เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลการประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ประโยชน์ ในการพิจารณาออกใบอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ระหว่างกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน กับสำนักงาน คปภ. โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. และ นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นผู้ลงนาม ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัย ชั้น 2 สำนักงาน คปภ.

เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลการประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการกำกับดูแลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน ตลอดจนยกระดับการดำเนินงานของภาครัฐสู่ระบบดิจิทัลที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยสาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการบูรณาการข้อมูลด้านการประกันภัยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้หน่วยงานกำกับสามารถตรวจสอบสถานะความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยได้อย่างรวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลกิจการด้านพลังงาน โดยเฉพาะการติดตามให้ผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 มีการจัดให้มีการประกันภัยที่ถูกต้องและมีความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องตามที่กฎหมายกำหนด

ด้านอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากจะช่วยยกระดับการเชื่อมโยงและบริหารจัดการข้อมูลการประกันภัยเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตและกำกับดูแลกิจการควบคุมประเภทที่ 3 แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกันภัยให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับการกำกับดูแลกิจการด้านพลังงาน โดยปัจจุบันมีใบอนุญาตที่อยู่ในระบบ SAFETY ประมาณ 33,000 ใบอนุญาต รวมถึงใบอนุญาตที่กรมธุรกิจพลังงานได้ถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการอีกกว่า 24,000 ใบอนุญาต ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ลดความเสี่ยงรวมถึงเพิ่มความเชื่อมั่นของการประกันภัยควบคู่ไปกับการคุ้มครองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ในการดำเนินการภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองหน่วยงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรักษาความลับของข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ โปร่งใส และถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล

ทั้งนี้ ในมิติของการคุ้มครองประชาชน การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดคิดจากการประกอบกิจการด้านพลังงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลความคุ้มครองด้านการประกันภัยได้ทันที ทำให้ประชาชนหรือบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงการเยียวยาความเสียหายด้านชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และลดความเสี่ยงที่อาจไม่ได้รับการชดใช้ ความเสียหาย อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความเชื่อมั่นต่อการกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านการประกันภัยแก่ผู้ประกอบการและประชาชน อันเป็นการยกระดับระบบการคุ้มครองประชาชนและความมั่นคงของกิจการด้านพลังงานให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น “การลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสำนักงาน คปภ. ในการขับเคลื่อนการกำกับดูแลโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน (data-driven regulation) เพื่อเชื่อมโยงกรอบกฎหมาย ระบบงาน และกลไกความคุ้มครองด้านการประกันภัยอย่างเป็นระบบ นำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและการคุ้มครองประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ยังนับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการบูรณาการ การกำกับดูแลด้านพลังงานและระบบข้อมูลดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และความต่อเนื่องของระบบพลังงานของประเทศ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนว่าระบบการกำกับดูแลของไทยสามารถรองรับความเสี่ยงและสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
The Business Plus บิสิเนสพลัส

