เปิดจักรวาลตลาดสกินแคร์ มูลค่า 100,000 ล้านของไทย

ตลาดสินค้าด้านความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายของไทยเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จนปี 2024 มีมูลค่ามากถึง 260,000 ล้านบาท โดยที่สินค้าประเภทสกินแคร์คิดเป็น 64% ของมูลค่าตลาดรวม หรือคิดเป็นประมาณ 160,000 ล้านบาท เลยทีเดียว

หากเจาะลึกลงไปในประเภทสินค้าสกินแคร์จะได้ว่า

สกินแคร์สำหรับผิวหน้า เป็นสัดส่วน 60%

สกินแคร์สำหรับผิวกาย เป็นสัดส่วน 10%

เซ็ตสกินแคร์ เป็นสัดส่วน 2%

สกินแคร์สำหรับผิวมือ เป็นสัดส่วน 1%

สกินแคร์ดูแลผิวปาก เป็นสัดส่วน 1%

และสินค้าอื่น ๆ เป็นสัดส่วน 26%

จะเห็นได้ว่าตลาดสกินแคร์สำหรับผิวหน้ามีขนาดใหญ่ที่สุด รองลงมาคือสินค้าผิวกาย โดย Business Crack ครั้งนี้ เราจะพาไปดูบริษัทผู้นำตลาดสกินแคร์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

แบรนด์สกินแคร์ คู่แข่งเยอะ ผู้เล่นรายใหญ่เป็นแบรนด์ต่างชาติ

ตลาดสกินแคร์ปัจจุบันมีผู้เล่นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหน้าเก่า หรือดาราและอินฟลูเอนเซอร์ที่เริ่มออกแบรนด์ของตัวเอง ทำให้ตลาดมีความ Fragment โดยหากจำแนกส่วนแบ่งทางการตลาดตามแบรนด์แล้ว Garnier จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดที่ 4.6% ตามมาด้วย Nivea ที่อยู่ไม่ห่างกันมากที่ 4.5%

อย่างไรก็ตาม หากจำแนกส่วนแบ่งทางการตลาดตามบริษัทแล้ว บริษัทจากต่างประเทศซึ่งก็คือ ไบเออร์สด๊อรฟ เจ้าของแบรนด์ Nivea และ Eucerin จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดที่ประมาณ 10%

ถึงแม้แบรนด์ต่างชาติจะเป็นผู้นำตลาด แต่ที่ผ่านมา แบรนด์ไทยก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสื่อและสินค้าของแบรนด์ได้สะดวกสบายขึ้นจากแพลตฟอร์มซื้อของออนไลน์และโซเชียลมีเดีย

แบรนด์ไทยที่น่าจับตามองก็อย่างเช่น Her Hyness ที่มีจุดเด่นคือเป็นแบรนด์พรีเมียมราคาแพง ที่มีสินค้ามาตรฐานสูงสำหรับคนผิวแพ้ง่าย

 

โรงงาน OEM อัตรากำไรขั้นต้นสูง มี SKU เยอะ ยิ่งได้เปรียบ

นอกเหนือจากผลิตเพื่อขายในประเทศแล้ว โรงงานสกินแคร์ไทยหลายแห่งก็เน้นการผลิตเพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศด้วย ทำให้มีผู้เล่นเข้ามาแข่งขันกันมากจนตลาด Fragment คล้ายกับตลาดแบรนด์สกินแคร์

ปกติแล้ว โรงงานผลิตสกินแคร์จะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูง เมื่อเทียบกับสินค้าประเภทอื่น ๆ เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่มีราคาไม่แพง แต่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง อีกทั้งโรงงานยังมี Economies of Scope เนื่องจากสามารถนำสูตรที่มีอยู่มาปรับสัดส่วนหรือผสมวัตถุดิบอื่น ๆ เพิ่ม ก็สามารถสร้างสินค้า SKU ใหม่ได้

นอกจากนี้ ลูกค้าโรงงานสกินแคร์มี Switching Cost สูง เพราะการเปลี่ยนโรงงานอาจมีค่าใช้จ่ายการปรับสูตรและดำเนินการด้านกฎหมายข้อบังคับต่าง ๆ

สำหรับในไทย โรงงานผลิตสกินแคร์ที่มีรายได้สูงสุดก็คือ ไมลอทท์ แลบบอราทอรีส์ ที่มีรายได้ 6,912 ล้านบาทและกำไร 186 ล้านบาท ในปี 2567 ขณะที่มีอัตราส่วน D/E 1.11 เท่า

 

ค้าปลีกสกินแคร์อัตรากำไรสูง แข่งขันกันเองด้วยโปรโมชัน

เชนร้านค้าปลีกสกินแคร์ในไทยก็คือ วัตสัน ที่มีกว่า 773 สาขา และมีรายได้มากกว่า 27,000 ล้านบาทและกำไร 2,400 ล้านบาท ตามมาด้วย Boots ที่มีจำนวน 251 สาขา

ทั้งนี้ ค้าปลีกสกินแคร์มักมีอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าอื่น เนื่องจากสกินแคร์บางประเภทถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้งผู้ใช้ยังมีความภักดีต่อแบรนด์สูง

นอกจากนี้เอง ร้านค้าปลีกสกินแคร์มักไม่แข่งขันผ่านราคา แต่ผ่านโปรโมชันและจำนวนแบรนด์ในร้าน อีกทั้งแบรนด์สกินแคร์ต้องพึ่งพาค้าปลีก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มาหน้าร้านเพื่อทดลองสินค้าก่อนซื้อ ร้านจึงมีอำนาจต่อรองกับแบรนด์สูงอีกด้วย

 

ที่มา: Italian Trade Agency, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, เว็บไซต์ของบริษัท