“กลุ่มสมอทอง” หรือ SMO เดินหน้าสร้างการเติบโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เพิ่มขึ้น 10% พร้อมผลักดันกำลังการผลิตเพิ่มอีก 31% ภายในเดือนเมษายน 2569 เพื่อรองรับฤดูผลผลิตปาล์มน้ำมันสูงสุดของปี (Peak Season) พร้อมวางเป้าหมายขยายสัดส่วนรายได้จากการส่งออกแตะ 70% เพื่อตอบรับความต้องการในตลาดโลกที่ยังขยายตัว

นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ที่ระดับ 10% ต่อเนื่องจากปี 2568 ที่บริษัทสามารถทำรายได้ทะลุ 9,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 53% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 678.89 ล้านบาท เติบโต 161% ถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัททั้งด้านรายได้และกำไร (All Time High)
สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการเติบโตในปีนี้ มาจากการตั้งเป้าปริมาณการขายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ระดับ 270,000 ตัน โดยบริษัทเตรียมขยายกำลังการผลิตของโรงงานสาขาพนม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้นราว 31.25% สอดคล้องกับช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลปาล์มที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดของปี ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเป็นมากกว่า 70% เพื่อรองรับความต้องการในตลาดโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มโลกปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมโอลีโอเคมิคอล และภาคพลังงาน เนื่องจากน้ำมันปาล์มมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต และมีราคาที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับพืชน้ำมันชนิดอื่น จึงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพในราคาคุ้มค่า
ด้านความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศ คาดว่าปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2569 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3–5% จากปี 2568 หรืออยู่ที่ประมาณ 21–22 ล้านตัน โดยความต้องการใช้ในภาคพลังงานมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากนโยบายไบโอดีเซลของภาครัฐคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับ B3–B5 ขณะที่การบริโภคในภาคอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 2–3% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหารและภาคการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบของประเทศไทยในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นราว 1.5–2% จากปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยยังคงรักษาสถานะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย
ในด้านการส่งออก คาดว่าจะทรงตัวหรือขยายตัวเล็กน้อย โดยอินเดียยังคงเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 98% ของการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น นโยบายภาษีนำเข้าของอินเดีย รวมถึงนโยบายพลังงานของอินโดนีเซียที่มีการชะลอแผนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B50 ออกไปก่อน รวมถึงการปรับภาษีส่งออกน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาตลาดมีความผันผวนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 4,100–4,500 ริงกิตต่อตัน หรือเฉลี่ยราว 35 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาผลปาล์มสด (FFB) ในประเทศมีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับปีก่อน แม้จะมีโอกาสเกิดความผันผวนในบางช่วงจากการแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบ รวมถึงความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลก เนื่องจากเป็นสินค้าที่เชื่อมโยงกันโดยตรงในห่วงโซ่อุปทาน
The Business Plus บิสิเนสพลัส

