โดยหนึ่งในภาพจำสำคัญของแบรนด์คือ “สาวยาคูลท์” กับยูนิฟอร์มเอกลักษณ์ พร้อมวลียอดฮิตที่หลายคนคุ้นหู “อยากรู้เรื่องยาคูลท์ ถามสาวยาคูลท์สิคะ” ซึ่งกลายเป็นสโลแกนที่อยู่คู่แบรนด์ และสะท้อนการเติบโตอย่างมั่นคงยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

เรื่องราวของยาคูลท์เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2473 เมื่อ ดร.มิโนรุ ชิโรต้า นักวิจัยชาวญี่ปุ่น ค้นพบจุลินทรีย์กรดนมชนิด Lactobacillus casei ที่สามารถอยู่รอดในลำไส้ และช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสารพิษได้ ซึ่งต่อมาจุลินทรีย์ชนิดนี้ก็เป็นที่รู้จักในชื่อ “จุลินทรีย์สายพันธุ์ชิโรต้า”
จากการค้นพบครั้งสำคัญนี้เอง ทำให้ในปี พ.ศ. 2478 นมเปรี้ยว “ยาคูลท์” ถูกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกที่เมืองฟุคุโอะกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยในช่วงแรกผลิตภัณฑ์ถูกบรรจุในขวดแก้ว และใช้ฝาไม้ก๊อกปิดปากขวด นับเป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เน้นการดูแลระบบทางเดินอาหารอย่างจริงจัง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2496 คุณประพันธ์ เหตระกูล ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น และในช่วงเวลานั้นเอง เขาได้รู้จักกับยาคูลท์จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อพบว่าการดื่มยาคูลท์ช่วยให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้น จึงเกิดแนวคิดที่จะนำผลิตภัณฑ์นี้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ฝั่งญี่ปุ่นก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2511 ที่ยาคูลท์ได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จาก ขวดแก้วมาเป็นขวดพลาสติก เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบริโภค อีกทั้งยังช่วยลดภาระด้านการขนส่งและการจัดเก็บสินค้าอีกด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน ในปี พ.ศ. 2513 คุณประพันธ์ เหตระกูล จึงได้ก่อตั้ง บริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้น เพื่อดำเนินธุรกิจและนำผลิตภัณฑ์ยาคูลท์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
กระทั่งในปี พ.ศ. 2514 ยาคูลท์ก็เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ภาพจำสำคัญของแบรนด์ก็ถือกำเนิดขึ้น นั่นคือ “สาวยาคูลท์” ผู้ทำหน้าที่นำสินค้าไปจำหน่ายถึงหน้าบ้านของผู้บริโภค
ด้วยเหตุนี้ โมเดลการขายดังกล่าวจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของยาคูลท์ เพราะไม่เพียงช่วยให้สินค้าเข้าถึงครัวเรือนได้อย่างสม่ำเสมอเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคโดยตรงอีกด้วย
– ออสเตรเลีย 2 ประเทศ
ในขณะเดียวกัน ตลาดประเทศไทยเองก็ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2561 บริษัทได้เปิดตัว “ยาคูลท์ไลท์” สูตรน้ำตาล 1.75% เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการลดการบริโภคน้ำตาล และใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
และมีกำไรสุทธิ 6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.13%
ระบบ “สาวยาคูลท์” ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง แตกต่างจากเครื่องดื่มทั่วไปที่มักพึ่งพาช่องทางค้าปลีกเป็นหลัก
ยาคูลท์เป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนานหลายสิบปี ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความคุ้นเคยและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพระบบทางเดินอาหาร
และ ด้านที่สาม คือ ความสามารถในการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภค
การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น สูตรน้ำตาลต่ำ สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทพยายามพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับกระแสการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่
สุดท้าย ยาคูลท์ก็ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์นมเปรี้ยวที่แข็งแกร่งอันดับต้น ๆ ของตลาด และยังพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นสินค้าขนาดเล็ก หากมีแบรนด์ที่แข็งแรงและระบบการขายที่มีประสิทธิภาพ ก็สามารถสร้างธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านบาทได้เช่นกัน
The Business Plus บิสิเนสพลัส
