ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมประกันชีวิตไทย กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อน จากกฎเกณฑ์ใหม่ที่เปลี่ยนเกมการแข่งขัน ไปจนถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูป ซึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) หนึ่งในผู้นำตลาดได้ออกมาประกาศกลยุทธ์ใหม่ที่แตกต่างจากที่เคย นั่นคือการเติบโตอย่างระมัดระวัง แทนการไล่ตามตัวเลขอย่างไร้ทิศทาง
บริบทใหม่ หลังปัจจัยลบมากกว่าสัญญาณบวก
ถ้าจะให้มองว่าอุตสาหกรรมประกันชีวิตในปี 2569 กำลังเผชิญกับอะไร คำตอบคือ การเปลี่ยนแปลงที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และจากคำกล่าวของ “สาระ ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) หลังเปิดเผยภาพรวมของอุตสาหกรรมประกันภัย กำลังถูกกดดันจากปัจจัยพื้นฐานสำคัญหลายประการพร้อมกัน ประกอบด้วย
- IFRS 17 มาตรฐานบัญชีที่เปลี่ยนเกมทั้งระบบ โดยการบังคับใช้มาตรฐานบัญชี IFRS 17 อาจฟังดูเหมือนเรื่องทางเทคนิคที่น่าเบื่อ แต่แท้จริงแล้วมันเปลี่ยนแปลง DNA ของธุรกิจประกันชีวิตอย่างสิ้นเชิง โดยบริษัทฯ จะไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงยอดขายหรือส่วนแบ่งตลาดได้อีกต่อไป โดยต้องให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าตลอดอายุสัญญาของกรมธรรม์ และกำไรสะสมจากสัญญาประกันภัย หากขายกรมธรรม์ที่มีมูลค่าติดลบ ผลขาดทุนจะถูกสะท้อนในงบกำไรขาดทุนทันที ทำให้ความยั่งยืนของกำไร มีความสำคัญมากกว่าตัวเลขเบี้ยประกันภัยในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของกรมธรรม์ในระยะยาว 20-30 ปีข้างหน้า
คำพูดนี้จากคุณสาระ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในแนวคิดการดำเนินธุรกิจ คือ จากการวิ่งตามยอดขายระยะสั้น มาสู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยความยั่งยืนของกำไรจะมีความสำคัญมากกว่าตัวเลขเบี้ยประกันภัยในระยะสั้น
- Maturity Gap ผลพวงจากความสำเร็จในอดีต ซึ่งเป็นความท้าทายที่สำคัญมาก โดยกรมธรรม์ประกันชีวิตระยะยาวที่บริษัทฯ ขายไว้เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว โดยในช่วงนั้นสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง กำลังทยอยครบกำหนดสัญญาและมีการจ่ายเงินคืนจำนวนมาก แต่ปัญหาคือ บริษัทฯ ไม่สามารถออกผลิตภัณฑ์แบบเดิมมาทดแทนได้ เพราะสภาพแวดล้อมทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันต่ำกว่ามาก ดังนั้นผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิม ที่เคยทำกำไรได้ดี ในสภาวะปัจจุบัน อาจกลายเป็นสินค้าจะที่สร้างความเสียหายให้บริษัทฯ ในระยะยาว
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ MTL และผู้ประกอบการอื่น ๆ ต้องแก้ไข แต่คำถามคือ จะหาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างมูลค่าได้จริงมาชดเชยช่องว่างนี้ได้อย่างไร โดยไม่ทำลายความยั่งยืนของธุรกิจ
- สังคมสูงวัยและต้นทุนการแพทย์ที่พุ่งสูง ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไป ผู้สูงอายุมีมากขึ้น แต่คนวัยทำงานลดลง การดูแลสุขภาพในระยะยาวกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ซับซ้อนขึ้นทุกที และหากมองในมิติต้นทุนทางการแพทย์ ก็เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรคอุบัติใหม่เกิดขึ้น เทคโนโลยีการรักษาก้าวหน้าก็มีราคาแพงขึ้น ดังนั้นการออกแบบความคุ้มครอง จึงมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่เคย ส่งผลให้ธุรกิจประกันไม่สามารถดำเนินการแบบเดิม ๆ ได้อีกต่อไป
และคำประกาศกลยุทธ์ของ MTL คือ เติบโตอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ใช่หยุดนิ่ง โดยท่ามกลางความท้าทายทั้งหมดที่กล่าวมา MTL ได้ปรับทิศทางอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมปีแรกในระดับ Conservative ที่ไม่ต่ำกว่า 2% โดยตัวเลขนี้อาจดูต่ำเมื่อเทียบกับเป้าหมายในอดีต แต่สะท้อนถึงการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบและมีความรับผิดชอบ
“ปรัชญาหลักของ MTL ในปีนี้ ผมขอเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ หมายความว่า การเน้นคุณภาพกรมธรรม์บนความยั่งยืนของกำไร มากกว่าการไล่ตามตัวเลขยอดขาย ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยกลยุทธ์นี้ขอเน้นการขายผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม (Segmentation) อย่างแท้จริง ไม่ใช่การขายแบบ one-size-fit-all เหมือนในอดีต ควบคู่ไปกับการรักษาพันธสัญญาที่มีต่อผู้เอาประกันที่มีอยู่เดิม เพราะการดูแลลูกค้าปัจจุบันให้ดี ก็สำคัญไม่แพ้การหาลูกค้าใหม่ ส่วนเป้าหมายระยะยาว คือ การส่งมอบรูปแบบการประกัน ให้เป็นตัวช่วย ไม่ใช่เป็นภาระ”
ข้อความนี้จาก “สาระ” สะท้อนปรัชญาสำคัญ คือ ลูกค้าต้องเลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับความสามารถทางการเงิน ไม่ใช่ถูกบีบให้ซื้อกรมธรรม์ที่จ่ายเบี้ยแพงเกินตัว ขณะที่บริษัทต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนทั้งต่อบริษัทและผู้เอาประกัน โดยใช้ข้อมูลกับเทคโนโลยีเพื่อการออกแบบประกันแบบ Personalization ภายใต้การเติบโตที่ระมัดระวังแต่มั่นคง
จากผู้รับความเสี่ยง สู่ผู้ส่งเสริมสุขภาพ

การปรับบทบาทครั้งสำคัญของ MTL จะเห็นถึงภาพของการเปลี่ยนจากผู้รับความเสี่ยง มาเป็นผู้ส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว ภายใต้กลยุทธ์ Go Healthier with MTL ซึ่งมุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพการเงิน อย่างครบวงจร โดย “สาระ” อธิบายถึงแนวคิดนี้ว่า “สิ่งที่เราทำวันนี้ ไม่ใช่แค่เพียงแค่การประกัน แต่อยากส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพมากขึ้น และดูแลกันไปยาว ๆ ภายใต้สังคมสูงวัย โดยหน้าที่บริษัทประกัน คือมีหน้าที่ในการคุ้มครอง เราไม่อยากให้ใครป่วย แต่เมื่อป่วยแล้วต้องคุ้มครองได้ ซึ่งแนวทางในปีนี้จะเน้น Wellness and Prevention หรือการวางแผนดูแลเชิงป้องกันเพื่อสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แทนที่จะรอให้คนป่วยแล้วค่อยจ่ายค่ารักษา นี่คือการเปลี่ยนจาก Reactive มาเป็น Proactive อย่างแท้จริง”
เทคโนโลยี เป็นตัวเปลี่ยนเกม
จากคำกล่าวของคุณสาระ ที่บอกมานั้น สะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์รูปแบบการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ และทางบริษัทฯ ได้เตรียมเครื่องมือและนวัตกรรมหลายอย่างเพื่อสนับสนุนทิศทางใหม่นี้ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลอย่างชาญฉลาด อาทิ การมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ Personalization โดยใช้ข้อมูลภายใต้ความยินยอมตามกฎหมาย เพื่อออกแบบความคุ้มครองที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง ไม่ใช่แบบประกันสำเร็จรูปแบบเดิมที่ทุกคนได้รับความคุ้มครองเหมือนกัน โดยผลิตภัณฑ์จะถูกปรับให้เป็นลักษณะ Modular คือแยกเป็นโมดูลย่อย ๆ ให้ลูกค้าเลือกความคุ้มครองเฉพาะส่วนที่ต้องการได้ เหมือนการสร้างชุดประกันของตัวเอง แทนที่จะต้องซื้อแพ็กเกจใหญ่ที่มีความคุ้มครองที่อาจไม่จำเป็น
และไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ MTL นำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในฐานะเครื่องมือสนับสนุน พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกมาก่อนหน้านี้ อาทิ MTL Smile Club แพลตฟอร์มสุขภาพครบวงจร, MTL Click บริการออนไลน์ที่สะดวกรวดเร็ว, MTL Fit เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายและสุขภาพ, MTL Smile Hospital Network เครือข่ายโรงพยาบาลเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแล โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ช่องทางการขาย แต่เป็น Ecosystem ที่ช่วยดูแลสุขภาพของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนป่วย ระหว่างป่วย และหลังหายป่วย สอดคล้องกับแนวคิด Wellness and Prevention

ท้ายสุด เราถามคุณสาระว่า ความท้าทายที่ยังคงอยู่ เราจะเล่นกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ?
“แม้ MTL จะมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและมีเหตุผล แต่ก็ยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเผชิญ และผมก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่า หลายอย่างเราคอนโทรลไม่ได้ โดยเฉพาะเงินเฟ้อทางในธุรกิจประกัน, เงินเฟ้อทางการแพทย์ ต้นทุนการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอย่างมาก, เทคโนโลยีการรักษาที่ก้าวหน้าขึ้นมีราคาแพง, โรคอุบัติใหม่ต้องการการรักษาที่ซับซ้อน ส่งผลให้การประเมินต้นทุนในอนาคต จึงทำได้ยากมากขึ้น
หรือแม้แต่คนรุ่นใหม่มีทัศนคติต่อประกันชีวิตที่แตกต่างจากรุ่นก่อน พวกเขาต้องการความยืดหยุ่น ความโปร่งใส และสามารถจัดการได้เองผ่านดิจิทัล ไม่อยากผูกพันระยะยาวแบบเดิม ดังนั้นการปรับตัวให้ทันกับความต้องการที่เปลี่ยนไปนี้เป็นความท้าทายใหญ่มาก ๆ หรือ อย่างเช่น Insurtech และผู้ให้บริการดิจิทัล เข้ามาท้าทายผู้เล่นเดิมด้วยแนวทางใหม่ ๆ ที่ยืดหยุ่นและใช้เทคโนโลยีสูง การรักษาความสามารถในการแข่งขันต้องอาศัยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ วัน
สิ่งที่ผมโฟกัสและมุ่งไปข้างหน้าคือ การเติบโตแบบใหม่ ในยุคใหม่ ซึ่งกลยุทธ์ของเราจากปีนี้ไป จะสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของอุตสาหกรรมประกันชีวิต จากการแข่งขันด้วยตัวเลขยอดขาย มาสู่การแข่งขันด้วยคุณค่าที่สร้างให้กับลูกค้าและสังคมในระยะยาว ดังนั้น การเติบโตอย่างระมัดระวัง ไม่ได้หมายถึงการหยุดนิ่งหรือยอมแพ้ แต่หมายถึงการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และมีความรับผิดชอบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ถือหุ้น ผู้เอาประกัน พนักงาน และสังคม
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความยั่งยืนอาจเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด และ MTL เลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้ ด้วยความเชื่อว่า การสร้างคุณค่าที่แท้จริงในระยะยาวนั้นสำคัญกว่าตัวเลขที่สวยงามในระยะสั้น
การปรับบทบาทจากผู้รับความเสี่ยงมาเป็นผู้ส่งเสริมสุขภาพ จากผู้ขายผลิตภัณฑ์มาเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพในระยะยาว อาจเป็นคำตอบสำคัญสำหรับอนาคตของธุรกิจประกันชีวิต ในยุคที่สังคมเข้าสู่ความสูงวัยและความต้องการด้านสุขภาพเปลี่ยนแปลงไป
หมายความว่า MTL กำลังเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม เพื่อพิสูจน์ว่า การเติบโตที่แท้จริงนั้น ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข แต่วัดกันที่คุณค่าที่สร้างให้กับสังคมอย่างยั่งยืน เพราะในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความมั่นคงและความยั่งยืน อาจเป็นสิ่งที่หายากที่สุดนั่นเอง” คุณสาระ ตอบทิ้งท้าย
The Business Plus บิสิเนสพลัส
