The New Chapter “LUCKY SUKI” The Rise of a New Food Empire อาณาจักรแห่งมื้ออาหาร ที่สร้างขึ้นด้วย “PASSION”

The Success Story of The Month By Business Plus ฉบับเดือนธันวาคม 2568 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจากคุณรสรินทร์ ติยะวราพรรณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด และผู้ร่วมก่อตั้งหลัก คุณวิรัตน์ โรจยารุณ มาถอดรหัสความสำเร็จของแบรนด์ “Lucky Suki” คลื่นลูกใหม่ ที่เปิดการปฏิวัติเกมสุกี้ บุฟเฟต์ มาหลายระลอก และก้าวต่อไปของแบรนด์ Lucky Suki และ Lucky BBQ

ในสมรภูมิสุกี้ ชาบู บุฟเฟต์ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ที่มีเจ้าตลาดครองพื้นที่มานานหลายทศวรรษ ไม่มีใครคาดคิดว่า “ผู้เล่นหน้าใหม่” ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในธุรกิจอาหารแม้แต่วันเดียว จะสร้างปรากฏการณ์การเติบโตจากศูนย์ จนมีรายได้ทะยานสู่ 2,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 3 ปี

“Lucky Suki” คือบทพิสูจน์ที่ท้าทายทุกตำราธุรกิจ โดยผู้ร่วมก่อตั้งหลัก คือ คุณรสรินทร์ ติยะวราพรรณ และคุณวิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ก่อตั้งขึ้น ด้วยโจทย์เรียบง่ายว่า “เพื่อส่งมอบความหลงใหลในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในโลกของอาหารให้กับทุกคน” โดยใช้สัญชาตญาณนำทาง แทนประสบการณ์ แล้วเปลี่ยน “ความไม่รู้” ให้กลายเป็นอาณาจักรของธุรกิจอาหาร ที่สลัดจากกรอบความคิดแบบเดิม ๆ จนกลายเป็นผู้ท้าชิงรายใหม่ที่ทุกแบรนด์ต้องตกตะลึง

แน่นอนว่า “Lucky Suki” เป็นคลื่นลูกใหม่ ที่เปิดการปฏิวัติเกมสุกี้ บุฟเฟต์ มาหลายระลอก แต่จุดขายหลักตั้งอยู่บน 3 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย

  1. Value Beyond Price ไม่ใช่แค่ถูก แต่คือ “คุ้มค่าเกินราคา” ตั้งแต่บรรยากาศร้านธีม Chinese Experience ความสะอาดระดับพรีเมียม ไปจนถึงน้ำจิ้มสูตรเฉพาะที่คิดค้นเอง
  2. Owner’s Touch ผู้บริหารทุกคนยังลงมือทำงานหน้าร้านและตอบลูกค้าด้วยตัวเองทุกวัน สร้างมาตรฐานที่ไม่สามารถก๊อปปี้ได้
  3. Surprise Experience เป็นเจ้าแรกที่นำของทอด สมูทตี้ และติ่มซำ มาใส่ในบุฟเฟต์สุกี้ราคาประหยัด พร้อมเทคโนโลยีหุ่นยนต์เสิร์ฟ และ QR Code สั่งอาหาร

และเรื่องที่เซอร์ไพรส์มากที่สุดในช่วงเดือนที่ผ่านมา คือ “Lucky Suki” กำลังสร้าง Story บทใหม่ ที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือ การเข้าลงทุน 940 ล้านบาท (สัดส่วน 40%) จากเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ซึ่งไม่ใช่แค่การอัดฉีดเงินทุน แต่เป็นการติดจรวดให้ม้ามืดตัวนี้ ด้วย “อาวุธ” แบบมีชั้นเชิงมากขึ้น ประกอบด้วย ข้อมูลมหาศาล จาก Data Analytics ที่จะช่วยคัดเลือกทำเลทองได้แม่นยำกว่าที่เคย, เครือข่ายพันธมิตรการค้าของเครืออาหารกว่า 1,300 สาขา 20 แบรนด์, ระบบบริหารจัดการระดับมืออาชีพที่พร้อมรองรับการขยายตัวระดับ National Scale และทำเลศักยภาพสูง ในศูนย์การค้าเครือเซ็นทรัลทั่วประเทศ ดีลนี้มีเป้าหมายชัดเจน เพื่อปูพรมการขยายสาขาจาก 32 สาขาในปีนี้ เพิ่มเป็น 120 สาขา ภายใน 3 ปี

นี่คือเรื่องราวของแบรนด์ที่พิสูจน์ว่า “Lucky Suki” ไม่ได้พึ่งคำว่า “โชคดี” แต่พวกเขาสร้าง “ปาฏิหาริย์แห่งโชค” ขึ้นมาเอง และเมื่อได้เซ็นทรัลเป็นสปริงบอร์ด อาณาจักรของ ลัคกี้ สุกี้ จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม…

เพื่อถอดรหัสความสำเร็จและก้าวต่อไปของแบรนด์ Lucky Suki และ Lucky BBQ กองบรรณาธิการ BusinessPlus ชวนคุณรสรินทร์ ติยะวราพรรณ และคุณวิรัตน์ โรจยารุณ สองผู้บริหาร บริษัท มิราเคิล
แพลนเนท จำกัด มาคุยแบบเจาะลึก…

เบื้องหลังเส้นบรรจบของนักคิดฝั่ง Functional และ Emotional คิดแบบใหญ่

จุดกำเนิดของแบรนด์ “Lucky Suki” เริ่มจากคุณรสรินทร์ ติยะวราพรรณ (แอน) ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการร้านกาแฟ Rolling Roaster Coffee จำหน่ายกาแฟลักษณะ Specialty Coffee อยู่ก่อนแล้ว ได้พบกับคุณวิรัตน์ โรจยารุณ ซึ่งคร่ำหวอดในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวมากว่า 50-60 ปี ในฐานะ “เจ้าของร้านกาแฟ” กับ “ลูกค้าประจำ” แต่บทสนทนาได้ชวนทั้งคู่ มาลงเอยกับธุรกิจระดับหมื่นล้านก็คือ “พี่สนใจทำธุรกิจกับแอนไหม ?”

คำถามนี้ คุณวิรัตน์ ยอมรับว่า ไม่เคยอยู่กับธุรกิจอาหารเลย แต่คำชวนของคุณรสรินทร์ หรือ แอน มาพร้อมกับคำตอบของความมั่นใจที่หนักแน่นว่า “แอนมั่นใจว่า มีโอกาส โตแน่”

คุณรสรินทร์ บอกกับเราว่า “ความชำนาญของพี่วิรัตน์มาจากสายเศรษฐศาสตร์ ซึ่งธุรกิจของครอบครัวพี่เขา มีความชำนาญในการควบคุม Margin มีความแม่นในด้านการควบคุมต้นทุน มองหากำไร แม้จะเป็นกำไรที่ไม่ได้สูงมาก ซึ่งแอนเชื่อว่า พี่วิรัตน์ สามารถบริหารงานหลังบ้าน งานประเภทบริหารจัดการระบบได้ดี สำหรับในส่วนของแอนมองว่า เรามาจากสายการตลาด เราชำนาญด้านนี้ หลังจากได้มีโอกาสมองเห็น Data แบบเจาะลึกของธุรกิจนี้ ก็เชื่อว่า หากเราเปิดร้านจริง ๆ ก็น่าจะมีโอกาสไปได้”

ทั้งนี้ คุณวิรัตน์ เปิดเผยหลักคิดของเขาว่า “ผมพูดคำหนึ่งกับแอนว่า ถ้าจะทำจริง ๆ ทำไม่ดี ไม่ทำนะ แล้วถ้าทำแล้วโดนด่าไม่ทำนะ เพราะพี่ไม่ได้ลำบากเรื่องเงิน ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อหาธุรกิจใหม่ หรือเพื่อแลกกับการถูกด่า ไม่เอานะ”

แอนตอบว่า “พี่สบายใจได้ แล้ววันหนึ่งพี่จะขอบคุณแอน”

ด้วยลักษณะนิสัยแบบสายลุย ที่มาพร้อมกับความทะเยอทะยานของคุณแอน ประเภท Think Big “เล็ก ๆ ไม่ ขอใหญ่ไว้ก่อน” ดังนั้นหน้าที่ของแอน หรือคุณรสรินทร์ จะแยกชัดเจนคือ “แอนดูการตลาด ส่วนคุณวิรัตน์ ดูแลระบบการจัดการทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว คือ เกิดการ Synergy ระหว่างสายงาน Functional และ Emotional ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ ทำไมต้องเป็นธุรกิจสุกี้ บุฟเฟต์ ?”

“แบรนด์เราเกิดขึ้นในช่วงปลายของวิกฤต Covid-19 ที่ทุกคนยังต้องล็อกดาวน์ และเราก็มองว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเริ่มโหยหาประสบการณ์การรับประทานอาหารนอกบ้าน เพราะทุกคนโดนกักพื้นที่มานานมาก และก่อนหน้านี้แอนมีโอกาสได้เห็น Data ของธุรกิจแบบเจาะลึก ซึ่งก็มั่นใจมากว่า ถ้าได้ทำธุรกิจก็ต้องเปิดสุกี้ และต้องเป็น บุฟเฟต์ ด้วยเท่านั้น”

จากคำให้สัมภาษณ์ของสองผู้ก่อตั้ง จะพบว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจมาจาก Passion และการมองเห็น Data ของธุรกิจ Suki & Shabu Buffet ซึ่งว่ากันตามตรง ธุรกิจนี้เป็นเซ็กเมนต์ที่มีมูลค่ามหาศาล และมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง เป็นสนามแข่งขันที่ผู้เล่นทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ต้องแย่งชิงฐานลูกค้าอย่างดุเดือด อีกทั้งรูปแบบการบริโภคของคนไทยที่ชอบ “ความคุ้มค่า” และการทานเป็นกลุ่ม ทำให้โมเดลบุฟเฟต์ ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ Lucky Suki วางตำแหน่งตัวเองในช่องว่างที่เรียกว่า Mass Premium คือ การเสนอประสบการณ์ที่ให้ความคุ้มค่า (Value for Money) ในราคาที่เข้าถึงได้ แต่ยังรักษามาตรฐานวัตถุดิบและการบริการให้เหนือกว่าร้านบุฟเฟต์ราคาต่ำทั่วไป ดังนั้นแบรนด์จะไม่เลือกแข่งขันด้วยการลดราคาสุดขั้ว แต่เน้นการออกแบบเมนูที่ลูกค้ารู้สึกว่า คุณภาพคุ้มราคา การตกแต่งร้านที่ให้บรรยากาศคึกคัก พร้อมเสนอแคมเปญการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มแมส ซึ่งช่วยสร้างการเติบโตเชิงปริมาณควบคู่กับการสร้างความจงรักภักดีของลูกค้า

จากจุดนี้ ส่งผลให้แบรนด์ดึงดูดความสนใจจากลูกค้าพอสมควร ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ด้วยอายุของแบรนด์เพียงแค่  3 ปี กับจำนวนสาขาที่น้อยกว่าคู่แข่งอยู่พอสมควร จึงยังไม่ได้เปรียบในแง่ของการแข่งขันมากนัก

“เราเริ่มต้นจากการที่เราไม่ได้อยู่ในสนามธุรกิจนี้ จึงทำให้ทุกอย่างของเราคือ การคิดแบบนอกกรอบ แม้จะมีอุปสรรคบ้าง เราก็เข้าใจว่า จุดเริ่มต้นเราต้องอาศัยความอดทน และต้องเป็นเกมแบบ Economy of Scale ซึ่งเราเข้ามาในสนามที่คู่แข่งนำหน้าเราไปด้วยสาขาที่มากกว่า ฐานลูกค้ามากกว่า ทำให้โจทย์แรกของเราคือ สาขาแรกต้องไม่ขาดทุน เพราะธุรกิจนี้กำไรบางมาก ซึ่งต้องอาศัยจำนวนสาขามาก ๆ เพื่อชดเชยให้เกิดกำไรที่มั่นคง

และสูตรบาลานซ์ผลประกอบการและกำไรของเราคือ ต้องคำนวณให้ดีว่า การเปิดสาขาในช่วงแรก เราจะมีสูตรที่เรียกว่า 0-300 คือ เน้นพื้นที่ในรัศมี 300 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ เนื่องจากปัจจัยด้านโลจิสติกส์ เพราะข้อดีคือ บันไดก้าวแรกว่า ธุรกิจจะไปต่อได้ไหม

Step ต่อมาคือ การควบคุมคุณภาพ และการคอนโทรลมาตรฐานทั้งหมด เพื่อให้เกิดการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับแอน คำว่า Low Budget, Premium Feel เป็นสมการที่ดูขัดแย้ง แต่มันคือหัวใจของแบรนด์เรา คือ การสร้างสมดุลระหว่างสองสิ่งที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน นั่นคือ “ความคุ้มค่าสำหรับลูกค้า” และ “การควบคุมต้นทุน”

แอน หรือคุณรสรินทร์ มองว่า ถ้าเราทำพรอดักต์ให้คนทั่วไปเข้าถึงง่าย กลุ่มลูกค้าเป้าหมายฐานมันก็กว้างมาก แต่ถ้าเรา Focus ลงมาอีกนิด แล้วนำเสนอบริการที่ดีเพิ่มเข้าไป เรามองว่า ฐานลูกค้ากลุ่มนี้ใหญ่มากพอสมควร ซึ่งหากลูกค้าได้รับความคุ้มค่าอย่างแท้จริง พวกเขาก็ยินดีที่จะเข้ามาใช้บริการเดือนละครั้ง หรือสองครั้ง

แน่นอนว่า การบริหาร 2 เรื่อง ซึ่งดูจะขัดแย้งกัน แต่มันต้องทำให้เกิดบาลานซ์ ดังนั้น ลัคกี้ สุกี้ ไม่ได้เลือกทำสงครามราคา แต่เลือกแข่งขันด้วย “คุณค่า” ผ่านการสร้าง Identity ที่ชัดเจน ให้เป็น Full Service Premium Buffet ขนาดใหญ่ที่เปิดให้บริการยาวนานถึง 02.00 นาฬิกา หรือแม้แต่การที่แบรนด์เรา เป็นแบรนด์แรกที่นำเครื่อง Slushy คือ เครื่องปั่นน้ำแข็งเนื้อละเอียดเป็นรายแรก หรือแม้แต่การใช้หุ่นยนต์เสิร์ฟ เพื่อสร้างความตื่นเต้น ไปจนถึงการติดตั้งอ่างล้างมือในพื้นที่รับประทานอาหาร ตั้งแต่สาขาแรกจนถึงทุกสาขาในปัจจุบัน

“จากแนวคิดทั้งหมด เกิดจากการที่เราคิดแทนลูกค้าที่ทานอาหารแล้ว แม้แต่การเดินเข้าห้องน้ำ เพื่อแค่ไปล้างมือ เราอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้ทันทีได้เลย” คุณวิรัตน์ กล่าวเสริม พร้อมกับบอกว่า

“เวลาเปิดธุรกิจ ให้เราคิดว่า เราอยากได้อะไรจากแบรนด์ ซึ่งจากแบรนด์สามารถตอบสนองปัญหาได้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ผมคิดว่า เราเตรียมการเพื่อการดูแลลูกค้าไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว และผมว่าหลาย ๆ จุด เราโชคดีที่ตัดสินใจได้ดี ทั้งเรื่องของโครงสร้างหลักในหลาย ๆ ส่วน เช่น Flow การทำงาน หรือแม้แต่การคิดแทนลูกค้าในจุดเล็ก ๆ ที่หลายแบรนด์ไม่เคยคิด

ที่สำคัญผมกล้าบอกว่า เพราะผมไม่ได้อยู่ในธุรกิจอาหาร ผมเลยไม่มีกรอบ ดังนั้นกรอบความคิดของผมและแอน เป็นการคิดแบบอุตสาหกรรม ซึ่งผมมองที่ปลายทางหรือผลลัพธ์ ก็คือ ขอให้เป้าหมายปลายทางเรา เราเสิร์ฟอาหารลูกค้าแบบมีคุณภาพ แล้วเรายังคงทำกำไรได้”

ขณะที่ คุณรสรินทร์ เน้นย้ำว่า “ความสำเร็จของเรา ‘ลัคกี้ สุกี้’ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสของตลาดบุฟเฟต์ แต่เกิดจากเราวาง ‘คัมภีร์ธุรกิจ’ ที่ทั้งเราทั้งคู่ได้ประสบมา นั่นคือ Learning by Doing  เพราะในโลกของธุรกิจอาหาร ไม่มีทฤษฎีใดทดแทนการลงมือทำด้วยตัวเองได้ และไม่มีตำราเล่มไหนบอกได้ชัดเท่าการยืนอยู่หลังเตา ล้างจานด้วยมือ และฟังเสียงลูกค้าด้วยตนเอง”

“สาขาแรกที่อ่อนนุช เปรียบเสมือนห้องเรียนใบใหญ่ของเราเลยทีเดียว เริ่มต้นด้วยการให้ทีมออกแบบ วางผังร้านอย่างสวยงาม แต่เมื่อร้านเปิดจริง ความจริงก็ปรากฏให้เห็นอย่างไม่ปรานี ผังที่นั่งไม่รองรับทราฟฟิกของบุฟเฟต์ และพื้นที่ส่วนหนึ่งสูญเปล่า รวมถึง Flow Line ที่ควรใหลลื่น แต่ไม่ได้เป็นอย่างเที่เรามองไว้ ความผิดพลาดครั้งนั้น จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพง และเป็นบทเรียนที่ “คุ้มที่สุด” เพราะทำให้เราทั้งสองเข้าใจว่า การบริหารร้านบุฟเฟต์ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการตั้งราคาและสูตรอาหาร แต่คือวิทยาศาสตร์ของการจัดการแพ็กงาน การหมุนโต๊ะ และการควบคุมต้นทุนในระดับวินาที” คุณวิรัตน์ บอก

อาจกล่าวได้ว่า “ลัคกี้ สุกี้” เติบโตขึ้นจากมือของผู้บริหารสองคนที่ยอมถอดสูท พับแขนเสื้อขึ้น แล้วลงไปแตะทุกจุดของธุรกิจด้วยตนเอง ตั้งแต่การสไลด์เนื้อ จัดผัก เติมน้ำซุป ไปจนถึงงานที่ผู้บริหารหลายคนไม่กล้าทำ อย่างการล้างจาน และจากความมุ่งมั่นในหลาย ๆ จุดนี้เอง ทำให้ทั้งคู่มองเห็นปัญหาเล็กที่สุดก่อนที่มันจะลุกลามเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาล และทำให้พวกเขาเข้าใจถึงหัวใจของการให้บริการจากมุมมองที่ไม่มีทางเรียนรู้ได้จากโต๊ะประชุม

คุณรสรินทร์ บอกว่า แนวคิด “ลงมือทำก่อน แล้วความรู้จะตามมา” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในร้าน แต่ถูกนำไปใช้ในการขยายสาขาทั่วประเทศ โดยเฉพาะการเลือกโลเคชัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ลับของผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยทั้งสองตระเวนสำรวจพื้นที่ด้วยตนเองแบบ “เชิงลึก” ในช่วงเวลาที่คนทั่วไปกลับบ้านไปพักผ่อน ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเที่ยงคืน เพื่อวิเคราะห์ให้ได้ว่า โลเคชันนั้นมีกำลังซื้อจริงหรือไม่ อย่างไร, ทราฟฟิกช่วงดึกเป็นอย่างไร รวมถึงบางพื้นที่สามารถมีศักยภาพรองรับร้านที่จะเปิดให้บริการถึง 02.00 นาฬิกาได้มากแค่ไหน ?”

ขณะที่คุณวิรัตน์ กล่าวเสริมว่า การเลือกทำเลของลัคกี้ สุกี้ ไม่ได้มาจากการดูรายงานตัวเลขบนกระดาษ แต่มาจากการยืนอยู่ตรงจุดนั้นจริง ๆ แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าเราเป็นลูกค้า เราจะเลือกเดินเข้าร้านตรงนี้ไหม”

จากคนที่ไม่เคยออกจากกรุงเทพฯ คุณรสรินทร์บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “จังหวัดในภาคอีสาน คือดินแดนใหม่ในชีวิตของเธอ แต่ในเวลาไม่นาน ทั้งสองกลับเดินทางไปมากกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อการสำรวจพื้นที่การขยายสาขา ดังนั้น โลเคชัน จึงกลายเป็นการเดินทางที่ผสมผสานทั้งงานและครอบครัว และทริปเดินทางต่าง ๆ ทั่วไทย ก็เริ่มด้วยรอยยิ้มและจบด้วยการวิเคราะห์ทราฟฟิกอย่างจริงจัง และสิ่งนี้คือความพิเศษที่แทบไม่มีในคู่มือธุรกิจเล่มใด แต่คือสิ่งที่ทำให้พวกเรามองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองข้ามเสมอ”

ทั้งนี้ คุณรสรินทร์ เผยต่อว่า “ผลลัพธ์ของการลงมือทำอย่างไม่หยุดยั้งนี้ ทำให้การขยายสาขาจากนี้ ‘ลัคกี้ สุกี้’ จะเร่งตัวขึ้นทุกปี โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เรามองว่าเป้าการขยายสาขาอาจจะได้เพียง 16–20 สาขา แต่เรากลับขยายได้ 22 สาขา และในปีหน้า เราจะยกระดับเป้าหมายครั้งใหม่ สู่การขยายสาขาจำนวนมหาศาลถึง 69 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมหัวเมืองหลัก ตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ อุดรธานี จนถึงหาดใหญ่”

และเมื่อถามถึง เป้าหมายของตัวเลขยอดขาย คุณวิรัตน์ ย้ำอย่างหนักแน่นว่า “ผมเชื่อมาตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า ยอดขายปีนี้จะได้ราว ๆ 2,000-2,100 ล้านบาท จากทุกความพยายามของเราและทีมงานทุกคน

ส่วนปีหน้า (2026) ทุกคนจะได้เห็นยอดขาย 3,000 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น (ตัวเลขนี้คำนวณจากยอดขายคงที่ต่อเดือนบวกกับการเปิดสาขาใหม่ตามแผน 69 สาขา) ซึ่งเราก็คาดหวังกับการเติบโตเพิ่มขึ้น จนกล่าวได้ว่า Lucky Suki เป็นแม่วัว (Cash Cow) แล้ว และหากมองถึงอัตราการเติบโต ถือว่าเป็นการโตรวดเร็วแบบ Double ทุกปี เมื่อเทียบกับธุรกิจอาหารที่เริ่มต้นใหม่”

สำหรับผู้บริหารที่ผ่านสนามจริงมาด้วยตัวเอง แน่นอนว่า การเติบโตของธุรกิจต้องยั่งยืน “ลัคกี้ สุกี้” ก็เช่นกัน

และทั้งคู่ก็บอกกับเราว่า การเติบโตของ “ลัคกี้ สุกี้” ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสาขาเพียงมิติเดียว แต่เป็นการมองหา Growth และหา New S-Curve

คุณรสรินทร์ย้ำชัดว่า “ลัคกี้ สุกี้ จะกลายเป็นแม่วัว แต่จะไม่มี ‘แม่วัว’ ตัวไหนขยายไปได้ตลอดกาล การเติบโตปีละ 30–40 สาขาอาจดูน่าตื่นตาตื่นใจในช่วงแรก แต่เมื่อทุกแบรนด์ในตลาดขยายพร้อมกัน โลกของโอกาสย่อมเริ่มคับแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น คำถามที่เราคิด คือ เราจะสร้างถนนให้เดินไปข้างหน้าต่ออย่างไร ในเมื่อถนนเริ่มตัน”

และคุณวิรัตน์ อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากธุรกิจยังต้องการ Growth และในโลกธุรกิจ Growth ไม่มีวันเป็นเพียงแค่ ‘ตัวเลือก’ ดังนั้น ทุกแบรนด์ย่อมต้องหาทางออกให้ตัวเอง และการขยายสาขาไม่สามารถเป็นอนาคตได้ตลอดไป สิ่งที่ ‘ลัคกี้ สุกี้’ ต้องการ ไม่ใช่แค่การโตเชิงปริมาณ แต่คือ ‘วัวตัวใหม่ที่มีพลังมากกว่าเดิม’ สามารถเติบโตเป็นสายพันธุ์ใหม่ ที่จะผลักบริษัทไปสู่อีกระดับของความสำเร็จที่สูงขึ้น”

เมื่อผู้บริหารทั้งสองได้ปักหมุดบนความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่ม Mass อย่างลึกซึ้ง พวกเขาจึงมองชัดว่า “3 ปีของการดำเนินธุรกิจ ‘ลัคกี้ สุกี้’ เป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ ที่ทุกคนหันมามองและยกย่องเรา”

“อย่างไรก็ตาม จากนี้เป็นต้นไป เรา (บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด) มองว่า ธุรกิจอาหาร ยังมีช่องว่างอีกมาก แต่คำถามคือ เราจะแข่งขันอย่างไร เดินหน้าไปยังธุรกิจใหม่อย่างไร ดังนั้น แผนธุรกิจต่อไป จึงไม่ใช่แค่การทำให้ธุรกิจเดิมของเราแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่จะเป็นการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ที่สามารถกลายเป็น New S-Curve ในกลุ่ม Food Industry โดยยังคงโฟกัสตลาด Mass และ Premium Mass พร้อมยึดแก่นกลางของแบรนด์ คือ ‘ความคุ้มค่า’

ล่าสุดอย่างที่ทุกท่านทราบดีว่า เราได้พันธมิตรใหม่ คือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) บริษัทในเครือ CENTEL ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 940 ล้านบาท แลกกับการเข้าถือหุ้นในบริษัท MP ในสัดส่วน 40%

นี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มทุน หากแต่คือการเปิดหน้าต่างใหม่ของความเป็นไปได้ ด้วยความเชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการอาหาร เทคโนโลยี Supply Chain และเครือข่ายโลเคชันระดับประเทศ CRG เข้ามาเสริมรากฐานสำคัญที่สุด คือ เรา (บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด) จะทะยานไปอีกขั้นของการเติบโต ซึ่งสิ่งนี้ เราทั้งคู่มองว่า เป็นดีลทรงคุณค่าอย่างแท้จริง ที่ไม่ได้วัดแค่เงินลงทุน แต่จะเป็น ‘สปริงบอร์ด’ ที่จะช่วยให้องค์กรของเราเติบโตได้เร็วกว่าและไกลกว่าที่เคยเป็น”

“กระบวนการพูดคุยกับ CRG ใช้เวลานานเป็นปี แต่ที่สุดแล้วสิ่งที่ทำให้ทั้งสองตัดสินใจเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษ หากเป็นความเข้าใจและการให้เกียรติ ที่ CRG มีต่ออัตลักษณ์ของเรา ตั้งแต่วันแรก ความลงตัวนี้เกิดขึ้นเพราะวิธีคิดคล้ายกัน ในเรื่องคุณภาพ ความคุ้มค่า และโครงสร้างราคาที่เป็นธรรม รวมถึงปรัชญาที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือร่วมกัน และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชื่อว่าเลือกพาร์ตเนอร์ได้ถูกต้องที่สุด

แม้ CRG จะถือหุ้น 40% และเรายังคงเป็นเรือที่กัปตันคนเดิมขับเคลื่อน โครงสร้างการบริหารถูกออกแบบให้ผู้ก่อตั้งเป็นผู้นำในทุกวันของการปฏิบัติการ ขณะที่ CRG เข้ามาเสริมบทบาทในบอร์ดเพื่อมองภาพใหญ่ ช่วยวางกลยุทธ์ และปลดล็อกศักยภาพใหม่ขององค์กรโดยไม่แทรกแซงในงาน Routine ที่เป็นหัวใจของแบรนด์

ยิ่งไปกว่านั้น ความยืดหยุ่นที่ CRG มอบให้ ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณแห่งความเชื่อใจที่หาได้ยาก เพราะแม้อยู่ในเครือเซ็นทรัล เรายังคงสามารถเปิดสาขาในศูนย์การค้าคู่แข่งได้เต็มรูปแบบ นั่นหมายถึงเสรีภาพเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนความเป็นพาร์ตเนอร์มืออาชีพ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นที่ต้องการควบคุม และเงินทุนที่เข้ามาในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนเชื้อเพลิงก้อนใหญ่ที่ช่วยเร่งสปีดการเดินทางไปสู่เป้าหมาย 100 สาขาภายใน 3 ปี และปูทางให้การสร้าง S-Curve ใหม่เกิดขึ้นได้จริงหลังปี 2026 เป็นต้นไป”

อย่างไรก็ตาม เราถามทั้งคู่ว่า เมื่อถึงที่สุดแล้ว ธุรกิจย่อมจะมีวันเติบโตเต็มที่ “ลัคกี้ สุกี้” ได้พันธมิตรใหม่ และย่อมทำให้ทั้งคู่เติบโตไปด้วยกัน แต่แผนระยะยาวแล้ว ได้มองถึงการพาตัวเองเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) หรือไม่ อย่างไร ?

“ถามว่า เรามองไว้ไหม ถ้าตอบไม่ ทุกคนก็จะไม่เชื่อ โดยคำตอบคือ ใช่ เราทั้งคู่มองและเตรียมแผนการนั้นไว้ แต่ที่บอกไว้ตอนต้นว่า เราชำนาญในธุรกิจกลุ่ม Premiumization ดังนั้น นอกจากการเพิ่มไลน์สินค้าในกลุ่มนี้ จุดที่เราชำนาญก็คือ การวิเคราะห์ Market Gap ที่น่าสนใจในหลาย ๆ Category ซึ่งว่ากันตามตรง เราพร้อมเข้าไปใน Category นั้น ๆ ซึ่งในตอนนี้เรายังคงไม่สามารถให้ข้อมูลได้

อย่างไรก็ตาม แผนการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ใช่แผนเพื่อ Exit ของบริษัทฯ แน่นอน แต่จะเป็นกลไกสำคัญให้เราในการ Jump Time เพื่อให้ธุรกิจเติบโตข้ามเส้นแบ่งหนึ่งไปสู่อีกเส้นหนึ่ง พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยได้เป็นเจ้าของร่วมกับพวกเราได้เร็วขึ้น”

ปิดท้ายกับบทสนทนากับ คุณรสรินทร์ ติยะวราพรรณ และคุณวิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ว่า “สิ่งที่ขับเคลื่อนเรามาตลอด 3 ปีนี้ ไม่ใช่เพียงโมเดลธุรกิจที่เติบโตได้จริง แต่เป็น Passion ที่ไม่อาจปลอมแปลงได้ หมายความว่า Passion นี้ คือ Passion ในการสร้าง แก้ปัญหา และลงมือทำซ้ำ ๆ ทุกวัน โดยไม่รู้สึกเหนื่อย ลัคกี้ สุกี้ เป็นแค่จุดเริ่มต้น และจะมีลูกคนอื่น ๆ ตามออกมาอีกอย่างแน่นอน”

 

เขียนและเรียบเรียง : ยุพาพร คุณานันท์

ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/

Line Business+  : https://lin.ee/pbIHCuS

IG  : https://instagram.com/businessplus.th

Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829

#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business