Home / BUSINESS ANALYTIC / ปรับ รับเทรนด์ มิกซ์ยูส (Mix used) การลงทุนที่คุ้มค่า??

ปรับ รับเทรนด์ มิกซ์ยูส (Mix used) การลงทุนที่คุ้มค่า??

ปรับ รับเทรนด์ มิกซ์ยูส (Mix used) การลงทุนที่คุ้มค่า??

อสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน (Mix used) คือเทรนด์ใหม่ที่ผู้อยู่อาศัยนำขึ้นมาเป็นโจทย์อันดับต้นๆในการตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นที่ใช้สอยให้คุ้มค่ามากที่สุดไม่ว่าจะในแง่ที่อยู่อาศัย หรือสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรม

เมื่อกลับไปมองการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะพบว่ามรการเปลี่ยนเทรนด์อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่เห็นเด่นชัดคือ ธุรกิจรีเทลที่นิยมเปิดคอมมูนิตี้มอลล์ขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะย่านไพร์ม โลเคชั่น แต่ดูเหมือนเทรนด์ดังกล่าวเริ่มแผ่วลงไปในช่วงปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันโครงการแบบมิกซ์ยูส หรือเป็นอาคารที่ผสมผสานทั้งที่อยู่อาศัย สำนักงาน โรงแรม และธุรกิจค้าปลีกไว้ด้วยกัน กลับกลายขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนา และเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั้งหลาย ด้วยเหตุผลสนับสนุนที่ว่า กำไรในระยะยาวคุ้มค่ากว่า

ทั้งนี้ ”สุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพให้ฟังพร้อมระบุว่า

กำไรในระยะยาวหรือผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุน คือ Keyword สำคัญสำหรับกลยุทธ์การพัฒนาที่ดินแนวนี้ เพราะเมื่อมองทั้ง Supply Chain ก็จะเห็นว่าโครงการแบบนี้สามารถให้บริการครบวงจร ตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยที่ต้องการทำงานและพักผ่อน มีทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน ความบันเทิง และที่อยู่อาศัย ในที่เดียวกัน แต่
ทั้งนี้ก็ต้องดูศักยภาพทำเลด้วยและต้องไม่เป็นที่ดินตาบอด สามารถเพิ่มมูลค่าและมีความน่าสนใจของโครงการ สามารถทำรายได้ได้ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สามารถนำที่ดินมาพัฒนาโครงการเพื่อขายหรือกรรมสิทธิ์แบบเช่า ซึ่งภายในโครงการจะประกอบไปด้วยคอนโดฯ, เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์, อพาร์ตเมนต์, อาคารสำนักงาน, พื้นที่ค้าปลีกและอื่น ๆ

อีกรูปแบบคือโครงการแบบเช่าระยะสั้น (1-3 ปี) สามารถพัฒนาได้ในรูปแบบของเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์, อพาร์ตเมนต์, อาคารสำนักงาน, พื้นที่ค้าปลีกและอื่น ๆ และรูปแบบโครงการแบบเช่าระยะยาว (3-30 ปี) ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบคอนโดฯ

11 โครงการไฮไลต์มิกซ์ยูสของคนไทย

14 ทำเลทอง

สุรเชษฐ เล่าว่า กระแสความแรงของโครงการประเภทมิกซ์ยูส ยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ รายใหญ่ๆในตลาดต่างก็ผุดโครงการขึ้นเป็นว่าเล่น และกะแสความแรงก็คงจะไม่ลดลงในเร็วๆนี้ ตรงกันข้าม เราอาจไม่ได้เห็นนักลงทุนอีกหลายรายทยอยเข้าตลาดและเปิดโครงการกันอีกเยอะ

โครงการมิกซ์ยูส ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง โดยเฉพาะ สุขุมวิท, เพลินจิต, เจริญนคร, พระราม 3, นราธิวาสราชนครินทร์ และเพชรบุรี ยังเป็นทำเลเนื้อหอมสำหรับโครงแบบมิ๊กซ์ ยูส

ขณะที่ทำเล หลังสวน พระราม 1, พระราม 4, เพลินจิต, วิทยุ, ราชดำริ และรัชดาภิเษก ก้ยังเป็นทำเลทองสำหรับที่ดินที่เช่าระยะยาว เช่นกัน

และความฟีเวอร์ของโครงการมิกซ์ยูส ก็ไม่ได้กระจายอยู่แค่ในกรุงเทพเท่านั้น เพราะในต่างจังหวัดก็เริ่มมีให้เห็นบ้างประปรายเช่นที่ภูเก็ตจะเห็นชัดเจนมาก หรือที่ระยอง แต่ยังไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักถ้าเทียบกับในเขตกรุงเทพฯ”

ตอบโจทย์หลักการและความคุ้มค่าลงทุน

อย่างที่สุรเชษฐกล่าวไว้ในข้างต้น สำหรับนักลงทุนเมื่อมองว่า ผลประโยชน์ คือเป้าหมายสูงสุดแล้ว ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะมีโครงการมิกซ์ยูสมากขึ้น เพราะมองจาก Demand-Supply หรือการขยายเมืองใหม่หรือขยายเส้นทางคมนาคมกระจายไปรอบเมือง

โดยสิ่งที่จะมาพร้อมกับโครงการมิกซ์ยูสในอนาคต 9 ปี จะประกอบไปด้วย คอนโดมิเนียม ประมาณ 12,000 ยูนิต โรงแรม 5,500 ห้อง และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ กว่า 2,000 ห้อง จากปัจจุบันมีไม่ถึง 1,000 ยูนิต/ปี การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสต้องมั่นใจในศักยภาพของตนเองว่าสามารถพัฒนาและขายได้จนจบโครงการ

ส่วนผลกระทบจากโครงการมิกซ์ยูสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะมีอาคารสำนักงานมากถึง 650,000 ตารางเมตร ถือว่าเป็นตัวเลขที่มากสุด และพื้นที่อาคารสำนักงานที่มีการเช่าใหม่แต่ละปีจะมีไม่เกิน 200,000 ตารางเมตร พื้นที่ค้าปลีก 510,000 ตารางเมตร คอนโดมิเนียม 11,700 ยูนิต โรงแรม 5,200 ห้อง และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 2,500 ห้อง

นอกจากนี้ยังมีโครงการมิกซ์ยูสที่เตรียมปักหมุด เปิดตัวในอนาคตจะเกิดขึ้นอีกหลายทำเล เช่น รังสิต, เมกา อีสต์, บางกอกโดม, หมอชิต, รัชดาภิเษก, มักกะสัน, พระราม9, ซีคอน ซิตี้, เมกา ซิตี้, สถานทูตอังกฤษ, ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, สี่แยกบางนา, สีลม และพระราม 4 เป็นต้น

โมเดลการจัดการที่ให้ผลประโยชน์ทุกฝ่าย ย้ำชัดเจนว่า ตอบรับทั้งเทรนด์โลก “คนทำงานเกิดขึ้นจากวัยหนุ่มสาว ทั้งอยู่อาศัยและทำงาน ขณะเดียวกันก็ปันผลให้ผู้ลงทุน”