อนาคตของ Cybersecurity ไทยจาก SAS กับแนวคิดการออกแบบที่ป้องกันก่อนเกิด

ในยุคที่อาชญากรรมไซเบอร์พัฒนาเร็วไม่แพ้เทคโนโลยี AI ระบบความปลอดภัยแบบเดิมที่รอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรับมือ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity ชี้ตรงกันว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากการตรวจจับการโกงไปสู่การ “คาดการณ์และป้องกันภัยล่วงหน้า” ด้วยการใช้พลังของ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง

เวที Digital Fraud Cybersecurity Hackathon เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง ซัมซุง และ KBTG เปิดพื้นที่ให้นักพัฒนา สตาร์ทอัป และคนรุ่นใหม่ ร่วมกันออกแบบโซลูชันจากเทคโนโลยี AI ครั้งแรกของไทยเพื่อรับมือและป้องกันภัยไซเบอร์ โดยได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปเติมเต็มความรู้เกี่ยวกับภัยไซเบอร์และแนวคิดในการออกแบบเทคโนโลยีจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญอย่าง Dr. Ian Holmes, Global Head of Fraud and Financial Crime Solutions จาก SAS เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้จริงในชีวิตประจำวัน

ป้องกันภัยไซเบอร์ให้ทันเกม ต้องผสาน AI หลากหลายมิติ 

หนึ่งในโจทย์สำคัญของการป้องกันภัยไซเบอร์ยุคใหม่ คือการรับมือกับรูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อนและใช้หลากหลายเทคโนโลยี ควบคู่กับไปการรับมือความท้าทายของปริมาณข้อมูลมหาศาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ รวมไปถึงข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่าง PDPA ที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ระบบความปลอดภัยไม่สามารถพึ่งพา AI เพียงแขนงเดียวได้อีกต่อไป

Dr. Ian Holmes เผยว่า “การรับมือภัยไซเบอร์ในวันนี้ ต้องมอง AI เป็นมากกว่าเครื่องมือหนึ่งชิ้น แต่คือการผสาน Computer Vision, Natural Language Processing และ Machine Learning เข้าด้วยกัน เพื่อให้ระบบสามารถเข้าใจพฤติกรรมที่ซับซ้อน และมองเห็นสัญญาณความเสี่ยงที่มนุษย์อาจมองไม่เห็น ทำให้โซลูชัน Cybersecurity ที่มีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายเทคโนโลยี ตั้งแต่การวิเคราะห์ภาพและเสียง ไปจนถึงการทำความเข้าใจข้อความและพฤติกรรมดิจิทัลในระดับลึก”

ไอเดียแก้ปัญหาที่ดีต้องเริ่มจากโจทย์จริง

Dr. Ian ได้ให้คำแนะนำในการพัฒนา AI ที่มีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการเข้าใจ “เส้นทางการใช้งานจริง” ของผู้ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครบัญชี การล็อกอิน ไปจนถึงการทำธุรกรรมหรือการชำระเงิน ซึ่งเป็นจุดที่มิจฉาชีพมักแทรกซึมเข้ามา จากนั้นให้นำโซลูชันไปทดลองใช้งานจริงแบบ Hands-on และคอยปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ก่อนขยายผลสู่การใช้งานในวงกว้าง พร้อมวางแผนการนำไปใช้งานจริงอย่างยั่งยืน แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องแก้ปัญหาได้ตรงจุด และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงให้กับองค์กรและผู้ใช้งาน

ต้องไม่ทิ้งความเป็น “มนุษย์” ไว้หลังเทคโนโลยี

แม้ AI จะช่วยลดภาระงานและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับภัยไซเบอร์ได้อย่างมาก แต่มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญ ทั้งในด้านการกำกับดูแลเชิงจริยธรรม การตัดสินใจในสถานการณ์ซับซ้อน และการออกแบบระบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุหรือผู้ที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้จำกัด ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพ

ท่ามกลางภัยไซเบอร์ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เวที Digital Fraud Cybersecurity Hackathon จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แข่งขันไอเดียเทคโนโลยี แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโซลูชันที่เข้าใจผู้ใช้จริง ผสานพลังของ AI เข้ากับการกำกับดูแลโดยมนุษย์ เพื่อวางรากฐานความปลอดภัยดิจิทัลที่เชื่อถือได้ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในสังคมไทย

โซลูชันด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในวันนี้ไม่สามารถรอให้ภัยเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรับมือได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้ AI เพื่อคาดการณ์ บริหารความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และออกแบบความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนในโลกยุคดิจิทัล