‘Business Crack’ ครั้งนี้ จะพามาเปิดข้อมูลจักรวาลธุรกิจขนส่งมวลชนไทย ซึ่งในปี 2567-2568 เติบโตดีอย่างต่อเนื่อง หลังจากประเทศไทยเริ่มมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเทียบเท่าก่อนเกิด COVID-19 ทำให้ความต้องการใช้บริการขนส่งมวลชนสูงขึ้น โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่ได้แรงหนุนจากรายได้จากส่วนต่อขยาย (รถสายสีเหลืองและสีชมพูรับรู้รายได้เต็มปีในปี 2567)
ซึ่งในปัจจุบันถือว่าระบบขนส่งมวลชลไทยมีการเชื่อมโยงหลายรูปแบบ ทั้งการพัฒนาระบบรางร่วมกับท่าเรือบกและคลังสินค้า ซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งโดยรวม
นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบอัตโนมัติมาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนเส้นทางและการบริหารจัดการขนส่งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ภาครัฐยังมีนโยบายสนับสนุนรถเมล์ไฟฟ้า เรือไฟฟ้า ทำให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น
ทั้งนี้หากเราแบ่งการขนส่งมวลชนออกเป็น 3 ส่วน คือ ทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ จะมีจำนวนการจราจรดังนี้
ทางบก: ทางด่วน, รถประจำทาง, รถไฟฟ้า (BTS, MRT) , BRT แบ่งเป็น
- ผู้โดยสารทางราง 33 ล้านคน-เที่ยว
- ปริมาณจราจรทางพิเศษประมาณ 60 ล้านคัน
- ผู้ใช้รถเมล์ประมาณ 150 ล้านคน
ทางอากาศ: สายการบินพาณิชย์, ท่าอากาศยาน จำนวนผู้โดยสาร 140 ล้านคน
ทางน้ำ: เรือโดยสาร จำนวนผู้โดยสาร 48.02 ล้านคน

ที่มา : การทางพิเศษแห่งประเทศไทย , กรมการขนส่งทางราง
ทีนี้มาดูข้อมูลผ่าน Infographic ทั้ง 3 หน้านี้กันว่าในแต่ละหมวดผู้เล่นคนไหนยังครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด และมีการเติบโตของผลประกอบการอย่างไรบ้าง
‘BTS เจ้าพ่อขนส่งทางราง’ รายได้เฉียด 3 หมื่นล้าน

จาก Infographic นี้จะเห็นว่า บริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดในธุรกิจขนส่งมวลชนทางบกคือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจหลากหลาย เป็นผู้ให้บริการระบบขนส่งมวลชน ที่เรารู้จักและเคยใช้บริการกันทุกคนอย่าง รถไฟฟ้าบีทีเอส ด้วยรายได้ปี 67 ที่สูงถึง 28,998 ล้านบาท
อันดับ 2 บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด แพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ให้บริการขนส่ง (GrabTaxi, GrabCar, GrabBike) ที่มีการเติบโตต่อเนื่อง จากการจับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ โดยรายได้ในปี 67 อยู่ที่ 19,710 ล้านบาท
อันดับที่ 3 บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM นอกจากเป็นผู้ให้บริการรถไฟใต้ดินแล้ว ยังเป็นผู้ได้รับสัมปทานทางด่วน รับผิดชอบทางด่วนในเขตเมืองบางส่วน และรับส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญา (เช่น 40% ในบางเส้นทาง)
สำหรับบริษัทที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เป็นผู้เล่นที่ลงมาแข่งขันในแพลตฟอร์มเทคโนโลยีให้บริการขนส่งอย่าง บริษัท โบลท์ ซัพพอร์ต เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการขนส่งผู้โดยสารทางบกด้วยรถยนต์ผ่านแอปฯ ภายใต้แบรนด์ Bolt ที่ในปี 67 มีรายได้ปีล่าสุด 916 ล้านบาท เติบโต 69% มีกำไรสุทธิ 23 ล้านบาทา เติบโตเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว
‘การบินไทย’ ยังครองแชมป์ ทำรายได้สูงสุดในกลุ่ม

ในส่วนของการเดินทางทางเครื่องบิน หรือการขนส่งมวลชนทางอากาศนั้น เราพบว่าปริมาณการจราจรทางอากาศของ ทอท.ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 – กันยายน 2568 มีจำนวนเที่ยวบินรวม 788,095 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 7.56% ส่วนจำนวนผู้โดยสารรวมมีทั้งหมด 125.99 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.61% ซึ่งสอดคล้องไปกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับเข้ามาในประเทศไทย
และพบว่าในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น จากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า และประเทศจีนที่ปัจจุบันเปิดฟรีวีซ่าให้กับคนไทย นั่นจึงทำให้จำนวนเที่ยวบินเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเราพบว่าส่วนแบ่งการตลาดด้านรายได้นั้น อันดับที่ 1 ยังตกเป็นของสายการบินแห่งชาติของไทย นั่นคือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ด้วยรายได้ 192,821 ล้านบาท โดยที่รายได้ในปี 67 เติบโตเกือบ 17% แต่ขาดทุนสุทธิ 26,934 ล้านบาท (ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ตามแผนฟื้นฟู)
อย่างไรก็ตามหากจัดอันดับส่วนแบ่งการตลาดด้านจำนวนผู้โดยสารในประเทศ พบว่า บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือสายการบิน Air Asia ยังคงเป็นเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดราว 40%
‘ซีทราน เฟอร์รี่’ ส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด เติบโตทั้งรายได้-กำไรสุทธิ

สำหรับธุรกิจขนส่งมวลชนทางน้ำนั้น ผู้เล่นในตลาดอาจจะมีไม่มาก เพราะเป็นการโดยสารที่มีจำนวนคนใช้บริการน้อยที่สุด ข้อมูลจากท่าเทียบเรือโดยสาร/ท่องเที่ยว บริเวณแม่น้ำและทะเลในปี 2567 พบว่ามีผู้โดยสารใช้บริการทั้งหมด 48.02 ล้านคนโดยแบ่งเป็น
- ผู้โดยสารเรือด่วนเลียบฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 26 ล้านคน
- ผู้โดยสารเรือยนต์ข้ามฟาก 60 ล้านคน
- ผู้โดยสารเรือคลองแสนแสบ 88 ล้านคน
- ผู้โดยสารเรือไฟฟ้า 13 ล้านคน
ซึ่งจาก Infographic จะเห็นว่าการจัดอันดับบริษัทที่มีรายได้สูงสุดนั้น เราจะเจอกับผู้เล่นเดิมๆ ที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน เพราะการเดินทางทางเรือส่วนใหญ่แล้วจะต้องได้รับสัมปทานจากภาครัฐ
อย่างเช่น บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าในการประกอบธุรกิจเดินเรือโดยสารประจำทางให้บริการผู้โดยสาร เส้นทางทางน้ำ ตั้งแต่วัดศรีบุญเรือง ผ่านท่าเรือประตูน้ำ จนถึงท่าเรือสะพานผ่านฟ้าลีลาศ (ผู้ให้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบ) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่าง Transform เป็นยานยนต์ไฟฟ้า
ส่วนบริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดอย่าง บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) รายได้มีการเติบโต แต่ยังขาดทุนสุทธิราว 42 ล้านบาท ซึ่งบริษัทแห่งนี้เป็นผู้ให้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก สำหรับผู้โดยสารและยานพาหนะเส้นทางสุราษฎร์ฯ-เกาะสมุย-เกาะพะงัน แน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติ เท่ากับว่า หากจำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยมากขึ้นก็เป็นโอกาสให้บริษัทเติบโตตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในทุกกลุ่มธุรกิจคมนาคมถึงแม้จำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังต้องต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากผู้เล่นรายใหญ่และรายใหม่ที่ลงทุนเทคโนโลยีสูง ดังนั้น ความท้าทายในปี 2569 จึงเป็นเรื่องของการลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มกำไรสุทธินั่นเอง
ที่มา : Corpusx
#BusinessPlus
#BusinessCrack
#ธุรกิจคมนาคม
#ธุรกิจขนส่งมวลชน
The Business Plus บิสิเนสพลัส

