี้คือช่วงเวลาสำคัญในการยกระดับการชำระเงินดิจิทัล จากเพียงเครื่องมือพื้นฐาน ไปสู่กลไกขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ ด้วยการร่วมกันพัฒนาระบบที่มีความปลอดภัย เชื่อมต่อกันได้ และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก จะช่วยให้ธุรกิจ SMB ไทยมีเครื่องมือพร้อมสำหรับการแข่งขัน สร้างนวัตกรรม และเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
ขอให้ทุกท่านติดตามว่าวีซ่ากำลังมีบทบาทอย่างไรในการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และธุรกิจของคุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร ดาวน์โหลดรายฉบับเต็ม “Unlocking the Next Digital Era for Thai SMBs” ได้ที่ [visa.co.th]
The Business Plus บิสิเนสพลัส

