‘ธนาคารไทยเครดิต‘ ทุ่มกว่า 600 ล้าน ‘Digital Transformation’ ลดค่าใช้จ่ายต่อรายได้ต่ำ 40%  พอร์ตสินเชื่อโต 2 เท่า

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ธนาคารไทยเครดิตตั้งเป้าหมายเปลี่ยนผ่านองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัล ผ่านการลงทุนเป็นเม็ดเงินมูลค่ามากกว่า 600 ล้านบาท

ภายใต้โครงการนี้ที่กินระยะเวลามากกว่า 5 ปี สิ้นสุดปี 2029 คุณรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทางธนาคารได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยกระดับระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร หรือ Core Banking สู่ Full Digital Banking Platform อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ และปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

ปัจจุบัน ไทยเครดิตอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการคัดเลือกผู้ให้บริการ สำหรับระบบใหม่ Core Banking โดยขั้นตอนถัดไปคือการออกแบบและพัฒนา Digital Banking Platform รวมถึงการเปิดตัวบริการ Consumer Banking บนแพลตฟอร์มใหม่นี้

นอกจากนี้ ธนาคารได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ alpha SME ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการ ย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยแพลตฟอร์มใหม่นี้จะครอบคลุมผลิตภัณฑ์และบริการที่มากกว่าเดิม เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอาชีพอิสระที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินของธนาคาร

คุณรอยยังระบุว่า โครงการนี้คาดว่าจะส่งผลให้ธนาคารสามารถลดต้นทุนต่าง ๆ ลงได้ ทำให้มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 40% ภายในปี 2029 จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 43.6% อีกทั้งยังคาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มจนมียอดรวมมากกว่า 3 แสนล้านบาท จากปัจจุบัน 1.8 แสนล้านบาท ภายในปี 2029 อีกด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าจะกลายเป็นธนาคาร Super Application ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านบริการทางการเงินที่หลากหลายกว่าเดิมในอนาคต ไม่ใช่แค่แอปพลิเคชันทีลูกค้าเข้ามาเพื่อโอนเงินเพียงอย่างเดิน คุณรอยกล่าว

ด้านผลประกอบการปี 2025 ที่ผ่านมา ธนาคารไทยเครดิตทำกำไรสุทธิแตะ 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% จากปีก่อน และเฉพาะไตรมาส 4/2025 ทำกำไรได้ 1,175 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.9% QoQ

ด้านการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ ปี 2025 เงินให้สินเชื่อรวมขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท เติบโต 11.5% YoY โดยยังรักษา Net Interest Margin (NIM) ได้ที่ 7.7% ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ก็มีสัญญาณดีขึ้น NPL ลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.4% ในปีก่อน และ Credit Cost ลดลง 22.3% YoY เหลือ 1.83% โดยปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้าเป็นธุรกิจรายย่อย 80% ของทั้งหมด คิดเป็นกว่า 305,928 ราย ครอบคลุมกลุ่ม Micro SME และ Nano/Micro Finance

ปี 2026 ธนาคารประกาศกลยุทธ์ Quality Growth หรือการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยตั้งเป้าสินเชื่อรวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 11-20% ใกล้เคียงกับระดับปีที่ผ่านมา พร้อมคุม NIM ให้อยู่ในกรอบ 7.5-8% และควบคุมสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ 42-44% ขณะที่ NPL ตั้งเป้าไม่ให้เกิน 4.5% ส่วน Credit Cost คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 1.5-2%

สรุปแล้ว หลังทำกำไรทะลุ 4 พันล้านบาท ในปี 2025 ไทยเครดิตกำลังต่อยอดด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครั้งใหญ่ เพื่อดันการเติบโตแบบมีคุณภาพ คุมความเสี่ยงอย่างรัดกุม และสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคต