ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานโลก และต้นทุนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง ทั่วโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดในการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า (Decentralization) จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไปสู่ระดับครัวเรือน ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงอุดมคติของกลุ่มคนรักษ์โลกอีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น “ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ” ของประชากรโลก เมื่อพิจารณาจากข้อมูลอัปเดตระดับสากล จะพบว่า การเติบโตของการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ทั่วโลก มีอัตราเร่งที่สัมพันธ์โดยตรงกับการขยายตัวของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) โดยแนวโน้มระดับโลกนี้ได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงในประเทศไทย ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภคเริ่มตระหนักรู้และเปลี่ยนสถานะตนเองจากเพียงผู้บริโภคพลังงาน (Consumer) ไปสู่ผู้ผลิตและบริโภคพลังงานในเวลาเดียวกัน (Prosumer)

ข้อมูลเชิงลึกจาก บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” เปิดเผยให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่ง โดยนายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” ได้ฉายภาพให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่แหลมคมขององค์กร โดยระบุว่า การใช้จ่ายเฉลี่ยผ่านบัตรเคทีซีในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง Solar Roof ได้ทะยานพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 110 ในขณะที่จำนวนธุรกรรมเติบโตขึ้นร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาปกติ
ตัวเลขเหล่านี้เป็นดัชนีชี้วัดที่ทรงพลังซึ่งยืนยันว่า ผู้บริโภคชาวไทยได้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อแผงโซลาร์เซลล์ จากการเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย หรือเทคโนโลยีที่เข้าถึงยาก กลายมาเป็น ‘เครื่องมือบริหารต้นทุนระยะยาว’ ที่ขาดไม่ได้สำหรับการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน
“เคทีซีให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของสมาชิกมาโดยตลอด โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน (Sustainable Development) ซึ่งการที่ภาครัฐได้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop สูงสุดถึง 200,000 บาทนั้น ถือเป็นแรงส่งระดับมหภาคที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ทำให้พลังงานทางเลือกกลายเป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้จริง และช่วยให้สมาชิกสามารถวางแผนบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องหรือรายได้หลักของครอบครัว และด้วยความเข้าใจในกลไกทางเศรษฐศาสตร์นี้ เคทีซี จึงสวมบทบาทสำคัญในการเป็น “Financial Enabler” หรือผู้ปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ซึ่งเป็นอุปสรรคแรกเริ่ม (Initial Cost Barrier) ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

กลยุทธ์เชิงรุกของเคทีซีในการเจาะตลาด “Smarter Living” ครั้งนี้ ถือเป็นการวางหมากที่เฉียบขาด โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มนี้ถึง 600 ราย หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 15 ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยเครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้คือการมอบสิทธิพิเศษผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน และสิทธิในการใช้คะแนน KTC FOREVER แลกรับเครดิตเงินคืนเพิ่มเติมสูงสุดถึง 13% ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2569 ไปจนถึง 30 พฤศจิกายน 2569
นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ทางการเงินแล้ว เคทีซียังให้ความสำคัญกับความมั่นใจของลูกค้า ด้วยการผนึกกำลังกับพันธมิตรผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์ชั้นนำกว่า 21 รายทั่วประเทศ และมีเป้าหมายที่จะขยายเครือข่ายพันธมิตรให้ครอบคลุมมากกว่า 35 รายภายในสิ้นปี 2569 พันธมิตรทุกรายล้วนผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างเข้มงวด เพื่อให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีและบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ที่มีฐานรวมกว่า 3 ล้านบัตร สามารถมั่นใจได้ถึงคุณภาพของเทคโนโลยี มาตรฐานวิศวกรรมการติดตั้ง และความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว การขับเคลื่อนของเคทีซีจึงไม่ใช่แค่การทำการตลาดบัตรเครดิต แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สนับสนุนให้ประชาชนสามารถก้าวจากวิถีชีวิตแบบ Smart Living ไปสู่การเป็น Smarter Living ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนอย่างแท้จริง”
ในอีกมิติหนึ่ง การขับเคลื่อนจากฟากฝั่งของภาครัฐ ถือเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สมการนี้สมบูรณ์ โดยนางสาวจารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) ได้ให้มุมมองที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลว่า มาตรการลดหย่อนภาษีวงเงินสูงสุด 200,000 บาทนี้ ถูกออกแบบมาอย่างรัดกุม เพื่อให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของบ้านได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในระยะยาวและต้องการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครอบครัว

มาตรการนี้มีเงื่อนไขที่ชัดเจนเพื่อสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรม กล่าวคือ ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า ทำการติดตั้งระบบโซลาร์แบบ On-grid บนหลังคา ดาดฟ้า หรือพื้นที่อยู่อาศัยจริง โดยมีกำลังการผลิตไม่เกิน 10 กิโลวัตต์พีค (kWp) และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้ พร้อมทั้งต้องดำเนินการเชื่อมต่อระบบกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ให้แล้วเสร็จ และยื่นขอใช้สิทธิ์ภายในปีภาษีที่ได้รับการเชื่อมต่อเท่านั้น
วิสัยทัศน์ของกระทรวงพลังงานผ่านโครงการนี้ ซึ่งจำกัดสิทธิหนึ่งหลังต่อหนึ่งสิทธิ และใช้ได้เพียงครั้งเดียวตลอดโครงการจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 (พ.ศ. 2571) ไม่ได้มองเพียงแค่การลดหย่อนภาษีระดับบุคคล แต่เป็นการมองข้ามช็อตไปสู่การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยคาดหวังว่าจะมีกระแสตอบรับสูงถึง 90,000 ครัวเรือน หากประเมินในเชิงเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน การติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ จะสามารถช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 2,000 ถึง 2,500 บาทต่อเดือน
และเมื่อนำตัวเลขนี้มาคูณกับจำนวนครัวเรือนเป้าหมาย จะเห็นถึงเม็ดเงินราว 20,250 ล้านบาท ถูกอัดฉีดกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ในระดับมหภาค การขยายตัวของโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่มีความผันผวนสูง และเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ตอบสนองต่อพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลกได้อย่างสง่างาม
แน่นอนว่า เมื่อนโยบายรัฐและการสนับสนุนทางการเงินพร้อม ผู้ที่ต้องรับบทหนักในการลงมือปฏิบัติจริงคือภาควิศวกรรมและผู้ประกอบการ โดยนายเอกภัทร ปัญญาแก้ว ประธานบริหาร บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอ
เรชั่น จำกัด ได้เผยให้เห็นถึงภาพสะท้อนจากแนวหน้าของสมรภูมิธุรกิจนี้ว่า ภายหลังจากที่ภาครัฐได้ประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีออกมา ตลาดได้เกิดแรงกระเพื่อมด้านอุปสงค์ (Demand) อย่างรุนแรงและชัดเจน โดยยอดการขอรับบริการติดตั้งเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 30-40
ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการหลอมรวมของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ นโยบายลดหย่อนภาษี ฤดูร้อน ซึ่งเป็นไฮซีซันของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้ประกอบร่างกันทำให้ครอบครัวชาวไทยมองเห็นภาพความสำเร็จที่จับต้องได้ ภายใต้แนวคิด ‘ผลิตไฟเอง–ชาร์จเอง–ประหยัดจริง’
นายเอกภัทร ยังได้ชี้ประเด็นที่น่าสนใจว่า จากอินไซต์จากหน้างานยังพบว่า ลูกค้าที่เข้ามาปรึกษามีความต้องการที่หลากหลายและมีความรู้ที่แตกต่างกัน สำหรับกลุ่มผู้เริ่มต้น คำถามยอดฮิตมักวนเวียนอยู่กับความคุ้มค่าและ ‘ระยะเวลาคืนทุน’ (ROI) ในขณะที่ลูกค้าที่มีความรู้พื้นฐานมาบ้างแล้ว จะพุ่งเป้าไปที่เรื่อง ‘ความปลอดภัย’ ของการติดตั้งและระบบป้องกันอัคคีภัยเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้ ทีมงานของ A Solar จึงวางตำแหน่งตนเองเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร (End-to-End Solution) ที่ไม่เพียงแต่นำเสนอเทคโนโลยี แต่ยังเป็นที่ปรึกษาที่ดูแลตั้งแต่การประเมินระยะคืนทุนตามสภาพหน้างานจริง การอธิบายมาตรฐานวิศวกรรม ดูแลความถูกต้องของเอกสาร e-Tax Invoice ไปจนถึงการดำเนินการขออนุญาตเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้สิทธิ์ทางภาษีได้อย่างไร้รอยต่อ
จากความร่วมมือของพันธมิตรของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า ระบบ On-grid ขนาดไม่เกิน 10 kWp คือจุดสมดุลที่ลงตัวที่สุดสำหรับที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในประเทศไทย เนื่องจากสามารถครอบคลุมพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 50-60% ของครัวเรือน โดยเฉพาะการรองรับโหลดหนักอย่างเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างพื้นฐานนี้ยังพร้อมที่จะถูกต่อยอดไปสู่ระบบ Smart Home และการบูรณาการร่วมกับเครื่องชาร์จรถยนต์ EV ได้อย่างสมบูรณ์แบบตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเรามองภาพรวมทั้งหมด จะพบว่าการเติบโตของตลาด Solar Rooftop ในประเทศไทย ณ เวลานี้ ไม่ใช่กระแสแฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานระดับครัวเรือนที่เกิดจากการสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญของภาครัฐ การเป็นผู้เปิดประตูทางการเงินของสถาบันอย่างเคทีซี และความพร้อมทางวิศวกรรมของผู้ประกอบการ
การบรรจบกันของสามขั้วพลังนี้ กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าหลังคาเรือนไทยนับแสนหลังคาเรือน ให้กลายเป็นขุมพลังงานอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ สร้างความมั่งคั่งระดับครัวเรือน และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความยั่งยืนด้านพลังงานและ Smarter Living อย่างแท้จริงและยั่งยืนตลอดไป
The Business Plus บิสิเนสพลัส

